หน้ารวมกระทู้ > รายชื่อพระอรหันต์ในยุคปัจจุบัน...

รายชื่อพระอรหันต์ในยุคปัจจุบันทุกสายทั้งพระสงฆ์ แม่ชีและฆราวาