หน้ารวมกระทู้ > ว่าด้วยศีล-อานิสงส์-ความสำคัญใ...

ว่าด้วยศีล-อานิสงส์-ความสำคัญในการปฏิบัติธรรม.....
avatar
พุทธญาณ


ศีล คือ อะไร ? มีอานิสงส์อย่างไร ? มีความสำคัญ เพียงไร?ในการปฏิบัติธรรม เพื่อความหลุดพ้นโดยสิ้นเชิง.....ศีล 5-8-10-227-310 ศีล-รักษาอะไร ? ไม่มีศีล-แล้วจะเป็นอะไร จะเกิดอะไร จะได้อะไรบ้าง ? รักษาศีลข้อเดียว ไปนิพพานได้ จริงหรือ?ศีล-ไปเกี่ยวข้องกับกุศลกรรมบถ10-40 อย่างไร ?กระทู้นี้ จะได้รวบรวมคำถาม-คำตอบทั้งหลาย ทำความกระจ่างแจ้งในเรื่องของศีล เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเรียนรู้และการปฏิบัติธรรม เหมือนหงายของที่คว่ำ ฉะนั้นแล ฯ.......

ผู้ตั้งกระทู้ พุทธญาณ :: วันที่ลงประกาศ 2005-12-24 06:57:48 IP : 202.47.238.147


[1]

ความเห็นที่ 1 (333974)
avatar
พุทธรัตนะ

ศีลและศีล 5 คืออะไร? ทำไมคนเราต้องถือศีล ? ศีลมีความสำคัญอย่างไรในการดำเนินชีวิต ตลอดจนการปฏิบัติธรรมไปสู่ความหลุดพ้นในที่สุด......

IP :

ลบ หากต้องการลบคำถามนี้ คำตอบภายในคำถามนี้จะถูกลบออกทั้งหมด

No. 1 (41410) Post : Admin Date : 24 Jan 2005 22:11 IP :

ว่าด้วยศีล5โดยเฉพาะ


-ศีล-5 รักษาจิตได้อย่างไร?
-ศีล 5 มีความสำคัญอย่างไร รักษาได้แค่กายกับวาจาหรือ?
-ศีล 5 มีบารมี 10 ครบถ้วนอย่างไร?
-ศีล 5 ข้อไหนมีความสำคัญมากที่สุดในชายกับหญิง?
-ศีล 5 ข้อไหนมีผลร้ายแรงที่สุด? ข้อไหนมีผลน้อยที่สุด?
-ศีล 5 ข้อ มีความสำคัญกันลงมาตามลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าเรียงเอาไว้แล้วอย่างไร?
-รักษาศีลข้อเดียวไปนิพพานได้หรือไม่?
-ศีล 5 รักษาแล้วร่ำรวยและไปนิพพานได้ด้วยจริงหรือ?
-ศีล 5 มีความสำคัญยิ่งยวดในการปฏิบัติธรรมทุกระดับอย่างไร?
-ศีล 5 เท่านั้นเพียงพอสำหรับทุกคนหรือไม่?
-ศีล 5 ทำไมต้องศีล 5 ??
-ศีล 5 กับอธิศีลและปรมัตถศีล
-รักษาศีล 5 บริสุทธิ์ได้จริงๆ สำเร็จพระโสดาบันจริงหรือ??
-ศีล 5 ขาดเพียงข้อเดียว อีก 4ข้อหายไปหมดเลย จริงหรือไม่ อย่างไร?
-ศีล 5 เป็นศีลรักษาไว้ซึ่งโลกและสันติภาพในโลก จริงเท็จแค่ไหน??
-ผู้ประมาทในศีล 5 ลงอบายภูมิได้ง่ายมากๆ
-ศีลพร่อง ศีลด่าง ศีลแหว่ง ศีลขาด เป็นอย่างไร?
-สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร เกี่ยวข้องกับศีล 5 อย่างไร?
-หวยบนดิน หวยใต้ดิน สลากกินแบ่งรัฐบาลกับศีล 5 รัฐบาลหลงทางหรือเปล่า?จะแก้ไขกันอย่างไร?
-อบายมุขเต็มเมืองไทย ที่รัฐบาลสนับสนุน หวย เหล้า เบียร์ ไวน์ บุหรี่ การพนัน เล่นม้า โรงงานสุรา โรงงานผลิตบุหรี่ ทำไมรัฐบาลไทยเลิกไม่ได้ เลกแล้วรัฐบาลไม่มีเงินมาพัฒนาประเทศจริงหรือ?
-โสเภณี อาบอบนวด สวิงกิ้ง(แลกเปลี่ยนคู่นอน)ที่น่าทุเรศที่สุด เกี่ยวข้องกับศีล 5 อย่างไร แค่ไหน? อนาคตและชาติหน้าเขาจะเป็นอย่างไร?
-การทำแท้ง ผิดศีลข้อไหน? รุนแรงแค่ไหนหรือไม่ ผู้เกี่ยวข้องโดนกรรมตามสนองทุกคน จริงหรือ??
-นักการเมือง ผู้บริหารประเทศเกี่ยวข้องกับศี 5 อย่างไร?
-การทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง กินตามน้ำ กินทวนน้ำผิดศีลข้อไหน?? จะทำให้ประเทศไทยเดินช้าลงหรือไม่ อย่างไร?
-ศีล 5 มีความสำคัญกับชนทุกชั้น รวมทั้งพระสงฆ์และนักบวชทุกศาสนาในโลกนี้ด้วย!!!
-สงคราม ความรุนแรง การก่อการร้ายระหว่างประเทศ สงครามเศรษฐกิจ สงครามเย็น การเผยแพร่ศาสนาที่ไม่ถูกต้อง(เห็นแก่ตัว)ทำให้โลกร้อนขึ้น จริงหรือไม่
-ศีล 5 มีความสำคัญในระดับครอบครัว ความรัก ความหลง ความพ่ายแพ้ ความสมหวัง ความสิ้นหวัง อย่างไร??

ฯลฯ
ท่านมีอะไรจะบอกกล่าวแนะนำกับพี่ๆน้องๆ น้าอาป้าลุงตายาย ที่สนใจเข้ามาชม กระทู้"ศีล5"นี้เชิญได้เลยครับ.......นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุ ๆ ๆ.......


From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  [17 Dec 2004 14:39] Viewer [129] Answer[16]   delete 


 Response no.1  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 17 Dec 2004 15:24 #754648    delete


คำอาราธนาศีล 5(ขอศีล 5).......
ตั้ง นโม 3 จบก่อนดังนี้.......

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ(3จบ)

มะยัง ภันเต ติสะระเน นะสะหะ ปัญจะ ศีลา นิยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเน นะสะหะ ปัญจะ ศีลา นิยาจามะ
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเน นะสะหะ ปัญจะศีลา นิยาจามะ.......



 Response no.2  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 17 Dec 2004 15:32 #754656    delete


1.ปาณาติปาตาเว ระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ(ห้ามฆ่าสัตว์)
2.อทินนา ทานาเว ระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ(ห้ามลักทรัพย์)
3.กาเม สุมิฉาจาราเว ระมะณี สิขาปะทังสะมาทิยามิ(ห้ามผิดลูกเมียคนอื่น)
4.มุสาวาทา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ(ห้ามพูดเท็จ)
5.สุราเม ระยะ มัชฌะปะมา ทัฏฐานาเว ระมะณี สิขาปะทังสะมาทิยามิ(ห้ามดื่มสุรา)



 Response no.3  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 17 Dec 2004 15:48 #754672    delete


ศีล 5 เป็นหลักใหญ่ที่คุ้มครองทั้งสามโลก(นรก-สวรรค์-โลกมนุษย์).....ศีล 5 มีความสำคัญที่สุดในการปฏิบัติธรรม เพราะเป็นเสมือนฐานรากของบ้านหรือพระมหาเจดีย์ หากฐานไม่ดี มีศีล5ไม่ดีพอ ฐานรากไม่แข็งแรง ก็ทำให้บ้านหรือพระมหาเจดีย์พังครืนลงมาเมื่อไรก็ได้.....ศีล 5 ทำให้คนเป็นมนุษย์ผู้มีจิตใจสูงโดยแท้จริง เป็นคนปกติ มีความสุข เจริญก้าวหน้าทั้งในชีวิต การงาน ทั้งทางโลกและทางธรรม......ศีล 5 มีความสำคัญในการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง มีความละเอียดเป็นที่สุด ผู้ปฏิบัติธรรมไปนานๆจะรู้เอง เห็นเองว่าศีล 5 ละเอียดแค่ไหน ถ้าศีล 5 ไม่ดีพอการปฏิบัติจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร จะเสียเวลามาก แต่ถ้าศีล5ดี สมบูรณ์ บริสุทธิ์เท่าไหร่ การปฏิบัติจะก้าวหน้าเร็วขึ้นมากเพียงนั้น และจะบรรลุสำเร็จธรรมขั้นสูงขึ้นเป็นลำดับๆไป อย่างน้อยก็ต้องได้พระโสดาบันในชาตินี้ เกิดอีก 7 ชาติก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์เข้าสู่พระนิพพานได้ไม่ยากนัก......ปัจจุบันโลกร้อนขึ้นเพราะคนไม่รักษาศีล 5 เอารัดเอาเปรียบกัน มือใครยาวสาวได้สาวเอา มุ่งเอาแต่วัตถุ หลงลืมไม่ใส่ใจเรื่องของธรรมะและจิตวิญญาณ สักวันหนึ่งก็จะรู้เอง(เมื่อสายไปแล้ว)ว่าตนเองไม่น่าทำอย่างนี้เลย.....หลงมัวเมาจนไม่มีโอกาสแก้ตัวเมื่อพญามัจจุราชมาเยือน ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ เพราะในโลกวิญญาณไม่มีใครปกปิดความชั่วของตนเองได้ ไม่ว่าจะเล็กน้อยมากมายแค่ไหน ไม่ว่าจะไปแอบทำไม่ดีไว้ที่ไหนตรงไหน ก็มีคนรู้หมดบันทึกไว้หมด มีพยาน มีหลักฐาน ชนิดแก้ตัวไม่ได้ ต้องยอมรับสถานเดียวครับ......



 Response no.4  From: ธรรมญาณ Mail to ธรรมญาณ  
 17 Dec 2004 16:26 #754701    delete

***ศีล 5 รักษาจิตได้อย่างไร***

ศีล 5 คือ กาย หัว 1 แขน 2 ขา 2......
กาย แทน จิต จิตสร้างกาย.......
รักษาศีล คือ รักษาจิต-ตัวรู้ มิให้ออกนอกกาย รู้การเคลื่อนทุกอิริยาบถของกาย คือ การรักษาจิต
ศีลนอกรักษากาย ศีลในรักษาใจ.......ศีลในศีล รักษาจิต
ศีล 5 รักษาจิตได้ คือ
1.ไม่ฆ่าสัตว์-คือรักษาลมหายใจ ให้รู้อยู่ทุกขณะจิต ลมหายไปก็เกิดใจ คือ รู้สึก-รู้จำ-รู้คิด-รู้สัมผัส ขึ้นมา ตัวเราก็คือสัตว์โลกคนหนึ่ง หายใจเข้า-ออก ถ้าไม่รู้ตัว ก็ตายตั้งแต่ยังมีลมหายใจอยู่ การรักษาลมหายใจ คือ การรักษาจิต-ตัวรู้ ให้มีสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา
2.ไม่ลักทรัพย์-คือ การไม่ปล่อยจิตไปในอดีตและอนาคตที่ยังมาไม่ถึง การนำสิ่งที่ผ่านไปแล้วและสิ่งที่ยังมาไม่ถึง มาวิตก วิจารณ์ เป็นการลักทรัพย์ทางความคิด ทำให้จิตวุ่นวาย
3.ไม่ประพฤติผิดในกาม-คือความอยากในรูป-รส-กลิ่น-เสียงและสัมผัสต่างๆ อยากมี อยากเป็น อยากไม่มี อยากไม่เป็น คือ ความโกรธ ล้วนแล้วเกิดจากกามคุณ5 ทั้งสิ้น กามคุณล้วนเกิดจากกายที่มนุษย์หลงใหล ว่าสวย ว่างาม ทั้งๆเกิดจากปฏิ***ลบำรุงปฏิ***ลทั้งสิ้น
4.ห้ามพูดปด-ส่อเสียด-นินทา-เพ้อเจ้อ....ก็ต้องนิ่ง พูดมากก็เสียมาก พูดน้อยเสียน้อย ไม่พูดไม่เสีย นิ่งเสียโพธิสัตว์.......สมาธิ คือ นิ่ง อยู่จุดๆเดียว ปากไม่พูด แต่ถ้าความคิดๆไม่หยุด แล้วจิตจะสงบได้อย่างไร?
5.ไม่ดื่มสุรา ยาเสพติด-ทำให้ขาดสติ แต่ถ้ามนุษย์ขาดสติ ทั้งๆไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพสิ่งเสพติด ก็เมาชีวิต เมาตลอดชีวิต จนไม่มีวันหายเมา!! ....แล้วจิตจะรักษาอยู่ได้อย่างไร?จริงหรือไม่?



 Response no.5  From: โอ่  
 17 Dec 2004 21:27 #754900    delete

เห็นว่าศีลห้าเป็นเรื่องของการรักษากายและวาจาเท่านั้น

คราวนี้เมื่อคนรักษาศีลห้า รักษใจไม่มีมโนทุจริต ส่วนที่ใจรักษานั้นต้องถือว่าเป็นอย่างอื่น บัญญัติเป็นอย่างอื่นไปแล้ว จะเรียกว่าศีลห้าไม่ได้ แม้คนผู้นั้นจะรักษาศีลห้าอย่างเดียวก็ตาม (เช่นรับประทานอาหารเย็นเป็นต้น)

ทีนี้ศีลห้าไม่ถึงนิพพาน เพราะไม่เว้นเรื่องกาม ยังมีลูกเมียได้

แต่คนที่รักษาศีลห้านั้นประพฤติพรหมจรรย์ ก็จะไปเข้าข่ายไม่ใช่รักษาศีลห้าอีก

เพราะฉะนั้นข้อกำหนด และการวิเคราะห์ศีลเป็นไปตามระบบ

ทีนี้คนถือศีลห้าในหลายๆคน จะได้บุญมากเท่ากันหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ เพราะแต่ละคนสำรวมศีลไม่เท่ากัน ระลึกคุณถึงศีลได้ไม่เท่ากัน

คราวนี้ว่าคนที่บรรลุโสดาบัน
คนบรรลุโสดาบันนั้นมีศีลห้าครบบริบูรณ์
แต่คนรักษาศีลห้าบริบูรณ์มิใช่คนที่ต้องบรรลุโสดาบัน

ที่พูดดังนี้เพราะคนบรรลุโสดาบันนั้น เพราะตัดสังโยชน์สาม ซึ่งตัดด้วยปัญญา

ส่วนศีลนั้นไมต้องใช้ปัญญาอริยบุคคลก็ปฏิบัติได้ แม้รักษาศีลห้าตลอดชีวิตก็ไม่บรรลุโสดาบัน เพราะศีลนั้นมาจากการรักษา

แต่โสดาบันนั้นใจเป็นศีล คือธรรมชาติของใจพระโสดาบันเป็นเช่นนั้น จึงรักษาศีลห้าได้ตลอดกาล เพราะไม่มีเจตนาล่วงศีล

ส่วนคนรักษาศีลนั้นต้องคุมใจไม่ให้มีเจตนาล่วงศีล มิใช่มีใจไม่ล่วงศีลเป็นธรรมชาติแต่อย่างใด

ศีลห้าจึงเรียกว่าปกติศีล เป็นปกติของมนุษย์

ว่ากันว่ามนุษย์สมัยพระศรีอาริย์มีศีลห้าบริบูรณ์ แต่ก็ไม่ได้เป็นโสดาบัน
และมนุษย์ในทวีปอื่นที่มิใช่ชมพูทวีปก็มีศีลห้าสมบูรณ์ แต่มิใช่โสดาบันเช่นกัน เพราะเขาวิรัติศีลหรือสมาทานศีลไว้ มิใช่เป็นธรรมชาติแห่งใจมีศีล



 Response no.6  From: พรชัย Mail to พรชัย  
 18 Dec 2004 13:44 #755312    delete

รับทราบครับ ขอบคุณครับ อย่างกะอาชัย กรุงศรีจะรู้ว่าผมกำลังจะถามว่าไร



 Response no.7  From: พุทธะปัญโญ Mail to พุทธะปัญโญ  
 21 Dec 2004 20:58 #758228    delete

ศีล 5 ข้อ มีความละเอียดอย่างยิ่งในแต่ละข้อ มิใช่ว่าไม่ทำตามที่ห้ามไว้ในแต่ละข้อแล้วไม่ผิดนะ แต่ผิดได้ครับ ทว่ามันไม่เต็มที่ มันเบาลงมาเป็นลำดับโดยเหตุโดยผลของมันเอง เช่น ศีลข้อ 1 ห้ามฆ่าสัตว์ แต่การที่เราไปทรมานสัตว์ กักขังสัตว์ ทุบตีรังแกสัตว์ แหย่ให้มันรำคาญหรือแกล้งมันต่างๆนาๆ ก็ผิดทั้งนั้น แต่ไม่หนักเท่าการฆ่าสัตว์ สัตว์คือสิ่งที่มีชีวิต มีดวงจิตดวงวิญญาณครอง ชีวิตทุกชีวิตก็มีค่าเหมือนๆกัน เรารักชีวิตเราเท่าใด เขาก็รักชีวิตเขาเท่านั้นเหมือนกัน ไม่ว่าเขาจะตัวเล็กตัวใหญ่ จะรวยหรือจน จะสวยหรืออัปลักษณ์ก็ตาม เขาก็มีสิทธิจะรักจะหวงแหนในชีวิตของเขาเท่าๆกับเรารักชีวิตเราเหมือนกัน ทำไมพระพุทธเจ้าจึงกำหนดห้ามฆ่าสัตว์เป็นข้อที่ 1 อันดับแรกเลย ก็เพราะว่ามันบาปมาก ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต ตายแล้วก็ต้องไปตามทวงคืนกันในโลกวิญญาณ ยกเว้นเป็นอโหสิกรรมอย่างเดียว ศีลข้อ 1 ห้ามฆ่าสัตว์ คือจิตมีเมตตาแล้ว ก็จะไม่ฆ่าสัตว์ ไม่รังแกเบียดเบียนผู้อื่น เป็นธรรมคุ้มครองรักษาโลกให้อยู่ดีมีสุขอย่างแท้จริง รักษาศีลข้อนี้ข้อเดียวก็จะทำใลกนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยครับ สงครามไม่มี การรบราฆ่าฟัน การฆาตกรรม การก่อการร้ายไม่มี คิดดูว่าโลกมันจะศิวิไลขึ้นอีกแค่ไหน?? ใช่ไหมครับ???ลองคิดดูเล่นๆก็ได้ครับ....ตัวเมตตาตัวนี้แหละสำคัญที่สุดเลย พระสงฆ์ที่ธุดงค์ไปตามป่าเขาอันน่ากลัว มีเภทภัยจากสัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจรอบตัวรอบด้าน ถ้าไม่มีเมตตา การแผ่เมตตาให้แก่สรรพสัตว์ ก็คงจะมีชีวิตอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพรไม่ได้......



 Response no.8  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 22 Dec 2004 21:19 #759816    delete



< ดูตนเอง >

เนิน นราธร

ดูตนเอง…….ดู”ลมหายใจเข้า-ออก” ทั้งในนอกตามให้รู้ดูให้เห็น
จากปลายจมูกล่วงลำคอพอเย็นเย็น ตามให้เห็นเข้าสู่ปอดเป็นยอดดี
แลจากปอดออกมาหาจมูก ตามให้ถูกจังหวะประสานศรี
รำลึกรู้ทุกขณะพระกายี “ลมคือชีวิต”เราจงเข้าใจ
ถ้าไม่รู้เท่ากับฆ่าชีวาวาตม์ เพราะพลั้งพลาดไม่มั่นคงจิตหลงใหล
หากไม่หลงก็ต้องรู้อยู่แก่ใจ ลมขาดไปชีวิตก็ปลิดปลง
อยู่กับลมหายใจ….ไว้ตลอด เป็นเยี่ยมยอดศักดิ์สิทธิ์ไม่พิศวง
อยู่กับ”จิต-ตัวรู้”ผู้ยิ่งยง ชีพธำรงเป็นยอดตลอดกาล
ดูความคิด….ตามดูรู้ทุกสิ่ง อย่าเที่ยววิ่งสนานสนุกทุกสถาน
อย่าส่งไปในอดีตกรีดดวงมาน สิ่งที่ผ่านลืมให้หมดอย่าจดจำ
อนาคตมาไม่ถึงอย่าดึงสู่ ให้เราอยู่กับปัจจุบันอันคมขำ
คือ”รู้ตัวทั่วพร้อม”จิตน้อมนำ รู้พระธรรมนอกในทั้งใจกาย
สำคัญสุด”สัมมาสมาธิ” ด้วย”สติ-สัมปชัญญะ”ยอดสหาย
สราญสุขทุกคนพ้นอบาย สู่จุดหมายโลกทิพย์พระนิพพาน
ดูความอยากตัณหา….สารพัด ที่ผูกมัดดวงวิญญาณ์อย่างกล้าหาญ
รู้การเกิดแห่งทุกขะทรมาน รู้ถึงการดับแห่งทุกข์ที่รุกโรม
รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงแห่งทุกขัง เข้าถึงฝั่งใช้”ปัญญา”มุ่งถาโถม
พร้อมศีล-สมาธิ-ปัญญาอุณาโลม เหมือนแสงโคมสว่างไสวกลางใจเรา
นี่คือ”พระรัตนตรัย”อันใหญ่ยิ่ง เหนือทุกสิ่ง”ตัวปัญญา”ฆ่าความเขลา
เพราะ”ปัญญาคืออาวุธ”ขุดรากเหง้า แห่งความเขลาลุ่มหลงปลง-ละ-วาง
ดูสัจธรรม…..นอกในปากไม่พูด ตามขุดขูด”หยุดความคิด”ถูก-ผิดขวาง
หยุดทั้งปากแลความคิดปิดหนทาง รู้แล้ววาง”อุเบกขา”เป็นสามัญ
ดูดิน-น้ำ-ไฟ-ลมพรมปรุงแต่ง “นิ่ง”แล้วแฝงด้วย”ตัวรู้”คู่ขยัน
“พอคือหยุด…หยุดคือพอ”ไม่ต่อกัน “หยุดคิด”พลันหยุดปรุงแต่งพบแสงทอง
ยังชีวิตมีเวลาทำหน้าที่ ทั้งชีพพลีมวลพลังสิ้นทั้งผอง
จิตพุทโธโลกุตตระค้ำประคอง ธรรมคัลลองส่องทางสว่างไกล
ดูจิตตน…..พ้นทุกข์สุขไม่หลง “ตัวรู้”คง”รอบรู้”อยู่ไสว
แล”รู้รอบ”ทางเข้าออกทั้งนอกใน จิตสดใสมีเอกภาพตราบสิ้นลม
สิ้นหวงห่วงดวงจิตเป็นอิสระ คือ”พุทธะ”มรรคอำนวยให้สวยสม
เป็น”โลกะวิทู”ผู้เข้มคม สุดนิยมรู้โลก-ธรรมเลิศล้ำจริง
สี่ข้อทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค สายโซ่หลักข้อสุดท้ายทั้งชายหญิง
จาก”ตัวรู้”….ลมหายใจใฝ่ประวิง วงกลมวิ่งลากไปนอกในเวียน
เกิดทุกข์สุข….รู้รอบแลรอบรู้ จากประตูทางเข้าเฝ้าหันเ***ยน
สู่ทางออกจุดสุดท้ายที่ว่ายเวียน หยุดกงเกวียนหยุดท่องเที่ยวจุดเดียวกัน
จุดสุดท้ายไปถึงจิตผลิตผล นิรมลอริยอรหันต์
มรรคแปดแลผลหนึ่งถึงสามัญ สำเร็จพลันหลุดพ้นวนวัฏฏา
ดู-ทดสอบตนเองเร่งเข้าเถิด จักประเสริฐสมหวังสิ้นกังขา
ผู้รู้ย่อมให้เกียรติกันอนันตา ด้วย”พุทธา”แลนิพพานประทานพร ฯ







 Response no.9  From: ธรรมญาณ Mail to ธรรมญาณ  
 25 Dec 2004 22:08 #762922    delete

**** การตรวจสอบศีล 5ในจิต ***

-ตรวจสอบในตอนนั่งสมาธิในขั้นอุปจาระ ซึ่งอยู่ในทางสายกลาง ระดับกลางๆ การพิจารณาธรรม การบรรลุธรรม การตรัสรู้ อันเป็นการดับทุกข์สิ้นเชิง ก็ต้องอยู่ตรงนี้ ขั้นนี้ หากสูงหรือต่ำกว่านี้จะไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก
-ศีลมี3ระดับคือ จุลศีล(ศีลเล็กน้อย) มัชฌิมาศีล(ศีลปานกลาง) ซึ่งยกขึ้นมารักษากาย วาจาได้และอธิศีลหรือปรมัตถ์ศีล รักษาใจตัวเดียว รักษาได้หมดทุกอย่างเพราะทุกอย่างใจเป็นประธาน ใจเป็นหัวหน้า ศีลระดับนี้สมบูรณ์แบบ แน่นอน เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเหมือนปรภพมัดไว้อยู่ เป็นอุปนิสัยที่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นที่สุดแล้วและมันเป็นเช่นนั้นเอง
-ศีลด่างพร้อยไปตั้งแต่ข้อแรกๆ ข้ออื่นๆก็จะเสียตามไป หญิงมีจุดอ่อนที่ศีลข้อ 4 เกี่ยวกับการพูดจา ชายมีจุดอ่อนที่ศีลข้อ 5 เกี่ยวกับการเสพสิ่งมึนเมา ถ้าจุดนี้เสียไปศีลข้ออื่นๆก็ยากที่จะรักษาไว้ได้ ศีลนอก รักษากายกับวาจา ศีลใน รักษาจิตอย่างเดียว หากศีลบริสุทธิ์จิตจะผ่องใส สงบ เย็นและสว่างไสวเหมือนดวงแก้วที่สุกใสสว่าง และสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงถึงขั้นพระอริยเจ้าได้ตามระดับวาสนาบารมีแห่งตน

วิธีตรวจ
ศีลข้อ1 ปาณาฯห้ามฆ่าสัตว์……”ดูลมหายใจ”เข้า-ออก รู้ตัวว่าลมเข้า ลมออก ยาวหรือสั้น หนักหรือเบา……ลมคือชีวิต ปาณาฯทำชีวิตสัตว์ให้ล่วง(ตาย)ไป….ปาณาฯคือ ปราณ หมายถึง ลมหายใจ ……คน(มนุษย์) คือสัตว์ตนหนึ่ง ถ้าไม่รู้ลมก็ไม่รู้ตัว ก็เท่ากับฆ่าตัว(เอง)ตาย เพราะหลงแล้ว หากไม่หลงก็ต้องรู้ ชีวิตขาดไปตั้งแต่ไม่รู้ลมแล้ว ธาตุรู้ยังอยู่ แต่ตัวรู้ไม่อยู่ ขาดจากธาตุไป ขั้นตอนนี้ต้องอยู่กับลมหายใจตลอดเวลา คืออยู่กับ”สติ”ตลอดรายการ(อยู่กับจิต-ตัวรู้)
ศีลข้อ2 อทินนาฯห้ามลักทรัพย์ฯ…….”ดูความคิด”…..อยู่กับปัจจุบัน อย่าส่งไปในอดีตหรือในอนาคต อดีตอย่าไปลากมา อนาคตอย่าดึงไป ให้อยู่กับสติ+สัมปชัญญะ คือรู้ที่กายกับใจ ศีลข้อ2นี้จะรักษาศีลข้อ1ได้ด้วย จุดนี้เท่ากับเราอยู่ในขั้น”สมาธิ” มีจิตที่ตั้งมั่น รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา
ศีลข้อที่3 กาเมฯห้ามผิดกามฯ…..”ดูความอยาก”…….ดูตัณหา3 คือ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ขั้นนี้จะต้องมี”ปัญญา”แล้ว(เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) รู้การเกิดของทุกข์(ปัญหา) รู้การดับของทุกข์ รู้การเปลี่ยนแปลงของทุกข์ นี่คือพระรัตนตรัย แก้ววิเศษ 3 ประการอันเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดและเป็นที่พึ่งที่ล้ำเลิศที่สุดด้วย จุดนี้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญาบริบูรณ์แล้ว
ศีลข้อที่4 มุสาฯห้าม(ไม่)โกหก(พูดเท็จ)……”ดูสัจธรรม”……ปากไม่พูด แล้วความคิดพูดไหม? ดิน-น้ำ-ไฟ-ลมปรุงแต่งไหม? จุดนี้คือ”หยุดคิด”…..ต้องนิ่ง แม้ตัวรู้เองก็ต้องวาง ขั้นตอนนี้คือ “อุเบกขา” ทีมีความสำคัญมาก อุเบกขานี้คือนิ่งแต่รู้ ถ้าเฉยน่ะไม่รู้ อุเบกขาต้องมีตัวรู้อยู่ด้วยเสมอไปจะขาดเสียมิได้ แม้แต่ความคิดก็ต้องวางด้วยทั้งหมด หยุดปรุงแต่ง หากไม่หยุดก็จะมีแต่เรื่องไม่ว่าดีหรือชั่ว ต้องหยุดความคิดปรุงแต่ง เพราะพอคือหยุด หยุดคือพอ แต่คนพอ(ในโลก)ไม่มี……พอแล้วหยุด หยุดคือพอ นี่คือ โลกุตตระ พระพุทธเจ้าท่านหยุดแล้ว แต่องคุลีมาลยังไม่หยุด การหยุดคือสละวางแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง
ศีลข้อที่5 สุราเมฯห้ามเสพของมึนเมา……..”ดูจิต”(ตนเอง)…..คือ ไม่หลง ตัวรู้มีอยู่ ดูจิตของตนเองเป็นอิสระแล้ว ไม่เมาชีวิต จิตมีเอกภาพ รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม อยู่เหนือโลกและเหนือธรรม
ศีลข้อ1-4 จากทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค เริ่มจากตัวรู้ รู้ลมหายใจ วงกลมลากไปสู่ประตูทางเข้าคือ มรรค(อริยมรรค) ตรงดิ่งแน่วไปยังข้อ5 สุดท้ายคือสายโซ่ของ4ข้อดังกล่าวข้างต้น…..มาครบรอบแล้วมาทับตัวรู้ จุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้ายคือจุดเดียวกัน นั่นคือจบกิจแล้ว เข้าไปถึงจิต เข้าถึงพุทธะแล้ว นี่คือทางออก เป็นจุดสุดท้าย และนี่คือ ผล(อริยผล)……
อริยมรรคมีองค์8 อริยผลอีก1 รวมเป็น 9 …..ผลคือตัวรู้ เป็นตัวสำเร็จ
การบรรลุกับสำเร็จนั้นไม่เหมือนกัน ผู้บรรลุไม่ใช่ผู้สำเร็จ บรรลุ คือ จุดเริ่มต้น รู้ธรรม……ผู้สำเร็จ คือ หลุดพ้นจากวัฏสงสาร พ้นจากทุกข์จากกิเลสโดยสิ้นเชิง สำเร็จไม่ใช่เสร็จ สำเร็จต้องเป็น 1 เท่านั้น



 Response no.10  From: พุทธญาณ Mail to พุทธญาณ  
 26 Dec 2004 20:06 #763497    delete

คนที่รักษาศีล5ได้เป็นปกติ แล้วก็นับถือพระรัตนตรัยคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งแห่งตน และสุดท้ายมีสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นที่ถูกต้อง อยู่ในครรลองคลองธรรมที่ถูกที่ควร เท่านี้ก็เป็นพระโสดาบัน พระอริยเจ้าขั้นต้นได้แล้วครับ ไม่ยากตรงไหนเลย ดังนั้นศีล5จึงมีความสำคัญมาก ศีล5มีความละเอียดอ่อนมากๆ ถ้าใครปฏิบัติสมาธิภาวนาแล้วจะรู้เองว่าศีล5ลึกซึ้งแค่ไหน? ผมเองเมื่อเริ่มถือศีล5ใหม่ๆปฏิบัติสมาธิภาวนาไปก็ไม่ค่อยได้ผล เพราะศีลเราไม่ดีพอ ยังบกพร่อง ยังเว้ายังแหว่งอยู่ จิตใจเรายังไม่ดีพอ ยังขาดเมตตากรุณาอยู่.....ต่อมารักษาศีล5ได้บริบูรณ์การปฏิบัติก็ดีขึ้นเรื่อยๆจนระยะหลังก็พัฒนาสูงขึ้นไปถึงขั้นรักษากุศลกรรมบถ10ได้ เลื่อนขึ้นไปกุศลกรรมบถ40ได้3-4ปีมาแล้ว ทีนี้วิ่งลิ่วปลิวลมไปทีเดียว การปฏิบัติจะก้าวหน้ามาก ปัญญาญาณเกิดขึ้น มองอะไรได้ละเอียดเข้าไปถึงสามัญลักษณะมากขึ้น ความทุกข์ต่างๆน้อยลงจนรู้สึกได้เองว่า เราได้ปลดปละละวาง ปล่อยวางอะไรไปได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งปล่อยวางมาก จิตเราก็เบาสบายตัวขึ้นมากเท่านั้นครับ



 Response no.11  From: พุทธะปัญโญ Mail to พุทธะปัญโญ  
 26 Dec 2004 20:14 #763513    delete

เพลงศีลห้า.....

เด็กหญิง เพ็ญศรี พุ่มชูศรี

“ศีลห้า”…….ท่านว่าไว้ เป็นคติเตือนใจชวนให้จดจำ
ถ้าท่านไม่รู้ หนูจะช่วยแนะนำ ตามถ้อยคำที่ท่านสอนไว้…….

“ปาณาฯ”ท่านว่า “อย่าทำบาป อย่าทำการหยาบที่ชั่วร้าย
อย่าทรมาน คิดประหารสัตว์ทั้งหลาย ทั้งน้อยและใหญ่
เราต้องมีใจเมตตา”…………

“อทินนาฯ”ท่านว่า”อย่าละโมบ อย่าเที่ยวทำโลภ ลักของเขามา
เป็นการผิดร้าย ทั้งในศาสนา และทางอาญาของบ้านเมือง”

“มุสาฯ”ท่านว่า”อย่าพูดปด พูดเลี้ยวลดไม่เป็นเรื่อง
ก่อให้แค้นเคือง ในเมื่อเรื่องนั้นไม่จริง”

“กาเม สุมิจฉาฯ”คือ “ปัญหาของชายหญิง
อย่าใฝ่ประวิง เพราะเป็นสิ่งบังลวงตา”

“ศีลข้อสุดท้าย”เป็นของร้าย คือ สุรา
ท่านห้ามนักหนา ท่านว่า”อย่าเมามาย”

ฟัง….ฟังหนูเล่า…..แล้วอย่าเขลาทำงมงาย
“ชั่ว…..เร่งทำลาย จงเหลือไว้แต่ความดี



 Response no.12  From: Webmaster  
 5 Jan 2005 06:31 #771317    delete

ศีล5 คืออะไรบ้างคะ แต่ละข้อมีความหมายอย่างไร? เขาว่าศีลนี่มีความละเอียดลึกซึ้งมากตามภูมิรู้ภูมิธรรมของแต่ละคน จริงหรือไม่อย่างไรคะ???


From: บัวบูชา แก้วบัวสาย [26 Nov 2003 21:25] Viewer [75] Answer[1] delete





Response no.1 From: ชัย กรุงศรี
28 Nov 2003 15:04 #380014 delete

ศีลคือข้อห้าม(กายกับวาจา)ไม่ให้พูดชั่ว ทำความชั่วต่างๆ มีหลายระดับตั้งแต่ศีล5,8,10,227,310ของคนธรรมดา คนอยู่วัด เณร พระ แม่ชีไปจนถึงระดับกุศลกรรมบถ10และกุศลกรรมบถ40ที่ครอบคลุมรักษาทั้งกาย-วาจา-ใจ(ความคิด)ที่มีความละเอียดลึกซึ้งมากๆครับ ศีลแบ่งเป็น2 คือศีลและอธิศีล อันหลังนี่ต้องเป็นระดับพระอริยะเจ้าแล้วครับจึงจะรักษาได้ แบบยอมตายดีกว่าทำผิดศีล หนักแน่นมั่นคง จริงจังมากสำหรับศีล5เป็นศีลของคนทั่วไป...ทำให้มีสุขได้ตามอัตภาพ พออยู่ พอมี พอกินและจะเป็นฐานสำคัญที่จะพัฒนาไปสู่ศีลที่เข้มแข็งก้าวหน้าขึ้นไปในโอกาสต่อๆไปครับ.....ศีล5 หลวงพ่อจรัญฯท่านอธิบายไว้ง่ายๆว่า....."ศีลข้อที่1......ปาณาฯ ถ้าเจริญสติดีได้ ก็จะเกิดเมตตา จะฆ่าสัตว์ไม่ลง....นี่ประถม1 ถ้าใครเจริญสติปัฏฐาน อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก คนที่มีสติดัสัมปชัญญะดี จะมีแต่เมตตา มีแต่ให้กับช่วย.....ต่อมาประถม2 มีสติสูงขึ้น เรียกประถม 2 คืออะไร? ไม่อยากได้อะไร ของใคร อยากได้แต่ของของตัวเอง ที่เหนื่อยหามาด้วยความยากลำบาก จึงควรรักษาทรัพย์สมบัติไว้ นี่คือประถม 2....ประถม 3 สูงขึ้น จิตสูงขึ้น ประถม 3 ต้องพูดอย่างนี้ ฝรั่งเข้าใจนะ ประถม 3 .....สันโดษ มักน้อย ไม่ได้สนใจลูกเมียลูกผัวใครหรอก สนใจแต่ว่าเป็นของเรา ผัวของเราเท่านั้น....ขึ้นประถม 4....ประถม 4ไม่หลอกลวงใคร หวังเอาลาภ ไม่อยากหลอกใคร หลอกตัวเองมานานแล้ว คือไม่หลอกใครต่อไป จะไม่หลอกลวงโลกหวังเอาลาภ จะไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด จะไม่พูดคำหยาบอีกต่อไป พูดแสดงออกด้วยความจริงใจ......เข้าข้อไหน? ชั้นประถม 4 เข้าถึงธรรม มันซึ้งใจ ซึ้งใจแล้วมันก็ไปดี...มันจะมีสัจจะ จะไม่พูดเท็จ จะไม่พูดส่อเสียด จะไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อใช่หรือไม่? ตรงนี้ชัดแล้วนะ....ขึ้นประถม 5....หมดจบหลักสูตร ประถม 5 ของมนุษย์ เรียกมนุษยชาติ ศักยภาพแห่งมนุษยชน มีศักยภาพดีแล้ว ไม่ใช่เศษมนุษย์ คนไม่มีหลักชั้นประถม 5 จะไม่เป็นมนุษยชาติ จะเป็นเศษมนุษย์ ประดุจโคมลอยไปลอยไป ไม่มีที่เกาะ ไม่มีที่เก็บ ไม่มีที่เกี่ยว เหมือนพวงมาลัยลอยไปลอยมา มีที่แขวนไหม? นี่คือสุรา ถ้าใครถึงประถม 4 ขึ้นประถม 5 จะเลิกดื่มสุราได้โดยปริยาย โดยไม่ต้องมีใครไปสอน ไม่ต้องไปบวชพระบวชชี.....หนูฟังที่อธิบายเข้าใจหรือไม่เข้าใจนะ ทำไมถึงชั้นประถม 5 ดื่มสุรา สุราไว้ชั้นประถม 1 ไม่ได้หรือ...ไม่ได้ เหตุความประมาทต้องเอาไว้ชั้นสุดท้าย ไว้ชั้นสุดท้ายไปตามขั้นตอนของชั้นที่เราเรียน...มันจะเลิกโดยปริยาย ไม่ต้องเอาพระมาสอน ไม่ต้องไปบวชพระบวชชี....คนไม่เคยปฏิบัติธรรม ขาดสติสัมปชัญญะ จะเป็นคนดีได้อย่างไร? ท่านอาจารย์เห็นด้วยไหม ?......."







 Response no.13  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 5 Jan 2005 06:44 #771323    delete


ศีล คืออะไรคะ? ดิฉันมีความเห็นว่าปัจจุบันคนไทยเรายังเข้าใจผิดเรื่องศีลกันอยู่ไม่น้อยนะคะ


From: ศิรินทรา ฯ [18 Oct 2003 10:02] Viewer [90] Answer[1] delete





Response no.1 From: ธรรมญาณ
19 Oct 2003 08:51 #346057 delete

ศีล คือ ข้อควรละเว้น ไม่ควรปฏิบัติ เป็นรูปธรรม เช่นศีล5 ศีล8 ศีล10 ศีล227 ศีล310และกุศลกรรมบบถ10 กุศลกรรมบถ40ครับ......ศีลคือตัวเรา โดยรักษาที่กายอย่างเดียวที่การพูดและการกระทำครับ.....โดยให้เราพูด-ทำแต่สิ่งที่ดีงามอย่างเดียวครับ.......



 Response no.14  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 5 Jan 2005 09:54 #771406    delete


ศีลกับการทำสมาธิ

ผู้ทำสมาธิต้องรักษาศีลหรือไม่เพียงใด เพราะอะไร ศีลมีความสำคัญแก่คนเราอย่างไรบ้าง


From: สุจรรยา บางกะปิ [16 Jun 2003 20:25] Viewer [29] Answer[1] delete





Response no.1 From: ธรรมญาณ
17 Jun 2003 13:13 #251486 delete

จำเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะศีลแปลว่าร่างกายซึ่งเป็นบาทฐานของใจหรือความคิด หากกายทำชั่ว จิตจะสงบไม่ได้ ความคิดอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีร่างกาย สมาธิคือความคิดดีหรือชั่ว ศีลห้ามคิด ห้ามทำชั่ว แค่คิดชั่วก็ผิดแล้ว ความคิดเร็วมาก ถ้าเราไม่ดึงสู่กายจะบริหารเขาได้ยาก ต้องอาศัยสติ ศีลเป็นการบังคับทางกาย วาจาซึ่งทำได้ไม่ยากใหม่ๆอาจลำบากหน่อยแต่ถ้าทำนานๆไปก็ง่ายมากเป็นปกติ หากคนไม่มีศีลหรือศีลบกพร่องการทำสมาธิจะยากกว่าปกติ ดังนั้นศีลจึงจำเป็นมากในการปฏิบัติ หากศีลดีทุกอย่างจะดีตามไปหมด เรียกว่าศีลเป็นฐานรากของคุณความดีทั้งหลายที่พระท่านให้พรว่าสีเล นะนิพพุติง ยันติ สีเลนะโภคะสัมปทา.....ตัสสมา สีลังวิโสทะเย ก็ย้ำว่าศีลทำให้ไปนิพพานได้ ร่ำรวยได้แล....



 Response no.15  From: ธรรมวิมุติ Mail to ธรรมวิมุติ  
 5 Jan 2005 15:53 #771782    delete

ศีล สมาธิ ปัญญากับ ทาน ศีล ภาวนา

ศีล สมาธิ ปัญญา กับ ทาน ศีล ภาวนานี้เหมือนกันหรือตกต่างกันอย่างไร ทำไมทั้งสองข้อจึงต้องมีศีลอยู่เหมือนๆกัน....


From: พรทิพย์ ชลบุรี [30 Jun 2003 13:21] Viewer [31] Answer[1] delete





Response no.1 From: ธรรมญาณ
1 Jul 2003 12:25 #265617 delete

ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นมรรคไปสู่มรรคผลนิพพานของนักบวช พระสงฆ์ ไม่มีสมบัติเพราะให้ทานไปหมดแล้วด้วยตัดทางโลก ทาน ศีล ภาวนาคือคนปฏิบัติ คนเดินทางไปสู่มรรคผลนิพพานเหมือนกัน แต่เป็นฆราวาสคือคนธรรมดาสามัญต้องทำทานเพราะสมบัติพัสถานมากต้องทำทานเพื่อลดกิเลสลง ที่มีศีลเหมือนกันเพราะศีลแปลว่าร่างกาย รักษาศีลคือรักษากายให้ปรกติ ไม่ให้กิเลสโลภโกรธหลงเข้า....ส่วนการภาวนาคือการทำสติสร้างสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นความเป็นจริงของโลกต่อไป...



 Response no.16  From: อัตตาหิ อัตโน นาโถ Mail to อัตตาหิ อัตโน นาโถ  
 5 Jan 2005 16:03 #771806    delete

ศีล5 บาปมากน้อย?

ในศีล5ข้อ ข้อไหนเป็นบาปร้ายแรงที่สุด และข้อไหน บาปน้อยที่สุด เพราะเหตุใดคะ?


From: จินตนาการ ปทีปเสน [25 Nov 2004 11:10] Viewer [110] Answer[8] delete





Response no.1 From: โอ่
25 Nov 2004 20:45 #734937 delete

ขโมยรถยนต์คันหนึ่ง กับขโมยดินสอแท่งหนึ่ง ผิดศีลข้อ 2 แล้วบาปเท่ากันรึเปล่า





Response no.2 From: ฐานนท์ ปัญโญ
26 Nov 2004 12:31 #735496 delete

บาปจะแยกกันส่งผลไม่เหมือนกัน เช่น ผิดศีลข้อ 1 ก็จะส่งผลกรรมทางด้านสุขภาพ โรคภัยต่างๆ ศีลข้อ2
ก็จะส่งผลทางด้านการงาน การเงิน ถ้าเทียบรถยนต์กับดินสอ รถยนต์แพงกว่า ก็ต้องใช้กรรมมากกว่า หรือ
ผิดศีลข้อ1 ก็ต้องเทียบจาก ขนาด ความฉลาด หรือบุญบารมีของสัว์ แต่ละชนิด





Response no.3 From: ธรรมญาณ
26 Nov 2004 13:01 #735516 delete

ศีลข้อ1เป็นบาปร้ายแรงที่สุด เพราะชีวิตเป็นสิ่งที่ประมาณค่ามิได้และตีค่าด้วยเงินตรามิได้......บาปน้อยที่สุดคือศีลข้อ5 แต่โทษร้ายแรงที่สุด เพราะถ้าท่านขาดสติ ท่านสามารถฆ่าคนทั้งโลกได้ ดังเช่นฮิตเลอร์หรือผู้นำชาวโลกในปัจจุบัน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่สัญญาณเตือนภัยขีปนาวุธร้องเตือน แต่ผู้นำชาวอเมริกายกโทรศัพท์สายตรงถามไปก่อน มิเช่นนั้นโลกคงเกิดมหันภัยล้นเหลือแน่นอนถ้าขาดสติ.





Response no.4 From: โอ่
26 Nov 2004 13:38 #735548 delete

ถ้าเหมือนคุณธรรมญาณว่าศีลข้อ 1 บาปมาก ผมก็ถามว่าฆ่ามดตัวหนึ่ง กับทำลายทรัพย์สินเผาบ้านหลังหนึ่งจนคนไม่มีที่อยู่อันไหนจะบาปกว่า









  ลบ คำตอบนี้
No. 2 (41673) Post : Admin Date : 25 Jan 2005 14:31 IP :

รักษาศีลข้อเดียว

รักษาศีลข้อเดียวขึ้นสวรรค์ได้ไหมคะ?ข้อไหน?และเป็นเพราะเหตุใดคะ?


From: สาวโจ๋ บางกอก  [20 Nov 2004 21:45] Viewer [57] Answer[8]   delete 


 Response no.1  From: โอ่ Mail to โอ่  
 20 Nov 2004 23:42 #730363    delete

เฮ้อ ลำบากนะ อยากจะขึ้นสวรรค์แต่จะรักษาศีลข้อเดียว ถ้ารักษาศีลห้าข้อก็ยังขึ้นสวรรค์ไม่ค่อยได้ ยังต้องทำทานและภาวนาด้วย เพราะศีลห้าเป็นปกติของมนุษย์ ถ้ารักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ไม่ละเมิดเลยอาจได้ขึ้นสวรรค์ สวรรค์ในเมืองมนุษย์ก็คือในใจของเรานั้นมีศีลธรรม เมื่อมีศีลธรรมก็รักษาศีลได้ ถ้าสวรรค์ไม่อยู่ในใจแล้วจะขึ้นสวรรค์จริงๆก็ไม่ได้เหมือนกันครับ
ถ้าจะเอาข้อเดียวให้รักษาจิตไว้ซีครับ



 Response no.2  From: พุทธะปัญญา Mail to พุทธะปัญญา  
 21 Nov 2004 08:21 #730463    delete

ศีลคือข้อห้ามมิให้ทำความชั่ว อาจมีหลายข้อ ตามฐานะของแต่ละคน แต่จริงๆมีข้อเดียว คือ ละเว้นจากการทำชั่ว ทั้งกาย-วาจา-ใจ หมายถึงกุศลกรรมบถ10 ได้แก่ไม่ฆ่าสัตว์-ไม่ลักทรัพย์-ไม่ผิดกาม(ศีลข้อ1-3) ไม่พูดเท็จ ไม่พูดหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ(ศีลข้อ4) ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ไม่ยินดีในการกระทำนั้น ไม่สรรเสริญในการกระทำ(ไม่ดี)นั้น......ถ้ารักษาศีลข้อเดียวนี้ได้ก็ไปสวรรค์ได้แน่นอนครับ ถ้ามีการทำทานบุญกุศลและทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วย ก็อาจขึ้นไปถึงพรหม นิพพานเลยก็ได้ครับ........ที่ว่ารักษาจิตไว้ก็ถูกนะ แต่ต้องเข้าใจว่าจิตคืออะไรด้วย การรักษาจิตได้คือควบคุมได้หมดทั้งกาย-วาจา-ใจนั่นแหละถึงจะถูกต้องตามความหมายที่ถามมาครับ.....กุศลกรรมบถ10คือ สุจริตทางกาย3ประการ สุจริตทางวาจา4ประการ สุจริตทางใจ3ประการดังกล่าวมาข้างต้นแล้วครับ.....



 Response no.3  From: โอ่ Mail to โอ่  
 21 Nov 2004 13:29 #730624    delete

จิตนั่นแหละคุมกายวาจาไว้



 Response no.4  From: ธรรมวิมุติ Mail to ธรรมวิมุติ  
 22 Nov 2004 16:49 #731814    delete

จิตที่จะคุมกาย-วาจาได้ต้องเป็นจิตที่มีศีลด้วยนะ ไม่งั้นไม่มีสิทธิ์คุมได้หรอก.......อย่างที่โบราณบอกไว้ว่า อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่ท่ามกลางหมู่มิตรให้ระวังวาจา......คุมแค่กาย วาจาก็ยังไม่พอนะ ต้องเอาจิตคุมจิตด้วย ควบคุมความคิดนี่แหละสำคัญมากๆ คนเรานี่เริ่มที่ความคิดก่อน คิดดีก็พูดดี ทำดี คิดไม่ดีก็พูดไม่ดี ทำไม่ดี......ทำจิตให้เป็นหนึ่ง คุมจิตให้ได้ ใช้ให้เป็น คุณก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้เลยนะ.....คนมีปัญญาฝึกจิตไว้ดีแล้ว แค่คิดไม่ดีจิตมันDeleteทิ้งไปในทันทีโดยอัตโนมัติ ว่านั่นมันไร้สาระ ไม่ดี ไม่มีประโยชน์แก่ตนและคนอื่น แต่ตรงข้ามถ้าคิดดี มีประโยชน์แก่ตนและคนอื่น ไม่เบียดเบียนหรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน จิตมันจะAddไว้ทันที.....นี่แหละคนมีปัญญาละนะ....



 Response no.5  From: ลุงใหญ่  
 22 Nov 2004 19:12 #731934    delete

รักษาศีลข้อเดียวขึ้นสวรรค์ได้ไหม เป็นคำถามที่เหมือนกับลองภูมิลองปัญญา
รักษาศีลข้อเดียวสามารถขึ้นสวรรค์ได้ขอรับ แต่คุณจะต้องเป็นผู้มีสติปัญญารอบรู้ กว้างขวาง มีสมองที่สามารถคิดพิจารณาได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง
ศีลข้อนั้น ก็คือ ข้อที่หนึ่ง คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์
อธิบาย เว้นจากการฆ่าสัตว์ในที่นี้หมายรวมถึงมนุษย์และสรรพสิ่งที่มีชีวิตทุกอย่าง
ถ้าคุณถือศีลข้อนี้เพียงข้อเดียว แล้วคิดพิจารณาไปโดยรอบ ศีลข้ออื่นก็จะตามมาสามารถทำให้คุณละซึ่งกิเลสได้บางส่วนสามารถขึ้นสวรรค์ที่คุณคิดว่ามีได้ขอรับ



 Response no.6  From: โอ่ Mail to โอ่  
 23 Nov 2004 21:01 #733105    delete

การรักษาจิตนั้นถ้าไม่เข้าใจก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะมายถึงการตามรู้เท่าทันจิตที่คิดไปเท่าความสามารถที่บุคคลแต่ละคนจะทำได้ หมายถึงเจริญสติ ป่วยการจะพูดถึงศีล เพราะเจริญสติเป็นระดับสำรวมอินทรีย์ เป็นศีลสังวรอยู่ในตัว เมื่อพูดถึงคำว่ารักษาจิตก็เป็นที่รู้ว่าเป็นอินทรีย์สังวร เป็นธรรมที่ไม่มีอะไรที่จะต้องกล่าวอีกก็เป็นที่เข้าใจแล้ว



 Response no.7  From: ลุงใหญ่  
 24 Nov 2004 20:05 #733993    delete

ศีลเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นของมนุษย์ระดับปุถุชนโดยทั่วไป จริงอยู่แม้ไม่มีข้อศีลมนุษย์ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะถูกขัดเกลาทางสังคม ถูกขัดเกลาทางจารีตวัฒนธรรมประเพณี ดังนั้นสภาพจิตใจจึงเป็นไปตามที่ได้ถูกขัดเกลา อันนับตั้งแต่ กรรมพันธุ์ เป็นต้นไป
การศึกษาธรรมะเป็นเรื่องกว้าง สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลา หรือมีเวลาน้อย เขาจึงนำข้อศีลมาใช้เพื่อเป็นข้อฝึกตนเพื่อให้เกิดธรรมะ บุคคลบางบุคคลก็ยึดข้อธรรมเป็นสิ่งยึดถือ ซึ่งก็แล้วแต่สมองสติปัญญาของบุคคล ถ้าไม่มีเวลา สติปัญญาดีไม่มากนัก ก็ยึดข้อศีลและพิจารณา ซึ่งข้อศีลจะพิจารณาได้ง่ายกว่าข้อธรรมะฉะนี้



 Response no.8  From: ฮ.นกฮูกตาโต  
 24 Nov 2004 20:27 #734015    delete

อยากฟังคำตอบท่านธรรมญาณบ้างไหม พรุ่งนี้จะลงให้อ่านกันนะ แซ่บครับ.....






  ลบ คำตอบนี้
No. 3 (54483) Post : ธรรมวิมุติ Date : 15 02 2005 15:11 IP :

อานิสงส์ของศีล......สมเด็จโต พรหมรังษี


คุณหญิงระเบียบ: ลูกอยากจะทูลถามว่า ที่พระให้ศีล "สีเลนะ สุคะติง ยันติ"ศีลนำไปสู่สุคตินั้น ศีลนำให้ไปสู่สุคติได้อย่างไร โปรดขยายความให้ผู้มาชุมนุมในที่นี้ได้ฟังด้วย
สมเด็จ: การอธิบายเรื่องศีลนั้น ขอให้สังเกตว่า "ถ้าอาราธนาศีล อาตมาไม่ให้ แต่ถ้าอาราธนาธรรม อาตมาเทศน์ เพราะอาตมาถือว่า ศีลนั้นให้กันไม่ได้ ผู้ใดไปปฏิบัติศีล ผู้นั้นจึงจะมีศีล" ทีนี้ศีลนั้นดีอย่างไร ผู้ที่เป็นฆราวาส ถ้ามีศีลห้าครบบริสุทธิ์แล้วไซร้ ย่อมมีความผ่องใสในกระแสจิต

***ศีลข้อที่หนึ่ง***....ละเว้นจากมุสาวาท มุสาวาทนี้เป็นสิ่งที่ทำให้โลกยุ่ง เพราะ
1.ท่านโกหกชาวบ้าน ท่านก็ทำให้ชาวบ้านปั่นป่วน
2.เมื่อท่านโกหกครั้งใด กระแสจิตของท่านย่อมอดที่จะหวาดกลัวไม่ได้ เขาจะจับความโกหกของท่านได้ ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในจิตใจนี้ คือโทษที่ท่านไม่รักษาศีลข้อมุสาวาท

***ศีลข้อที่สอง**......ละเว้นจากการผิดผัวผิดเมีย หมายถึง การละเว้นทั้งกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรม ท่านอย่าลืมว่า ความสุขทางโลกียะเพียงชั่วขณะหนึ่ง ทำให้ท่านต้องได้รับบาป เพราะ
1.การเป็นชู้เขา ถือว่าเป็นสิ่งไม่สมควรไม่ว่าท่านจะมีคู่ครองแล้วหรือยังไม่มี ก็ถือว่าท่านทำบาป
2.ระหว่างที่เป็นชู้กับผัวเขา เมียเขา ต้องมีความระแวงที่จะถูกเขาจับได้
3.เมื่อกระทำจิตท่านมีความระแวง และติดในรสแห่งกามคุณ ทำให้ท่านต้องสร้างบาปขึ้นมาอีก ไม่รู้จบสิ้น นี่คือโทษแห่งการไม่รักษาศีลในข้อกามคุณ....


From: Mr.Vichai Mail to Mr.Vichai  [1 Jul 2004 20:38] Viewer [95] Answer[2]   delete 


 Response no.1  From: พุทธิปัญญา Mail to พุทธิปัญญา  
 1 Jul 2004 20:49 #586828    delete

*** ศีลข้อที่สาม ***.......ละเว้นจากการเสพของเมา สิ่งเสพติด เมื่อท่านผิดศีลในข้อสุรายาเมานี้ไซร้ อันว่าสุราเมรัย.....เมาเป็นระยะๆ คนดี คนมีวิชา คนดีมีความรู้ คนเป็นนักปราชญ์ ถ้าไม่เสพสุรายาเมา จะเป็นบุคคลที่น่านับถือ น่าสรรเสริญ แต่เมื่อความเมาตกเข้าท้อง ความเป็นผู้ดี ก็ไม่มี ความเป็นผู้ใหญ่ก็ไม่มี กลายเป็นบุคคลที่ไม่น่าเลื่อมใสและน่าสมเพชที่สุด นี่เป็นโทษของการผิดศีลข้อสุรายาเมา

*** ศีลข้อที่สี่ ***.........ละเว้นจากการลักทรัพย์ ท่านที่มีสัมมาอาชีวะ คือมีการทำมาหากินโดยสุจริต แม้แต่ท่านเป็นขอทาน ขอเขากิน ท่านก็ยังสุขใจว่า สิ่งที่เขาให้ท่านมากินนี้ เป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ ฝ่ายตรงข้ามเขายินดีให้ท่าน ท่านไม่ต้องระแวงอะไร แต่ถ้าท่านไปขโมย ไปปล้นเขาไซร้ ท่านจะกินด้วยความระแวง กินด้วยความทุกข์ใจ กลัวเจ้าของจะจับได้ นี่คือโทษของการผิดศีลข้อลักทรัพย์......



 Response no.2  From: ชัย กรุงศรี / เนิน นราธร buddhapoem.com Mail to ชัย กรุงศรี / เนิน นราธร buddhapoem.com  
 1 Jul 2004 20:54 #586836    delete

*** ศีลข้อที่ห้า ***.........ศีลข้อนี้ ให้ละเว้นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ท่านฆ่าคนหรือฆ่าสัตว์ คนหรือสัตว์ ที่ถูกท่านฆ่า ย่อมจะติดเป็นอุปาทาน ทำให้ท่านเกิดความไม่สบายใจขึ้น เป็นอุปาทานติดหลอนอยู่ในใจท่านขณะที่ท่านจะไปสู่สัมปรายภพ นี่เป็นโทษของการผิดศีลข้อฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะการที่ท่านไม่มีศีล ย่อมจะทำให้ท่านไม่มีความสบายใจ เมื่อไม่มีความสบายใจ ก็ย่อมไม่มีความสุข ฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น "ศีล" จึงนำไปสู่สุคติด้วยประการฉะนี้.....

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธรัตนะ วันที่ตอบ 2005-12-24 08:08:59 IP : 202.47.238.180


ความเห็นที่ 2 (334041)
avatar
โพธิสัตต์

ว่าด้วยศีล-การรักษาศีล-ประโยชน์ของศีล ฯ

ศีล คืออะไร ? ว่ากันว่าศีลคู่กับธรรม ? ศีลกับศีลธรรม เหมือนกันหรือไม่ ? ศีล คือ ข้อห้าม(มิให้ทำชั่ว) ธรรม คือ ข้อปฏิบัติ(ให้ทำดี).....ศีล 5 ศซีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ศีล 310 .....ศีลกับอธิศีล-ปรมัตถศีล แตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร? ศีลมีความสำคัญอย่างไร แค่ไหนในการปฏิบัติธรรมและในชีวิตประจำวันของมนุษย์.......

ผู้ตั้งกระทู้ พุทธญาณ ( buddhayan@hotmail.com ) ::วันที่ 01/03/2548

ความเห็นที่ 1 (62933)

รักษาศีลข้อเดียว

รักษาศีลข้อเดียวขึ้นสวรรค์ได้ไหมคะ?ข้อไหน?และเป็นเพราะเหตุใดคะ?


From: สาวโจ๋ บางกอก  [20 Nov 2004 21:45] Viewer [58] Answer[8]   delete 


 Response no.1  From: โอ่ Mail to โอ่  
 20 Nov 2004 23:42 #730363    delete

เฮ้อ ลำบากนะ อยากจะขึ้นสวรรค์แต่จะรักษาศีลข้อเดียว ถ้ารักษาศีลห้าข้อก็ยังขึ้นสวรรค์ไม่ค่อยได้ ยังต้องทำทานและภาวนาด้วย เพราะศีลห้าเป็นปกติของมนุษย์ ถ้ารักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ไม่ละเมิดเลยอาจได้ขึ้นสวรรค์ สวรรค์ในเมืองมนุษย์ก็คือในใจของเรานั้นมีศีลธรรม เมื่อมีศีลธรรมก็รักษาศีลได้ ถ้าสวรรค์ไม่อยู่ในใจแล้วจะขึ้นสวรรค์จริงๆก็ไม่ได้เหมือนกันครับ
ถ้าจะเอาข้อเดียวให้รักษาจิตไว้ซีครับ



 Response no.2  From: พุทธะปัญญา Mail to พุทธะปัญญา  
 21 Nov 2004 08:21 #730463    delete

ศีลคือข้อห้ามมิให้ทำความชั่ว อาจมีหลายข้อ ตามฐานะของแต่ละคน แต่จริงๆมีข้อเดียว คือ ละเว้นจากการทำชั่ว ทั้งกาย-วาจา-ใจ หมายถึงกุศลกรรมบถ10 ได้แก่ไม่ฆ่าสัตว์-ไม่ลักทรัพย์-ไม่ผิดกาม(ศีลข้อ1-3) ไม่พูดเท็จ ไม่พูดหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ(ศีลข้อ4) ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ไม่ยินดีในการกระทำนั้น ไม่สรรเสริญในการกระทำ(ไม่ดี)นั้น......ถ้ารักษาศีลข้อเดียวนี้ได้ก็ไปสวรรค์ได้แน่นอนครับ ถ้ามีการทำทานบุญกุศลและทำจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วย ก็อาจขึ้นไปถึงพรหม นิพพานเลยก็ได้ครับ........ที่ว่ารักษาจิตไว้ก็ถูกนะ แต่ต้องเข้าใจว่าจิตคืออะไรด้วย การรักษาจิตได้คือควบคุมได้หมดทั้งกาย-วาจา-ใจนั่นแหละถึงจะถูกต้องตามความหมายที่ถามมาครับ.....กุศลกรรมบถ10คือ สุจริตทางกาย3ประการ สุจริตทางวาจา4ประการ สุจริตทางใจ3ประการดังกล่าวมาข้างต้นแล้วครับ.....



 Response no.3  From: โอ่ Mail to โอ่  
 21 Nov 2004 13:29 #730624    delete

จิตนั่นแหละคุมกายวาจาไว้



 Response no.4  From: ธรรมวิมุติ Mail to ธรรมวิมุติ  
 22 Nov 2004 16:49 #731814    delete

จิตที่จะคุมกาย-วาจาได้ต้องเป็นจิตที่มีศีลด้วยนะ ไม่งั้นไม่มีสิทธิ์คุมได้หรอก.......อย่างที่โบราณบอกไว้ว่า อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่ท่ามกลางหมู่มิตรให้ระวังวาจา......คุมแค่กาย วาจาก็ยังไม่พอนะ ต้องเอาจิตคุมจิตด้วย ควบคุมความคิดนี่แหละสำคัญมากๆ คนเรานี่เริ่มที่ความคิดก่อน คิดดีก็พูดดี ทำดี คิดไม่ดีก็พูดไม่ดี ทำไม่ดี......ทำจิตให้เป็นหนึ่ง คุมจิตให้ได้ ใช้ให้เป็น คุณก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้เลยนะ.....คนมีปัญญาฝึกจิตไว้ดีแล้ว แค่คิดไม่ดีจิตมันDeleteทิ้งไปในทันทีโดยอัตโนมัติ ว่านั่นมันไร้สาระ ไม่ดี ไม่มีประโยชน์แก่ตนและคนอื่น แต่ตรงข้ามถ้าคิดดี มีประโยชน์แก่ตนและคนอื่น ไม่เบียดเบียนหรือทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน จิตมันจะAddไว้ทันที.....นี่แหละคนมีปัญญาละนะ....



 Response no.5  From: ลุงใหญ่  
 22 Nov 2004 19:12 #731934    delete

รักษาศีลข้อเดียวขึ้นสวรรค์ได้ไหม เป็นคำถามที่เหมือนกับลองภูมิลองปัญญา
รักษาศีลข้อเดียวสามารถขึ้นสวรรค์ได้ขอรับ แต่คุณจะต้องเป็นผู้มีสติปัญญารอบรู้ กว้างขวาง มีสมองที่สามารถคิดพิจารณาได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้ง
ศีลข้อนั้น ก็คือ ข้อที่หนึ่ง คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์
อธิบาย เว้นจากการฆ่าสัตว์ในที่นี้หมายรวมถึงมนุษย์และสรรพสิ่งที่มีชีวิตทุกอย่าง
ถ้าคุณถือศีลข้อนี้เพียงข้อเดียว แล้วคิดพิจารณาไปโดยรอบ ศีลข้ออื่นก็จะตามมาสามารถทำให้คุณละซึ่งกิเลสได้บางส่วนสามารถขึ้นสวรรค์ที่คุณคิดว่ามีได้ขอรับ



 Response no.6  From: โอ่ Mail to โอ่  
 23 Nov 2004 21:01 #733105    delete

การรักษาจิตนั้นถ้าไม่เข้าใจก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะมายถึงการตามรู้เท่าทันจิตที่คิดไปเท่าความสามารถที่บุคคลแต่ละคนจะทำได้ หมายถึงเจริญสติ ป่วยการจะพูดถึงศีล เพราะเจริญสติเป็นระดับสำรวมอินทรีย์ เป็นศีลสังวรอยู่ในตัว เมื่อพูดถึงคำว่ารักษาจิตก็เป็นที่รู้ว่าเป็นอินทรีย์สังวร เป็นธรรมที่ไม่มีอะไรที่จะต้องกล่าวอีกก็เป็นที่เข้าใจแล้ว



 Response no.7  From: ลุงใหญ่  
 24 Nov 2004 20:05 #733993    delete

ศีลเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นของมนุษย์ระดับปุถุชนโดยทั่วไป จริงอยู่แม้ไม่มีข้อศีลมนุษย์ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะถูกขัดเกลาทางสังคม ถูกขัดเกลาทางจารีตวัฒนธรรมประเพณี ดังนั้นสภาพจิตใจจึงเป็นไปตามที่ได้ถูกขัดเกลา อันนับตั้งแต่ กรรมพันธุ์ เป็นต้นไป
การศึกษาธรรมะเป็นเรื่องกว้าง สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลา หรือมีเวลาน้อย เขาจึงนำข้อศีลมาใช้เพื่อเป็นข้อฝึกตนเพื่อให้เกิดธรรมะ บุคคลบางบุคคลก็ยึดข้อธรรมเป็นสิ่งยึดถือ ซึ่งก็แล้วแต่สมองสติปัญญาของบุคคล ถ้าไม่มีเวลา สติปัญญาดีไม่มากนัก ก็ยึดข้อศีลและพิจารณา ซึ่งข้อศีลจะพิจารณาได้ง่ายกว่าข้อธรรมะฉะนี้



 Response no.8  From: ฮ.นกฮูกตาโต  
 24 Nov 2004 20:27 #734015    delete

อยากฟังคำตอบท่านธรรมญาณบ้างไหม พรุ่งนี้จะลงให้อ่านกันนะ แซ่บครับ.....



ผู้แสดงความคิดเห็น ธรรมวิสุทธิ์ ( dhammavisut@yahoo.com ) วันที่ 1 Mar 2005 20:01
ความเห็นที่ 2 (62938)

ศีล

ศีลเป็นความประพฤติทางกายกับทางวาจา แต่ไม่ได้รวมถึงความประพฤติทางใจ เมื่อรักษาศีลแล้วความประพฤติทางใจก็ดีขึ้น แต่ใจยังไม่อยู่ในศีลที่กายและวาจานั้นประพฤติอยู่ทั้งหมด แต่ถ้าเป็นปาริสุทธิศีล ก็จะกลายเป็นอินทรียสังวร คือการสำรวมอินทรีย์ คือสำรวมในตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้มีความยินดียินร้ายในรูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส อินทรีย์สังวรจึงเป็นการเจริญสติที่เป็นสติสังวรก็ได้ การภาวนาจึงทำให้ศีลบริสุทธิ์ด้วยทั้งกาย วาจา และใจ แต่ถ้าไม่สำรวมเจริญสติแล้ว ศีลนั้นก็แค่รักษาได้ด้วยกายและวาจาเท่านั้น


From: โอ่ Mail to โอ่  [13 Nov 2004 22:11] Viewer [45] Answer[3]   delete 


 Response no.1  From: พุทธะปัญโญ Mail to พุทธะปัญโญ  
 22 Nov 2004 12:15 #731492    delete

บางคนอาจจะติดตำราไปหน่อยนะ จริงๆแล้วศีลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นฐานรากที่สำคัญที่สุดเหมือนฐานรากของเจดีย์ บ้านเรือนตึกรามสูงๆ ถ้าศีลไม่ดีก็พังครืนลงมาได้สักวันหนึ่งแน่นอน....ศีลที่ต้องรักษามีทั้งศีลทางกาย-วาจาและใจนะ หากมีศีลรักษาใจ จะเกิดเมตตา ใจจะสงบ เมื่อสวดมนต์ภาวนาจะเย็นใจ เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ทำสิ่งใดก็ศักดิ์สิทธิ์ มีฤทธิ์มีความขลังขึ้นมาได้ การดำเนินทางมรรคผลนิพพาน ก็สำคัญที่ศีล มรรค8ก็ย่อลงมาเหลือ3 คือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือทาน-ศีล-ภาวนา จะเห็นว่าศีลเป็นตัวหลักยืนโรงตลอดขาดไม่ได้เลย หากศีลใครยังบกพร่องแสดงว่าพื้นฐานยังไม่แน่น บำเพ็ญไปก็เสียหลักล้มลงไปโดยง่าย ดังนั้นการสำรวมศีลจึงสำคัญมากๆ เมื่อศีลปรากฏขึ้นในใจแล้ว ศีลจะประจำอยู่ที่อายตนะคือมีศีลประจำอยู่ที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เมื่อศีลประจำที่ตาและหูแล้ว เท่ากับเราได้อินทรีย์สังวร ยิ่งทำให้เย็นกายเย็นใจ จิตตั้งเป็นสมาธิในทางอริยมรรคได้ดียิ่งขึ้นอีก......
การสวดมนต์ส่วนมากสวดมนต์ผิดกันมาเป็นสิบๆปีนะ คนสวดมนต์เก่งแต่ไม่มีศีลก็เยอะ ไม่รักษาศีลหรือมีศีลที่ไม่บริสุทธิ์ การสวดมนต์ก็แทบไร้ความหมาย แม้สวดมนต์ไป แต่กายวาจาใจยังเที่ยวไปเบียดเบียนผู้อื่น การสวดมนต์ก็พลอยเป็นโมฆะไป เสมือนเป็นการโกหกหลอกลวงตามไปด้วย ถ้าให้ดีก่อนสวดมนต์ควรสมาทานศีล5เสียก่อนทุกครั้งไป เอาศีลเป็นอนุสติระลึก เมื่อระลึกถึงศีล กายวาจาใจจะสำรวมในการรักษาศีลให้มั่นคง เมื่อตั้งใจรักษาศีลแล้วอานิสงส์ผลบุญย่อมบังเกิดขึ้นอย่างท่วมท้นมหาศาล......



 Response no.2  From: พุทธจักร Mail to พุทธจักร  
 22 Nov 2004 12:29 #731538    delete

ปัจจุบันคงมีหลายๆท่านชอบสวดมนต์เป็นงานหลัก นั่งภาวนาก็มีบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ลืมเรื่องศีลเสียนี่ ถ้าท่านใดที่สำรวมมีศีลเป็นสติอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ายังไม่มีศีลแม้ปฏิบัติมานานแค่ไหนก็คงเอาดีได้ยาก ตอนแรกๆผมเคยฝึกทำสมาธิภาวนาไม่ค่อยได้ผลเพราะศีลยังไม่ดีพอ ปฏิบัติไปๆก็รู้ขึ้นเองว่า อ้อ....ศีล5ละเอียดลึกซึ้งอย่างนี้เอง ก็ต้องตั้งตัวกันใหม่ทำศีลให้ดีให้บริสุทธิ์จริงๆเสียก่อน อย่างอื่นจึงพัฒนาต่อไปได้ หลังจากนั้นจิตมันก็รู้เองอีกว่าศีลต้องรักษาที่ใจด้วย เพราะใจเป็นประธาน ใจยิ่งใหญ่ที่สุด ใจจะสั่งการไปที่กายและที่ปาก ถ้าใจดี(มีศีล) กายและปากก็ต้องทำต้องพูดแต่สิ่งที่ดีๆทั้งนั้น จึงพัฒนามารักษากุศลกรรมบถ10ที่ควบคุมทั้งกายวาจาใจ ต่อมาก็ก้าวหน้าไปอีกคือรักษากุศลกรรมบถ40 เป็นอีก4ขั้นตอน4ระดับ ถือว่าสุดยอดแล้ว รักษาตลอดเวลาแบบทุกวินาที ไม่ทำเอง ไม่ใช้คนอื่นทำ ไม่ยินดี ไม่สรรเสริญในการกระทำไม่ดีนั้นๆ.....มันปิดประตูอกุศล อบายภูมิไปแล้วโดยอัตโนมัติ แค่คิดไม่ดีมันก็ตัดทิ้งไปทันทีแล้ว.....เรียกว่าจิตฝึกไว้ดีแล้วไงครับ......ลองคิดพิจาณาดูนะครับ อาจเป็นประโยชน์สำหรับหลายๆท่านบ้าง.....



 Response no.3  From: โอ่ Mail to โอ่  
 26 Nov 2004 20:29 #735892    delete

ถ้าใครรักษาศีลให้ดีได้มากและตลอดเวลายาวนาน ย่อมดีและมีประโยชน์แน่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้มีศีลคืนหนึ่งกับวันหนึ่ง ดีกว่าอยู่เฉยๆ 100 ปี แต่การมีศีลที่เรียกว่างดเว้น ไม่ว่าโดยวิรัติหรือสมาทานนั้นหมายถึงการระลึกได้อยู่เสมอว่ารักษาศีลอยู่ ถ้าไม่วิรัติและไม่สมาทานแล้ว แม้คนผู้นั้นจะไม่ทำผิดศีลเลยก็หามีศีลไม่ ดังนั้นศีลต้องมีความตั้งใจและประกอบเจตนาด้วย ยิ่งมีเจตนาระมัดระวังเพราะเห็นคุณของศีลมากเท่าไร อานิสงส์ก็จะมากขึ้น





ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ( ) วันที่ 1 Mar 2005 20:08
ความเห็นที่ 3 (63586)

ศีล5

ศีล5 มีความสำคัญอย่างไร?ละเอียดแค่ไหนคะ?


From: อัจฉราวดี อัจฉรานิมิตร Mail to อัจฉราวดี อัจฉรานิมิตร  [29 Oct 2004 21:21] Viewer [71] Answer[5]   delete 


 Response no.1  From: ลุงใหญ่ Mail to ลุงใหญ่  
 30 Oct 2004 17:56 #711852    delete

ศีลมีความสำคัญหรือไม่ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละบุคคล ศาสนาทุกศาสนามีข้อศีลเช่นเดียวกันทุกศาสนา
ความสำคัญของศีล 5 คือ เป็นข้อฝึกตนหรือฝึกทางกายเพื่อให้เกิดสภาพหรือสภาวะทางจิตใจ ข้อศีลเป็นพื้นฐานในการฝึกตนเพื่อมุ่งสู่ขั้นอริยะบุคคล ข้อศีลเป็นข้อฝึกตนเพื่อให้เกิดการสังคมเป็นอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติในระดับหนึ่ง
ส่วนความละเอียดของข้อศีลนั้น ก็ย่อมขึ้นอยู่กับสมองและสติปัญญาของแต่ละบุคคล เหตุเพราะ หากมีความรู้มีประสบการณ์ในการครองเรือนด้านต่างๆมามาก ก็ย่อมสามารถแยกแยะรายละเอียดของข้อศีลได้มาก เรียกว่า สามารถพิจารณาจนแตกฉาน จนทำให้สภาพสภาวะจิตใจอยู่ในระดับอริยะบุคคลก็เป็นได้ หรือจะกล่าวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้น ก็คือ ความละเอียดของข้อศีลนั้น ก็มีเป็นขั้นๆไป ตั้งแต่แยกแยะรายละเอียดได้เล็กน้อย จนไปถึงแยกแยะรายละเอียดได้มากมายกว้างขวางฉะนี้



 Response no.2  From: โจอี้  
 31 Oct 2004 05:40 #712188    delete

จริงหรือไม่ ที่พระสงฆ์บางองค์ท่านบอกว่าผู้ใดรักษาศีล5ได้บริสุทธิ์จริงๆก็จะบรรลุถึงขั้นพระโสดาบันได้เลย......ซึ่งดูก็ไม่น่าจะยากเกินไปนัก แต่ทำไมจึงทำกันไม่ค่อยได้ครับ เป็นเพราะอะไร?



 Response no.3  From: ลุงใหญ๋  
 31 Oct 2004 18:16 #712477    delete

จริงบางส่วน ที่กล่าวว่าจริงบางส่วนก็เพราะว่า ศีล 5 มาจาก ธรรมะหลายข้อ หรือ ศีลห้า ก่อให้เกิดสภาพสภาวะจิตใจซี่งเราเรียกว่า ธรรมะ ได้หลายข้อ คุณอยากจะลองพิจารณาดูก็คงไม่ผิด
แต่ผู้ที่ถือเฉพาะศีล 5 แล้วบรรลุโสดาบันได้นั้น จะต้องเก่ง มีประสบการณ์สูง มีความรู้สูง สามารถคิดได้โดยไปเป็นบ้า อาจจะมีนะขอรับ แต่คงหายากในสม้ยนี้ หรือไม่มีเลยในสมัยนี้



 Response no.4  From: ธรรมญาณ-ฐีติญาโณ Mail to ธรรมญาณ-ฐีติญาโณ  
 3 Nov 2004 20:45 #715389    delete

ศีล5 ตามตัวอักษร หมายถึง กายและใจ

ศ.ศาลา คือ กาย
ล.ลิง คือหมายถึง ใจ
มนุษย์ถ้ามีแต่กาย ไม่มีใจ ก็ตาย มีใจไม่มีกาย ก็ตาย
สระ อี .....มีตรงศ.ศาลา คือ กาย ฉะนั้น ศีลจึงรักษาที่กายกับปาก โดยการสำรวมที่ใจ ระวังรักษาที่กาย มนุษย์เมื่อมีกาย คือ หัว1 แขน2ขา2 มี5ข้อที่จะรักษา ศีลจึงเป็นรูปธรรมที่มองเห็น สามารถรักษาได้ เป็นรั้วกั้น มิให้มนุษย์ที่จิตใจสูงไปรังแกสัตว์ที่ต่ำกว่า ยกเว้นยักษ์ มาร หรือคนที่อ่อนแอกว่า เป็นคุณธรรมของมนุษย์ ศีลแต่ละข้อมีบารมีกำกับอยู่ 2 อย่างทุกข้อ คือ
1.ห้ามฆ่าสัตว์.......ก็ต้องมี"เมตตาบารมี "ถ้ายังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็ยังไม่มี"อุเบกขาบารมี"
2.ห้ามลักทรัพย์.....ก็ต้องมี"ทานบารมี" คนที่จะให้ทาน ก็ต้องตั้งใจว่าให้เพื่ออะไร เรียก"อธิษฐานบารมี"
3.ห้ามประพฤติผิดในกาม.....ก็ต้องมีสันโดษ คือ "เนกขัมมะบารมี "ผู้ปฏิบัติสันโดษ ก็ต้องอดทนต่อการยั่วยวนกวนกิเลส จึงต้องอาศัย"ขันติบารมี "อดทนและทนอด
4.ห้ามพูดเท็จ......ก็ต้องมี"สัจจะบารมี" ผู้ที่อยู่กับความจริง ก็ต้องมี"ปัญญาบารมี "ถ้าพูดความจริงแล้วบ้านแตก ประเทศล่มจม ก็ต้องอาศัยปัญญาแก้ไขบ้าง
5.ห้ามดื่มสุรายาเสพติด......ก็ต้องอาศัยความเพียรละความชั่ว สำรวมมิให้ความชั่วเกิด เป็น"วิริยะบารมี" ยังต้องทำความดีไม่หยุดคือ"ศีลบารมี"จึงจะเกิดและมีอย่างสมบูรณ์

จะเห็นได้ว่าศีล5 เกี่ยวพันกับบารมี10 อย่างแยบยลลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นผู้รักษาศีล5ได้บริสุทธิ์จริงๆย่อมสำเร็จเป็นพระอริยเจ้าได้แน่นอนอยู่แล้วครับ......



 Response no.5  From: พุทธปัญญา Mail to พุทธปัญญา  
 16 Dec 2004 06:55 #753145    delete

ศีล5เป็นบาทฐานของคนดี เป็นคนปกติ ถ้าศีล5ไม่มี ไม่เต็ม ก็เป็นคนไม่ปกติ ไม่สมบูรณ์เรียกว่าคนไม่เต็มบาทไงครับ(หนักไปหน่อยหรือเปล่านี่).....ศีล5 มีความสำคัญมากในการปฏิบัติธรรมตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงระดับสูงสุดเลยทีเดียว ถ้าฐานคือศีล5ไม่ดี ก็เอาดีไม่ได้ครับ เหมือนฐานพระเจดีย์ต้องใหญ่กว้างจะมีทรงกลม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม หกเหลี่ยม แปดเหลี่ยมเก้าเหลี่ยมหรือสิบสองเหลี่ยมก็ตาม ฐานต้องแน่นหนากว้างใหญ่มั่นคง จึงจะทำให้มีความยั่งยืนคงทนถาวร แล้วยอดต้องแหลมครับ ฐานคือสูญ(สูญตา)หมายถึงความว่าง การหลุดพ้น ยอดคือหนึ่ง หมายถึงความแหลมคม(ปัญญา) ทำจิตให้เป็นหนึ่ง(สมาธิ)มีความสงบ ปัญญาก็เกิด ตัดกิเลสหลุดพ้นไปสู่นิพพานคือความว่างได้เป็นอมตะตลอดกาล......ศีล5มีความสำคัญมากในการปฏิบัติธรรมทุกระดับ หลวงพ่อเอนก แห่งวัดน้อยเจริญธรรม ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่ถึงพร้อมด้วยปฏิปทาที่น่าเลื่อมใสยิ่ง เคยเกิดเป็นลูกชายของสมเด็จโต พรหมรังสีในอดีตชาติที่สิงห์บุรีนี่เอง ท่านยืนยันว่า ใครที่ต้องการบรรลุมีดวงตาเห็นธรรมน่ะไม่ยากหรอกนะ แค่รักษาศีล5ให้บริสุทธิ์จริงๆไม่มีด่างพร้อย ไม่มีขาดวิ่นทะลุ ไม่มีจุดดำจุดด่าง ก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน(พระอริยบุคคลเบื้องต้น)ได้แล้วครับ........เกิดอีกไม่เกิน7ชาติก็ไปนิพพานเลย......พระพุทธเจ้าก็ทรงยืนยันว่า ศีลทำให้เกิดโภคทรัพย์ ร่ำรวย ศีลทำให้ไปสู่พระนิพพานได้......ศีล5 มีความละเอียดตามภูมิจิตภูมิธรรมของแต่ละคน ถ้ารักษาศีล5 ได้ตลอด24ชั่วโมง ท่านเรียกว่าอธิศีล หรือ ปรมัตถศีล พวกนี้แม้จับตัวเอาไปฆ่า หรือให้เขาผิดศีลแม้เล็กน้อย เขายอมให้เอาตัวไปฆ่าทิ้งเสียดีกว่าครับ เพราะศีลขาด พร่องไป ก็เสียเวลาที่ปฏิบัติมาเปล่าๆ ต้องไปเริ่มต้นปรับปรุงกันใหม่อีก เห็นไหมครับว่าศีล5 สำคัญแค่ไหน?......




ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธจักร ( buddhajak@hotmail.com ) วันที่ 2 Mar 2005 20:36
ความเห็นที่ 4 (68170)

ตรวจศีล5ด้วยจิตของท่าน!!!


ธรรมญาณคุยให้ฟังในขณะขับรถยนต์ไปด้วยกันหลายคนว่า ปกติศีล5ใช้รักษากายกับวาจา แต่จริงๆแล้วศีล5 รักษาจิตได้ด้วย(เพราะเป็นความมุ่งหมาย เป็นจุดประสงค์หลัก) เพราะจิตเป็นใหญ่ๆกว่ากายและวาจาเสียด้วยซ้ำไป ถ้าศีล5รักษาจิตได้แล้ว ศีลก็จะเป็นปรมัตถศีลไปเลย วิเศษที่สุด สมบูรณ์ที่สุด.... ศีล5 รักษาจิตได้อย่างไร? จะตรวจศีล5ด้วยจิตของท่านได้อย่างไร?ถ้าใครสนใจแล้วล้อมวงเข้ามา ผมจะเล่าสู่กันฟังต่อไปครับ........


From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  [11 Oct 2004 21:53] Viewer [101] Answer[5]   delete 


 Response no.1  From: พรชัย Mail to พรชัย  
 14 Oct 2004 13:46 #696257    delete

ผมสนใจครับ ทำอย่างไรครับ รอฟังครับผม



 Response no.2  From: ธรรมจักร Mail to ธรรมจักร  
 14 Oct 2004 21:33 #696743    delete

ถ้าใจร้อน เข้าไปดูเว็บฯbuddhapoem.comก่อนได้เลยที่เว็บบอร์ด ดูตนเอง เพลงนิพพานเขียนวันนี้และลงวันนี้ ว่ากันสดๆเลยและลงในหัวข้อวันสำคัญฯเป็นการถาวรไว้ด้วย เพราะเป็นงานชิ้นเอกอีกชิ้นหนึ่ง......อ่านแล้ว เอาไปปฏิบัติ ถ้าจิตดี บารมีดี ถึงขั้นบรรลุได้เลยนะครับ.....แต่กระทู้ตรงนี้จะตอบแบบร้อยแก้วธรรมดานะ.....รออีกแป้บนึงครับ.......



 Response no.3  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 15 Oct 2004 20:12 #697748    delete


เอามาลงให้ดูกันก่อนก็ได้ครับ
ดูตนเอง….เพลงนิพพาน

ฐีติญาโณ-ธรรมญาณ

“ดูตนเอง”…..ดูตรงไหน?อย่างไร?เล่า ดูตอนเข้า”สมาธิ”ตรองตริศีล
ตรวจดวงจิตวิญญาณ์ว่าราคิน? ฤๅหมดสิ้นพ้นเหตุกิเลสมาร
“กาย-วาจา”…..ศีลห้ารักษาได้ รวมทั้ง”ใจ”ตัดปลงในสงสาร
“กาย-วาจา”คือ”ศีลนอก”บอกเป็นทาน “ใจ”ของท่านคือ”ศีลใน”รักษ์ให้ดี
“ดูตนเอง”เพ่งอุปจาระ ลุธรรมะ”ทางสายกลาง”หว่างวิถี
ทางดับทุกข์….”อริยมรรค”คนรักดี อยู่ตรงนี้ตรง”ลิ้นปี่”มีที่เดียว!!!
จาก”จุลศีล-มัชฌิมะ-อธิศีล” แขก-ไทย-จีนรักษาได้ให้เฉลียว
ยกขึ้นสู่”ปรมัตถ์”ชัดจริงเจียว แน่นอนเทียวเป็นที่สุดถึง”พุทโธ”!!
รักษ์”ข้างใน”ได้แล้วได้แก้วเพชร “ข้างนอก”เด็ดถอนขุดมนุสโส
ศีลบริสุทธิ์นำชีวิตเป็นจิตโพธิ์ เห็น”ธัมโม”สุกสว่างอยู่กลางใจ!!!
ใช้ศีลห้ารักษาใจรักษ์ได้หมด ถึงหมดจดพบสีทอง”จิตผ่องใส”
“อริยมรรค-อริยผล”หลุดพ้นภัย “จิตเป็นไท”อิสระ…..ปล่อย-ละ-วาง
“ดูลมหายใจ”เข้า-ออกใน-นอกรู้ “ปาณาฯ”ดู….”ห้ามฆ่าสัตว์”ที่ขัดขวาง
ทำชีวิตสัตว์ล่วงไปให้วายวาง ไม่รู้ทางไม่รู้เท่าคือเมามัว
ตัวเรานี้คือคน…..สัตว์ตนหนึ่ง มองให้ซึ้งทุกข์ทนอยู่บนหัว
หากยังหลง…..”ไม่รู้ลม”ตรมเมามัว คือ”ฆ่าตัวเองตาย”วอดวายพลัน
เมื่อ”ขาดลมก็ขาดใจ”ย่อมไม่รู้ ติดตามดู”ลมหายใจ”ให้ขยัน
หาก”ไม่หลงก็ต้องรู้”ทุกครู่ทัน หาก”หลง”พลันก็สิ้นหวัง”ตายทั้งเป็น!!
“ดูความคิด””อทินนาฯอย่าลักทรัพย์” “ให้อยู่กับปัจจุบัน”ขยันเห็น
อย่าส่งไปใน”อดีต”กรีดลำเค็ญ นอกประเด็น”อนาคต”ให้ปลดลอย
อย่าลากมา…อย่าดึงไปให้มันวุ่น อย่าหมกมุ่นเมาดำริ”สติ”ผล็อย
ให้”รู้ตัวทั่วพร้อม”น้อมใจคอย “กาย-ใจ”ค่อย”รวมเป็นหนึ่ง”พึงสังวรณ์
“รู้ที่กายกับใจ”ไปเป็นคู่ “รู้ตัว”อยู่ใน”ใจ-กาย”มิถ่ายถอน
มี”สติ-สัมปชัญญะ”ละนิวรณ์ จิตสุนทร”สมาธินิ่ง”ตริตรอง
“ดูความอยาก””กาเม สุมิจฉาฯ” “ดูตัณหา-อุปาทาน”ผ่านทั้งผอง
รู้”การเกิดแห่งทุกข์”ไร้สุขครอง รู้ครรลองรู้”การดับทุกข์”พับไป
รู้”การเปลี่ยนแปลงแห่งทุกข์”ทุกสถาน “ปัญญาญาณ”เปิดหนทางสว่างไสว
ด้วย”ศีล-สมาธิ-ปัญญา”จักพาไป “รัตนตรัย”””พุทธ-ธรรม-สงฆ์”นำทาง
“ดูสัจธรรม””มุสาฯ”โว”ไม่โกหก” “กลางทรวงอก”หนามขวากหมั่นถากถาง
“พระธรรมจักร”หลักชัยอยู่ใจกลาง “หยุดคิด”พลางแล้ว”นิ่ง”ไม่วิ่งวน
ปากไม่พูด…ใจไม่คิดสนิทนิ่ง “ตัวรู้”จริงยังต้องวาง….ทางสับสน!!
“ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม”ปรุงแต่งแรงทุรน นิ่ง”รู้”จน”หยุดดี-ชั่ว”….”หยุดตัวกรรม”
“อุเบกขา”หยุดปรุงแต่งที่แฝงอยู่ ทุกอณูในดวงจิตคิดถลำ
“พอคือหยุด…หยุดคือพอ”ขอแนะนำ “เข้าถึงธรรม-โลกุตตระ”สละตัว
“ดูดวงจิต””สุราฯอย่าดื่มเหล้า” อย่ามึนเมาไม่หลงปลงในหัว
มี”ตัวรู้”แจ่มใสอยู่ในตัว ไม่เมามัวทั้งชีวิตจิตวิญญาณ์
จนจิตเป็นเอกภาพแล้วเหมือนแก้วใส ละโลกได้ละธรรมนำสุขา
รู้ทั้งโลกทั้งธรรมล้ำโลกา ทรงจิตตา”อริยผล”พ้นทุกข์พลัน!!
จากทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค สายโซ่หักสู่”พุทธะ”ปล่อยละขันธ์
เห็นสายโซ่แห่งทุกข์-สุขพัวพัน ตัวเดียวกัน”รู้รอบคือรอบรู้!!!”
คือ”ผู้ตื่น-ผู้รู้-ผู้เบิกบาน” “พุทธะ”ผ่านทางประเสริฐอย่างเลิศหรู
จาก”รู้ลมหายใจ”ที่ใฝ่ดู เปิดประตูเข้าหลัก”มรรค”หนทาง
เป็นวงกลมลากไปสุดจากจุดเริ่ม- ต้นประเดิมจนรอบแล้วที่แผ้วถาง
มาทับที่”ตัวรู้”อยู่ปลายทาง เริ่ม-ท้ายอ้างข้องเกี่ยว”จุดเดียวกัน!!!”
พบ”ทางออก”สุดท้ายเห็นนั้นเป็น”ผล” “จุดเริ่มต้น”รู้ธรรมนำสุขสันต์
ผู้บรรลุใช่สำเร็จเสร็จกิจพลัน สำเร็จนั้นต้อง”หลุดพ้น”จากวนวัง
คือพ้นจากสังสารวัฏตัดกิเลส “ตัวสำเร็จ-คือตัวรู้”แฝงอยู่หลัง!!!
“อริยมรรค”แปดประการทางผ่านนำ ท่านต้องทำให้เกิดผลด้วยตนเอง!!!
อยากจะรู้อะไรถาม….ใจตอบ จิตรู้รอบจะเฉลยเผยตรงเผง
สิ้นสงสัยในดวงจิตจบกิจเอง ก็จบเพลงนิพพานมีเพียงนี้เอย ฯ







 Response no.4  From: ธรรมญาณ- ชัย กรุงศรีและคณะ Mail to ธรรมญาณ- ชัย กรุงศรีและคณะ  
 16 Oct 2004 15:18 #698306    delete

**** การตรวจสอบศีล 5ในจิต ***

-ตรวจสอบในตอนนั่งสมาธิในขั้นอุปจาระ ซึ่งอยู่ในทางสายกลาง ระดับกลางๆ การพิจารณาธรรม การบรรลุธรรม การตรัสรู้ อันเป็นการดับทุกข์สิ้นเชิง ก็ต้องอยู่ตรงนี้ ขั้นนี้ หากสูงหรือต่ำกว่านี้จะไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนัก
-ศีลมี3ระดับคือ จุลศีล(ศีลเล็กน้อย) มัชฌิมาศีล(ศีลปานกลาง) ซึ่งยกขึ้นมารักษากาย วาจาได้และอธิศีลหรือปรมัตถ์ศีล รักษาใจตัวเดียว รักษาได้หมดทุกอย่างเพราะทุกอย่างใจเป็นประธาน ใจเป็นหัวหน้า ศีลระดับนี้สมบูรณ์แบบ แน่นอน เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเหมือนปรภพมัดไว้อยู่ เป็นอุปนิสัยที่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นที่สุดแล้วและมันเป็นเช่นนั้นเอง
-ศีลด่างพร้อยไปตั้งแต่ข้อแรกๆ ข้ออื่นๆก็จะเสียตามไป หญิงมีจุดอ่อนที่ศีลข้อ 4 เกี่ยวกับการพูดจา ชายมีจุดอ่อนที่ศีลข้อ 5 เกี่ยวกับการเสพสิ่งมึนเมา ถ้าจุดนี้เสียไปศีลข้ออื่นๆก็ยากที่จะรักษาไว้ได้ ศีลนอก รักษากายกับวาจา ศีลใน รักษาจิตอย่างเดียว หากศีลบริสุทธิ์จิตจะผ่องใส สงบ เย็นและสว่างไสวเหมือนดวงแก้วที่สุกใสสว่าง และสามารถบรรลุธรรมขั้นสูงถึงขั้นพระอริยเจ้าได้ตามระดับวาสนาบารมีแห่งตน

วิธีตรวจ
ศีลข้อ1 ปาณาฯห้ามฆ่าสัตว์……”ดูลมหายใจ”เข้า-ออก รู้ตัวว่าลมเข้า ลมออก ยาวหรือสั้น หนักหรือเบา……ลมคือชีวิต ปาณาฯทำชีวิตสัตว์ให้ล่วง(ตาย)ไป….ปาณาฯคือ ปราณ หมายถึง ลมหายใจ ……คน(มนุษย์) คือสัตว์ตนหนึ่ง ถ้าไม่รู้ลมก็ไม่รู้ตัว ก็เท่ากับฆ่าตัว(เอง)ตาย เพราะหลงแล้ว หากไม่หลงก็ต้องรู้ ชีวิตขาดไปตั้งแต่ไม่รู้ลมแล้ว ธาตุรู้ยังอยู่ แต่ตัวรู้ไม่อยู่ ขาดจากธาตุไป ขั้นตอนนี้ต้องอยู่กับลมหายใจตลอดเวลา คืออยู่กับ”สติ”ตลอดรายการ(อยู่กับจิต-ตัวรู้)
ศีลข้อ2 อทินนาฯห้ามลักทรัพย์ฯ…….”ดูความคิด”…..อยู่กับปัจจุบัน อย่าส่งไปในอดีตหรือในอนาคต อดีตอย่าไปลากมา อนาคตอย่าดึงไป ให้อยู่กับสติ+สัมปชัญญะ คือรู้ที่กายกับใจ ศีลข้อ2นี้จะรักษาศีลข้อ1ได้ด้วย จุดนี้เท่ากับเราอยู่ในขั้น”สมาธิ” มีจิตที่ตั้งมั่น รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา
ศีลข้อที่3 กาเมฯห้ามผิดกามฯ…..”ดูความอยาก”…….ดูตัณหา3 คือ อยากมี อยากเป็น ไม่อยากมีไม่อยากเป็น ขั้นนี้จะต้องมี”ปัญญา”แล้ว(เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ) รู้การเกิดของทุกข์(ปัญหา) รู้การดับของทุกข์ รู้การเปลี่ยนแปลงของทุกข์ นี่คือพระรัตนตรัย แก้ววิเศษ 3 ประการอันเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดและเป็นที่พึ่งที่ล้ำเลิศที่สุดด้วย จุดนี้ถึงพร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญาบริบูรณ์แล้ว
ศีลข้อที่4 มุสาฯห้าม(ไม่)โกหก(พูดเท็จ)……”ดูสัจธรรม”……ปากไม่พูด แล้วความคิดพูดไหม? ดิน-น้ำ-ไฟ-ลมปรุงแต่งไหม? จุดนี้คือ”หยุดคิด”…..ต้องนิ่ง แม้ตัวรู้เองก็ต้องวาง ขั้นตอนนี้คือ “อุเบกขา” ทีมีความสำคัญมาก อุเบกขานี้คือนิ่งแต่รู้ ถ้าเฉยน่ะไม่รู้ อุเบกขาต้องมีตัวรู้อยู่ด้วยเสมอไปจะขาดเสียมิได้ แม้แต่ความคิดก็ต้องวางด้วยทั้งหมด หยุดปรุงแต่ง หากไม่หยุดก็จะมีแต่เรื่องไม่ว่าดีหรือชั่ว ต้องหยุดความคิดปรุงแต่ง เพราะพอคือหยุด หยุดคือพอ แต่คนพอ(ในโลก)ไม่มี……พอแล้วหยุด หยุดคือพอ นี่คือ โลกุตตระ พระพุทธเจ้าท่านหยุดแล้ว แต่องคุลีมาลยังไม่หยุด การหยุดคือสละวางแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง
ศีลข้อที่5 สุราเมฯห้ามเสพของมึนเมา……..”ดูจิต”(ตนเอง)…..คือ ไม่หลง ตัวรู้มีอยู่ ดูจิตของตนเองเป็นอิสระแล้ว ไม่เมาชีวิต จิตมีเอกภาพ รู้ทั้งทางโลกและทางธรรม อยู่เหนือโลกและเหนือธรรม
ศีลข้อ1-4 จากทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค เริ่มจากตัวรู้ รู้ลมหายใจ วงกลมลากไปสู่ประตูทางเข้าคือ มรรค(อริยมรรค) ตรงดิ่งแน่วไปยังข้อ5 สุดท้ายคือสายโซ่ของ4ข้อดังกล่าวข้างต้น…..มาครบรอบแล้วมาทับตัวรู้ จุดเริ่มต้นกับจุดสุดท้ายคือจุดเดียวกัน นั่นคือจบกิจแล้ว เข้าไปถึงจิต เข้าถึงพุทธะแล้ว นี่คือทางออก เป็นจุดสุดท้าย และนี่คือ ผล(อริยผล)……
อริยมรรคมีองค์8 อริยผลอีก1 รวมเป็น 9 …..ผลคือตัวรู้ เป็นตัวสำเร็จ
การบรรลุกับสำเร็จนั้นไม่เหมือนกัน ผู้บรรลุไม่ใช่ผู้สำเร็จ บรรลุ คือ จุดเริ่มต้น รู้ธรรม……ผู้สำเร็จ คือ หลุดพ้นจากวัฏสงสาร พ้นจากทุกข์จากกิเลสโดยสิ้นเชิง สำเร็จไม่ใช่เสร็จ สำเร็จต้องเป็น 1 เท่านั้น



 Response no.5  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 21 Oct 2004 20:54 #703912    delete



< ดูตนเอง >

เนิน นราธร

ดูตนเอง…….ดู”ลมหายใจเข้า-ออก” ทั้งในนอกตามให้รู้ดูให้เห็น
จากปลายจมูกล่วงลำคอพอเย็นเย็น ตามให้เห็นเข้าสู่ปอดเป็นยอดดี
แลจากปอดออกมาหาจมูก ตามให้ถูกจังหวะประสานศรี
รำลึกรู้ทุกขณะพระกายี “ลมคือชีวิต”เราจงเข้าใจ
ถ้าไม่รู้เท่ากับฆ่าชีวาวาตม์ เพราะพลั้งพลาดไม่มั่นคงจิตหลงใหล
หากไม่หลงก็ต้องรู้อยู่แก่ใจ ลมขาดไปชีวิตก็ปลิดปลง
อยู่กับลมหายใจ….ไว้ตลอด เป็นเยี่ยมยอดศักดิ์สิทธิ์ไม่พิศวง
อยู่กับ”จิต-ตัวรู้”ผู้ยิ่งยง ชีพธำรงเป็นยอดตลอดกาล
ดูความคิด….ตามดูรู้ทุกสิ่ง อย่าเที่ยววิ่งสนานสนุกทุกสถาน
อย่าส่งไปในอดีตกรีดดวงมาน สิ่งที่ผ่านลืมให้หมดอย่าจดจำ
อนาคตมาไม่ถึงอย่าดึงสู่ ให้เราอยู่กับปัจจุบันอันคมขำ
คือ”รู้ตัวทั่วพร้อม”จิตน้อมนำ รู้พระธรรมนอกในทั้งใจกาย
สำคัญสุด”สัมมาสมาธิ” ด้วย”สติ-สัมปชัญญะ”ยอดสหาย
สราญสุขทุกคนพ้นอบาย สู่จุดหมายโลกทิพย์พระนิพพาน
ดูความอยากตัณหา….สารพัด ที่ผูกมัดดวงวิญญาณ์อย่างกล้าหาญ
รู้การเกิดแห่งทุกขะทรมาน รู้ถึงการดับแห่งทุกข์ที่รุกโรม
รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงแห่งทุกขัง เข้าถึงฝั่งใช้”ปัญญา”มุ่งถาโถม
พร้อมศีล-สมาธิ-ปัญญาอุณาโลม เหมือนแสงโคมสว่างไสวกลางใจเรา
นี่คือ”พระรัตนตรัย”อันใหญ่ยิ่ง เหนือทุกสิ่ง”ตัวปัญญา”ฆ่าความเขลา
เพราะ”ปัญญาคืออาวุธ”ขุดรากเหง้า แห่งความเขลาลุ่มหลงปลง-ละ-วาง
ดูสัจธรรม…..นอกในปากไม่พูด ตามขุดขูด”หยุดความคิด”ถูก-ผิดขวาง
หยุดทั้งปากแลความคิดปิดหนทาง รู้แล้ววาง”อุเบกขา”เป็นสามัญ
ดูดิน-น้ำ-ไฟ-ลมพรมปรุงแต่ง “นิ่ง”แล้วแฝงด้วย”ตัวรู้”คู่ขยัน
“พอคือหยุด…หยุดคือพอ”ไม่ต่อกัน “หยุดคิด”พลันหยุดปรุงแต่งพบแสงทอง
ยังชีวิตมีเวลาทำหน้าที่ ทั้งชีพพลีมวลพลังสิ้นทั้งผอง
จิตพุทโธโลกุตตระค้ำประคอง ธรรมคัลลองส่องทางสว่างไกล
ดูจิตตน…..พ้นทุกข์สุขไม่หลง “ตัวรู้”คง”รอบรู้”อยู่ไสว
แล”รู้รอบ”ทางเข้าออกทั้งนอกใน จิตสดใสมีเอกภาพตราบสิ้นลม
สิ้นหวงห่วงดวงจิตเป็นอิสระ คือ”พุทธะ”มรรคอำนวยให้สวยสม
เป็น”โลกะวิทู”ผู้เข้มคม สุดนิยมรู้โลก-ธรรมเลิศล้ำจริง
สี่ข้อทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค สายโซ่หลักข้อสุดท้ายทั้งชายหญิง
จาก”ตัวรู้”….ลมหายใจใฝ่ประวิง วงกลมวิ่งลากไปนอกในเวียน
เกิดทุกข์สุข….รู้รอบแลรอบรู้ จากประตูทางเข้าเฝ้าหันเ***ยน
สู่ทางออกจุดสุดท้ายที่ว่ายเวียน หยุดกงเกวียนหยุดท่องเที่ยวจุดเดียวกัน
จุดสุดท้ายไปถึงจิตผลิตผล นิรมลอริยอรหันต์
มรรคแปดแลผลหนึ่งถึงสามัญ สำเร็จพลันหลุดพ้นวนวัฏฏา
ดู-ทดสอบตนเองเร่งเข้าเถิด จักประเสริฐสมหวังสิ้นกังขา
ผู้รู้ย่อมให้เกียรติกันอนันตา ด้วย”พุทธา”แลนิพพานประทานพร ฯ








ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธบารมี ( buddhabarami@yahoo.com ) วันที่ 8 Mar 2005 20:48
ความเห็นที่ 5 (68178)

พิจารณาศีลกันเถอะ

ข้อศีล เป็นข้องดเว้น มิให้ปฏิบัติ ในที่นี้หมายความถึงเฉพาะศีล 5 เท่านั้น ข้อศีล หมายถึง ความเป็นปกติแห่งมนุษย์ทั้งหลาย และอาจจะรวมถึงสรรพสิ่งทั้งบางอย่างบางชนิดด้วย
การคิดพิจารณาข้อศีลนั้น เราควรต้องคิดพิจารณาให้สัมพันธ์กันทั้ง 5 ข้อ ซึ่งก็หมายความว่า แต่ละข้อหากไม่ปฏิบัติแล้วไปสัมพันธ์ หรือก่อให้เกิดข้อศีลข้ออื่นๆ นั้น ก็คือความไม่ดี หรือบาปนั่นเอง เช่น เราฆ่าสัตว์หรือฆ่าผู้อื่น เพื่อทรัพย์ เพราะสุราพาไป หรือเพราะผู้หญิง หรือเพราะเราโกหกกับตัวเอง สำหรับการโกหกตัวเองนั้น หากจะกล่าวอย่างละเอียดก็คือ ความคิดของตัวเองหรือเราคิดกับตัวเองว่า หากเราไม่ฆ่าเขาเราก็ไม่มีกินอะไรทำนองนี้ ซึ่งความจริงแล้ว อาชีพอื่นๆมีเยอะ แต่อาชีพอื่นอาจจะได้เงินมา ต้องมีเงินลงทุนอย่างนี้เป็นต้น
และก็เช่นกัน ในข้อศีลข้ออื่นๆหากไม่ปฏิบัติแล้วไปสัมพันธ์กับข้อศีลข้ออื่นๆก็ย่อมเป็นบาปก่อให้เกิดความทุกข์ต่อตนเองและผู้อื่น เช่นข้อกาเมฯ ข้อนี้ย่อมต้องรวมข้ออื่นไว้อีกหลายข้อ หากหวังเพียงได้แล้วทิ้ง ก็รวมเอาข้อที่ 1 คือ ข้อ ปาณาฯ เพราะการฆ่าผู้อื่นทางอ้อม ซึ่งการฆ่าผู้อื่นนั้น มิใช่หมายความเพียงว่า เอามีด เอาปืน เอาไม้ไปประทุษร้ายเขาให้ถึงแก่ชีวิตเพียงอย่างเดียว การโกหกเขา ก็อาจจะทำให้เอาตายทั้งเป็นหรืออาจจะกลายเป็นการทำให้เขาต้องฆ่าตัวเองก็เป็นได้ การยกตัวอย่างให้ได้เข้าใจนั้น เนื่องจากมีมากมายหลายหลากวิธีการ ซึ่งท่านทั้งหลายย่อมมีประสบการณ์กันอยู่บ้างแล้ว คงไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ละเอียดมากนัก
แต่ข้าพเจ้าก็ขอย้ำเตือนว่า การปฏิบัติตามข้อศีลนั้น ย่อมทำให้จิตใจของเราผ่องใส ชื่นบาน อีกทั้งยังทำให้ผู้ที่อยู่รอบข้างเรา เป็นสุข เป็นการสร้างความสามัคคีของคนทั้งชาติได้อีกทางหนึ่ง


From: เทวดา  [14 Oct 2004 18:57] Viewer [30] Answer[2]   delete 


 Response no.1  From: ฮ.นกฮูก  
 16 Oct 2004 15:24 #698313    delete

ทำไมศีล5 ต้องเรียงกันไปอย่างนี้ มีความหนักเบา/สำคัญลดหลั่นกันลงไปหรืออย่างไรครับ กรุณาวิสัชนาด้วยครับ.....



 Response no.2  From: ลุงใหญ่  
 18 Oct 2004 19:02 #700423    delete

จะเรียงอย่างไรก็ได้ ขอรับ แต่ที่เขาเรียงไว้อย่างนั้นโดยเอา ข้อเว้นจากการฆ่าสัตว์เป็นข้อแรกก็เพราะ การฆ่าสัตว์หรือฆ่าผู้อื่นทำให้เกิดความทุกข์ด้วยกันหลายฝ่าย ซึ่งจริงแล้วทุกข้อก็ย่อมทำให้เกิดความทุกข์ด้วยกันหลายฝ่ายเช่นเดียวกัน
ดังนั้นจะเรียงข้อไหนก่อนก็ไม่สำคัญดอกขอรับ เพราะหากคุณพิจารณาก็จะหมุนวนกันอยู่ในห้าข้อนั้นแหละ



ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ( ) วันที่ 8 Mar 2005 21:07
ความเห็นที่ 6 (75518)

ผู้รักษาศีล5-ศีล8ตายไปเป็นอย่างไร

ผู้ที่รักษาศีล5กับศีล8 เมื่อตายไปแล้วจะไปเกิดที่ไหน แตกต่างกันอย่างไรคะ?


From: น้องน้ำอ้อยค่ะ  [2 Dec 2003 10:02] Viewer [143] Answer[2]   delete 


 Response no.1  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 4 Dec 2003 16:13 #384836    delete

ครั้นตายไปแล้วก็ได้ขึ้นสวรรค์ เกิดบนสวรรค์ ครั้นจุติจากสวรรค์ก็ได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์มีรูปอันงาม มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีทรัพย์สมบัติมาก มีอายุยืน มีเมียมีลูกมีหลานก็ว่านอนสอนง่าย ไม่มีศัตรูเบียดเบียนได้ และเป็นปัจจัยให้มีความสุขไปตราบถึงนิพพาน ผู้ที่รักษาศีล8ได้ ก็ได้รับความสุขในปัจจุบันมากกว่าศีล5ขึ้นไปอีก คือไปนอนอยู่ที่วัด เป็นกายวิเวก จิตวิเวก สงบอารมณ์ปราศจากความพยาบาทจองเวร ถีนมิทธะ ปราศจากความง่วงเหงาหาวนอน อุทธัจจะ ปราศจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่มีสิ่งใดมารบกวน วิจิกิจฉา ปราศจากความสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนแล้ว คือไปอบรมทำใจให้บริสุทธิ์แยบคายเสมอดั่งพรหม ครั้นว่าตายก็ได้ขึ้นไปเกิดบนชั้นพรหม มีความสุขและมีอายุยืนยิ่งกว่าชั้นสวรรค์ ครั้นจุติก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในตระ***ลสูง มีรูปโฉมอันเงางาม มีปัญญาเฉลียวฉลาด อายุยืน มียศ มีบริวาร มีอำนาจมาก มนุษย์ผู้ใดถือศีล5ได้มั่นเที่ยงแล้ว ผู้นั้นได้เป็นอุบาสก อุบาสิกา ในพุทธศาสนา เป็นผู้มีปัญญาเกิดมาไม่เสียชาติ เป็นผู้ฉลาดนำความสุขมาใส่ตัวประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกทั้งมวล แก้วมณีโชติของพระยาจักรพรรดิ ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งปวงและเครื่องของขัตติยนารีทั้งหลาย มีแก้วแหวนเงินคำ เป็นต้น เป็นของบำรุงตัณหากามคุณ เหมือนน้ำผึ้งแช่ยาพิษ สำหรับนำความทุกข์มาใส่ตัวโดยไม่มีประโยชน์สิ่งใดเลย น้ำแม่คงคา ยมมุนา อจิรวดี มหิมหาสลภู ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ทั้ง5แม่น้ำ แม้นจักเอามาอาบให้หมดสิ้นทั้ง5แม่นี้ ก็ไม่อาจจะล้างบาปคือความเดือดร้อนภายในให้หายได้และฝนลูกเห็บ แม้นจะตกมาร้อยห่าให้เย็นและหนาวสักปานใดก็ดี ก็ไม่อาจจะเย็นเข้าไปถึงภายในให้หายความทุกขเวทนาได้.....(ครูบาศรีวิชัย-ผู้ตอบ)



 Response no.2  From: **เด็กดอง**  
 20 Jan 2004 14:45 #422716    delete

ศีลคือ ปกติ ผู้รักษาศีลได้ ไม่ว่าจะเป็นศีล 5,8,10,227,310......กุศลกรรมบถ10,40(คุมทั้งกาย-วาจา-ใจ) คือคนปกติครับ ถ้ารักษาได้ไม่ครบก็ถือว่าพร่องคือผิดปกติไป.....คนถือศีลได้เป็นปกติก็จะปลอดภัยทั้งชาตินี้และชาติหน้าครับ.....เพราะศีลทำให้ไปพระนิพพานได้ ศีลทำให้มีโภคทรัพย์ ศีลเป็นสิ่งสุดยอดประเสริฐวิเศษอย่างยิ่งครับ......





ผู้แสดงความคิดเห็น อาราธนาศีล5ก่อนสวดมนต์ทุกครั้ง ( ) วันที่ 18-03-2005 16:11:39
ความเห็นที่ 7 (75548)

ศีล-ที่อยู่ของศีล

ศีลคืออะไรครับ และอยู่ที่ไหนครับ??


From: ศักดิ์สิทธิ์ฯ  [24 Nov 2003 19:34] Viewer [52] Answer[3]   delete 


 Response no.1  From: ธรรมญาณ- ชัย กรุงศรี Mail to ธรรมญาณ- ชัย กรุงศรี  
 26 Nov 2003 21:05 #378487    delete

ศีล คือ ข้อห้าม ห้ามกาย ห้ามวาจา ไม่ให้ทำชั่ว พูดชั่วๆ(พูดเท็จ,หยาบคาย,ส่อเสียด,เพ้อเจ้อ)....ศีล ครอบคลุมโลกธรรม,ความเป็นอยู่,สิ่งแวดล้อม,สังคม,ภูมิศาสตร์ครับ...ศีลเป็นรูปธรรม อยู่ที่กายกับวาจา 2 อย่างเท่านั้นครับ....หลักของการปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนาคือ ศีล-สมาธิ-ปัญญา หรือ ทาน-ศีล-ภาวนา....ศีลจะเป็นองค์สำคัญเหมือนเสาเข็มของบ้าน เหมือนฐานรากของอาคาร เหมือนฐานเจดีย์ที่ฐานต้องมั่นคง แข็งแรง กว้างขวาง ส่วนยอดต้องแหลมเล็กเป็นหนึ่งคือสุญญตา อันหมายถึงปัญญาครับ......หากเสาเข็ม ฐานรากไม่แข็งแรง ไม่มีศีลคุณธรรม คือบ้าน เจดีย์ อาคารทั้งหลังก็พังครืนละครับ... ศีลคือเสาเข็มฝังอยู่ในดิน มองไม่เห็นด้วยครับ....ศีลเป็นหนึ่งในสามขององค์ปฏิบัติเพื่อความรู้แจ้งแทงตลอดและเพื่อความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงครับ..........


ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ( ) วันที่ 18-03-2005 16:50:25
ความเห็นที่ 8 (75552)

ศีล5 คืออะไรบ้าง?

ศีล5 คืออะไรบ้างคะ แต่ละข้อมีความหมายอย่างไร? เขาว่าศีลนี่มีความละเอียดลึกซึ้งมากตามภูมิรู้ภูมิธรรมของแต่ละคน จริงหรือไม่อย่างไรคะ???


From: บัวบูชา แก้วบัวสาย  [26 Nov 2003 21:25] Viewer [76] Answer[1]   delete 


 Response no.1  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 28 Nov 2003 15:04 #380014    delete

ศีลคือข้อห้าม(กายกับวาจา)ไม่ให้พูดชั่ว ทำความชั่วต่างๆ มีหลายระดับตั้งแต่ศีล5,8,10,227,310ของคนธรรมดา คนอยู่วัด เณร พระ แม่ชีไปจนถึงระดับกุศลกรรมบถ10และกุศลกรรมบถ40ที่ครอบคลุมรักษาทั้งกาย-วาจา-ใจ(ความคิด)ที่มีความละเอียดลึกซึ้งมากๆครับ ศีลแบ่งเป็น2 คือศีลและอธิศีล อันหลังนี่ต้องเป็นระดับพระอริยะเจ้าแล้วครับจึงจะรักษาได้ แบบยอมตายดีกว่าทำผิดศีล หนักแน่นมั่นคง จริงจังมากสำหรับศีล5เป็นศีลของคนทั่วไป...ทำให้มีสุขได้ตามอัตภาพ พออยู่ พอมี พอกินและจะเป็นฐานสำคัญที่จะพัฒนาไปสู่ศีลที่เข้มแข็งก้าวหน้าขึ้นไปในโอกาสต่อๆไปครับ.....ศีล5 หลวงพ่อจรัญฯท่านอธิบายไว้ง่ายๆว่า....."ศีลข้อที่1......ปาณาฯ ถ้าเจริญสติดีได้ ก็จะเกิดเมตตา จะฆ่าสัตว์ไม่ลง....นี่ประถม1 ถ้าใครเจริญสติปัฏฐาน อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก คนที่มีสติดัสัมปชัญญะดี จะมีแต่เมตตา มีแต่ให้กับช่วย.....ต่อมาประถม2 มีสติสูงขึ้น เรียกประถม 2 คืออะไร? ไม่อยากได้อะไร ของใคร อยากได้แต่ของของตัวเอง ที่เหนื่อยหามาด้วยความยากลำบาก จึงควรรักษาทรัพย์สมบัติไว้ นี่คือประถม 2....ประถม 3 สูงขึ้น จิตสูงขึ้น ประถม 3 ต้องพูดอย่างนี้ ฝรั่งเข้าใจนะ ประถม 3 .....สันโดษ มักน้อย ไม่ได้สนใจลูกเมียลูกผัวใครหรอก สนใจแต่ว่าเป็นของเรา ผัวของเราเท่านั้น....ขึ้นประถม 4....ประถม 4ไม่หลอกลวงใคร หวังเอาลาภ ไม่อยากหลอกใคร หลอกตัวเองมานานแล้ว คือไม่หลอกใครต่อไป จะไม่หลอกลวงโลกหวังเอาลาภ จะไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด จะไม่พูดคำหยาบอีกต่อไป พูดแสดงออกด้วยความจริงใจ......เข้าข้อไหน? ชั้นประถม 4 เข้าถึงธรรม มันซึ้งใจ ซึ้งใจแล้วมันก็ไปดี...มันจะมีสัจจะ จะไม่พูดเท็จ จะไม่พูดส่อเสียด จะไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อใช่หรือไม่? ตรงนี้ชัดแล้วนะ....ขึ้นประถม 5....หมดจบหลักสูตร ประถม 5 ของมนุษย์ เรียกมนุษยชาติ ศักยภาพแห่งมนุษยชน มีศักยภาพดีแล้ว ไม่ใช่เศษมนุษย์ คนไม่มีหลักชั้นประถม 5 จะไม่เป็นมนุษยชาติ จะเป็นเศษมนุษย์ ประดุจโคมลอยไปลอยไป ไม่มีที่เกาะ ไม่มีที่เก็บ ไม่มีที่เกี่ยว เหมือนพวงมาลัยลอยไปลอยมา มีที่แขวนไหม? นี่คือสุรา ถ้าใครถึงประถม 4 ขึ้นประถม 5 จะเลิกดื่มสุราได้โดยปริยาย โดยไม่ต้องมีใครไปสอน ไม่ต้องไปบวชพระบวชชี.....หนูฟังที่อธิบายเข้าใจหรือไม่เข้าใจนะ ทำไมถึงชั้นประถม 5 ดื่มสุรา สุราไว้ชั้นประถม 1 ไม่ได้หรือ...ไม่ได้ เหตุความประมาทต้องเอาไว้ชั้นสุดท้าย ไว้ชั้นสุดท้ายไปตามขั้นตอนของชั้นที่เราเรียน...มันจะเลิกโดยปริยาย ไม่ต้องเอาพระมาสอน ไม่ต้องไปบวชพระบวชชี....คนไม่เคยปฏิบัติธรรม ขาดสติสัมปชัญญะ จะเป็นคนดีได้อย่างไร? ท่านอาจารย์เห็นด้วยไหม ?......."


ผู้แสดงความคิดเห็น โพธิสัตต์ วันที่ตอบ 2005-12-24 09:40:22 IP : 202.47.238.142


ความเห็นที่ 3 (337134)
avatar
พุทธภูมิ

อานิสงส์ของศีล.........ครูบาศรีวิชัย

อานิสงส์ของศีล

อานิสงส์ของศีล5 มีมากน้อยแค่ไหน อย่างไรบ้างคะ??


From: สุจริยา จันทร์เด่นแสง ห้วยขวางค่ะ  [1 Dec 2003 15:51] Viewer [174] Answer[6]   delete 


 Response no.1  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 2 Dec 2003 09:58 #382786    delete

ครูบาศรีวิชัยท่านตอบเรื่องนี้ตั้งแต่ปี2474ว่า..."พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ไว้ว่าศาสนาจะตั้งอยู่ได้ก็เพราะพระมหากษัตริย์เป็นพุทธศาสนูปถัมภ์ ท่านจึงได้ฝากศาสนาไว้กับพระมหากษัตริย์ ถ้าพระมหากษัตริย์และเจ้าเมือง พร้อมด้วยเสนาอำมาตย์ราษฎรทั้งหลาย พากันไปรักษาศีล 5 และทำบุญใส่บาตร ฟังธรรมที่วักทุกวันศีลเป็นลำดับไปแล้ว ก็จักได้อานิสงส์ คือ ความสุข ในปัจจุบันทันตา ดังจักกล่าวต่อไป.....1.เมื่อนอนหลับก็เป็นสุข2.เมื่อตื่นก็เป็นสุข3.เมื่อฝันก็ฝันดีไม่ร้าย4.มีชื่อเสียงเล่าลือไปทั่วทิศานุทิศว่าเป็นผู้มีเมตตาจิต ใจเป็นศีลใจบุญ5.เป็นที่รักแก่คนและเทวดาทั้งหลาย6.แม้นจักบ่ายหน้าไปสู่ทิศใด เทวดาตามรักษา บันดาลให้มีผู้อุปถัมภ์มิให้ลำบาก7.แม้นเข้าในที่ประชุมชนหมู่ใด ก็เป็นผู้มีความกล้าหาญองอาจในการเจรจา8.ไม่มีศัตรูคิดอาฆาตทำร้ายได้9.ไม่มีความสะดุ้งตกใจกลัวต่อภัยอันตรายสิ่งใด10.เป็นผู้ปราศจากทุกข์ ไม่มีคดีถ้อยคำเกิดขึ้นเลย11.เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ มีหน้าตาเบิกบาน ยิ่มแย้มแจ่มใสอยู่ทุกเมื่อ12.ไม่มีความเศร้าโศกเสียใจและมีอายุยืน13.มีปีติเอิบอิ่มอยู่ในใจว่า ได้ทำความดีไว้เป็นที่พึ่งแก่ตัวแล้ว14.เป็นผู้ที่ทำใจให้บริสุทธิ์ คือเป็นเทวดาหับ(ปิด)ประตูอบายไว้แล้ว15.ยามเมื่อจะตาย ก็มีสติดี ไม่มีความสะดุ้งตกใจเลย อันนี้เป็นอานิสงส์เฉพาะตัวอานิสงส์ ส่วนประเทศบ้านเมืองได้รับต่อไปอีกด้วยดังนี้16.ประชาชนพลเมืองทั้งหลายก็ได้เป็นสามัคคีกลมเกลียว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน17.พวกอันธพาลสันดานหยาบ เห็นหมู่ประชาชนทั้งหลายเป็นผู้ใจศีลใจบุญ ไม่มีใครคนค้าสมาคมด้วย คิดละอายขวยเขินขึ้นในใจ ไม่อาจจะเป็นพาลต่อไป ก็จักกลับใจเป็นพลมืองดี มีศีลธรรมต่อไป18.ความก้าวร้าวเบียดเบียนกันก็ไม่มี19.โจรผู้ร้ายก็สงบ20.ฝนตกชอบตามฤดูกาล21.พืชข้าวกล้าก็งอกงามบริบูรณ์22.ปราศจากภัยพิบัติ คือ น้ำไม่ท่วม ไฟก็ไม่ไหม้ โรคห่าทั้งหลายก็ไม่มี23.พลเมืองทั้งหลายก็มีความสุขสบาย24.เมื่อประเทศบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขแล้ว นานาชาติก็ไม่มาราวีรบกวนได้25.พระมหากษัตริย์และเจ้านาย ผู้ปกครองประเทศบ้านเมืองก็มีความสุขสบาย.....การปฏิบัติรักษาศีล5 อันเป็นบันไดขั้นต่ำเบื้องต้นของพระพุทธศาสนา มีอานิสงส์ให้ได้รับความสุขในปัจจุบัน ประจักษ์แจ้งแก่ตาดังนี้......."



 Response no.2  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 9 Jan 2004 18:47 #412283    delete

(ต่อ)....ครั้นตายแล้วก็ได้ขึ้นไปเกิดบนสวรรค์ ครั้นจุติจากสวรรค์ก็ได้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ มีรูปอันงาม มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีทรัพย์สมบัติมาก มีอายุยืน มีเมียมีลูกมีหลาน ก็ว่านอนสอนง่าย ไม่มีศัตรูเบียดเบียนได้ และเป็นปัจจัยให้มีความสุขไปตราบถึงพระนิพพาน ผู้ที่รักษาศีล 8ได้ ก็ได้รับความสุขในปัจจุบันมากกว่าศีลข้อ 5 ขึ้นไปอีก คือ ไปนอนอยู่ที่วัด เป็นกายวิเวก จิตวิเวก สงบอารมณ์ ปราศจากความพยาบาท จองเวร ถีนมิทธะ ปราศจากความง่วงเหงาหาวนอน อุทธัจจะ ปราศจากความฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่มีสิ่งใดมารบกวน วิจิกิจฉา ปราศจากความสงสัยในพระธรรมคำสั่งสอนแล้ว คือ ไปอบรมทำใจให้บริสุทธิ์แยบคายเสมอดั่งพรหม ครั้นว่าตายก็ได้ขึ้นไปเกิดบนชั้นพรหม มีความสุขและอายุยืนยิ่งกว่าชั้นสวรรค์ ครั้นจุติก็ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในตระ***ลสูง มีรูปโฉมอันเงางาม มีปัญญาเฉลียวฉลาด อายุยืน มียศ มีบริวาร มีอำนาจมาก มนุษย์ผู้ใดถือศีล 5 ได้มั่นเที่ยงแล้ว ผู้นั้นได้เป็นอุบาสก อุบาสิกาในพุทธศาสนา เป็นผู้มีปัญญษ เกิดมามิเสียชาติ เป็นผู้ฉลาดนำความสุขมาใส่ตัว ประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ทั้งมวล แก้วมณีโชติของพระยาจักพรรดิ ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ทั้งปวง และเครื่องของขัตติยนารีทั้งหลาย มีแก้วแหวนเงิน(ทอง)คำ เป็นต้น เป็นของบำรุงตัณหากามคุณ......เหมือนดั่งน้ำผึ้งแช่ยาพิษ สำหรับนำความทุกข์มาใส่ตัว โดยไม่มีประโยชน์สิ่งใดเลย น้ำแม่คงคา ยมมุนา อจิรวดี มหิมหาสลภู ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ทั้ง 5 แม่น้ำ แม้นจักเอามาอาบให้หมดสิ้นทั้ง 5 แม่นี้ ก็ไม่อาจจะล้างบาป คือ ความเดือดร้อนภายในให้หายได้ และฝนลูกเห็บ แม้นจะตกมาร้อยห่าให้เย็นและหนาวสักปานใดก็ดี ก็ไม่อาจจะเย็นเข้าไปถึงภายในให้หายความทุกขเวทนาได้.....



 Response no.3  From: Mr.Vichai Mail to Mr.Vichai  
 9 Jan 2004 19:00 #412291    delete


(ต่อ)....ศีล 5 เป็นอริยทรัพย์ เป็นต้นของความบริสุทธิ์ เป็นน้ำทิพย์สำหรับล้างบาป คือความเดือดร้อนภายในให้หายได้ เป็นบันไดแก้ว สำหรับก่ายขึ้นไปอยู่สวรรค์ สมดั่งพระบาลีว่า "สีเลนะ สุคติงยันติ"....ศีลให้เป็นที่จำเริญไปด้วยความสุข..."สีเลนะ โภคะสัมปทา"....ศีลให้เป็นที่จำเริญไปด้วยโภคทรัพย์ทั้งมวล "สีเลนะ นิพพุติงยันติ"...ศีลทำประโยชน์ให้มีความสุขไปตราบถึงนิพพาน อันเป็นความสุขอย่างยิ่งได้แท้จริง....."ตัสสมา สีลัง วิโสทะเย"....เหตุนั้นศีลเป็นของดีวิเศษยิ่งนัก หาอันใดจักเปรียบไม่ได้ สมดั่งพุทธภาษิตว่า..."อัพพยา ปัชชัง สุขัง โลเก"....ความไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นความสุขในโลก....พระธรรมคำสั่งสอนคือ ศีล 5 เป็นธงไชยเฉลิมโลก ถ้ามนุษย์ทั้งหลายพากันถือศีล 5 ได้ทั้งโลก มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีในโลกก็มีความสุข ธรรมก็มีความจำเริญ โลกกับธรรมถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน......



 Response no.4  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 20 Jan 2004 14:23 #422663    delete

(ต่อ)...ดังนี้แล้ว แผ่นดินโลกก็จักได้กลายเป็นแผ่นดินเมืองสวรรค์(แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง) น้ำตาของมนุษย์อันเป็นทะเลนองท่วมโลกมาแล้วแต่ก่อน ก็จักเหือดแห้งหายไป สมดั่งภาษิตว่า ให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประเทศบ้านเมืองจะมีความสุข ความจำเริญ อันความรักชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ ก็คือผู้ที่มั่นอยู่ในศีล 5 นี้แล ถ้าผู้ไม่มีศีล 5 กับตนแล้ว ก็แปลว่าเป็นผู้ล้มชาติ ขุดขุมฝังตัวไว้ในชาตินี้เสียแล้ว จะไปติโทษผู้ใด ปุถุชนทั้งหลาย อย่าได้สงสัยว่า พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว จะบำเพ็ญอย่างใด ก็ไม่ได้ถึงมรรคผลและนิพพานนั้น ความจริงพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อท่านถึงนิพพานไปแล้ว ผู้ที่ปฏิบัติถูกต้องตามพระธรรมคำสั่งสอน ก็ได้เป็นอรหันต์ ได้ถึงนิพพานเหมือนกัน ถ้าผู้ใดเล็งเห็นว่า พระธรรมคำสั่งสอนเป็นความจริงบริสุทธิ์ ผู้นั้นย่อมเล็งเห็นพระพุทธเจ้าได้ทุกเมื่อ แม้นว่าท่านยังทรมานอยู่ก็ดี ผู้ใดมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องธรรม ก็ไม่อาจจะพ้นจากทุกข์ได้ ข้อปฏิบัติที่จะให้พ้นทุกข์ได้ ก็คือรักษาศีลบริสุทธิ์เสียก่อน ความตั้งมั่นก็จะมีขึ้น เพราะฉะนั้น ปุถุชนทั้งหลาย ผู้แสวงหาความสุขใส่ตัว จงพากันรักษาศีลให้บริสุทธิ์เถิด เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้ว สมาธิความตั้งมั่นก็จักเกิดมีมาแล้ว ให้ปลูกปัญญาๆก็หากจักเกิดมีขึ้น ให้หมั่นระลึกถึงตนอยู่บ่อยๆ ว่ามิใช่ตัวตน เป็นธาตุทั้ง 4 ขันธ์ 5.......



 Response no.5  From: ชัย กรุงศรี Mail to ชัย กรุงศรี  
 3 Feb 2004 10:47 #437391    delete

ทั้งอาการ32โสโครก เป็นตัวทุกข์ตัวแก่ ตัวเจ็บ ตัวตาย มิใช่ตัวอันจักตามไปในโลกหน้า ให้เห็นแจ้งด้วยปัญญาของตนเองแน่นอนลงไปแล้ว จึงเป็นสมุจเฉทปหาน กิเลสหมดแล้ว จักเป็นวิมุติ หลุดพ้นจากความทุกข์ได้เป็นอรหันต์จริง อเสวนาพาลานํ สภาวะอันได้รู้จักพาลภายใน คือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งเป็นต้นแห่งความทุกข์แล้ว ไม่ได้ซ่อมเสพคบหากับมันก็ดี บัณฑิตา นัญจะเสวนา สภาวะอันไปเสพไปคบหากับบัณฑิตนักปราชญ์ คือให้ฟังธรรม คำสั่งสอนแห่งพระพุทธเจ้า จนได้รู้จักพาลภายในอันเป็นต้นเหตุแห่งบาปก็ดี ปูชาจปูชนิยานํ กิริยาอันได้ไหว้และบูชายังพระพุทธเจ้าก็ดี เอตํติวิทะ กัมมํ อันว่ากรรม 3 ประการนี้ มังคละ ก็ป็นมงคล อุตตะมํ อันอุดมดีตามดังกล่าวมานี้....พระพุทธเจ้าไปบำเพ็ญสร้างบารมีมาได้ 4 อสงไขยปลายแสนมหากัปม์ จึงได้ตรัสรู้ธรรมวิเศษ รู้ต้นเหตุที่เกิดทุกข์ รู้เหตุที่บรรเทาทุกข์ รู้เหตุที่ดับทุกข์ รู้ทางปฏิบัติที่สู่ที่ดับทุกข์แล้ว ได้นำมาเทศนาให้มนุษย์ทั้งหลายได้รู้ถี่เห็นแจ้งดังนี้ มิใช่ของที่จะพบได้ด้วยง่ายๆ เมื่อใดผู้ที่ไม่มีบุญ ไม่เคยได้บำเพ็ญมาแต่ชาติก่อนแล้ว ก็บ่ห่อนว่าจะพบได้เลย เมื่อได้เกิดมาพบคำสั่งสอนอันเป็นความจริงบริสุทธิ์ ที่จะนำตนให้พ้นทุกข์ได้ดังนี้ ก็เป็นมหาลาภอันประเสริฐแล้ว เพราะว่าทรัพย์สมบัติทั้งหลายอันเป็นทรัพย์ภายนอกที่จะเอาไปไม่ได้นั้น ยังพากันเร่งขวนขวายหาทั้งกลางวัยกลางคืนนี้.......



 Response no.6  From: Mr.Vichai Mail to Mr.Vichai  
 3 Feb 2004 11:02 #437411    delete


(ต่อ)ทั้งกลางวันกลางคืนนี้......ได้มาพบพระธรรมคำสั่งสอนที่แนะนำให้ผู้ปฏิบัติตาม ได้พ้นจากทุกข์ ในบัดนี้ไปตราบถึงนิพพานเป็นอริยทรัพย์ สำหับติดตามไปทุกชาติ ประเสริฐกว่ามรัพย์สมบัติอันมีในโลกนี้หมื่นเท่าแสนเท่า ดังนี้ ก็เป็นโอกาสอันดีวิเศษสำหรับในชั่วชีวิตนี้ ซึ่งจะหาโอกาสดีอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว เมื่อเวลายังอยู่สบายนี้ ไม่ควรจะถือว่ายังเป็นเด็กหนุ่มน้อย ถ้าแก่มาแล้วจึงค่อยทำบุญนั้น เป็นผู้มีความประมาทคิดผิด เพราะตามีหน้าดูหน้าไม่เห็น พญามัจจุราชไม่มีความกรุณาใคร ไม่ว่าหนุ่มแก่ แม้อยู่ในห้อง มันก็เอา หนุ่มมันก็เอา แก่มันก็เอา ไม่ประมาทลาสา เพราะตนรู้สึกว่าจะต้องตาย หนีความตายไม่พ้นแล้ว มีปัญหาว่าจะป้องกันอย่างไร ไม่ให้มีความเศร้าโศกเสียใจ เมื่อความตายจะมีถึง ควรจะพากันรักษาศีล ทำบุญให้ทานเป็นที่งแก่ตนไว้เสียเมื่อก่อนเฒ่า เพื่อไม่ให้เสียทีที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนาที่ดีแล้ว ไม่ให้มีความแคล้วคลาดกินแหนงใจ เมื่อภายหลังนั้นเกิด กล่าวด้วยอานิสงส์ศีลสำเร็จแต่เท่านี้แล ฯ......พระสีวิไชย 8มิย2528






ผู้ตั้งกระทู้ โพธิญาณ ( potiyan@hotmail.com ) ::วันที่ 18-03-2005 16:14:26

แสดงความคิดเห็น

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธภูมิ วันที่ตอบ 2005-12-27 08:43:33 IP : 202.47.238.155



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.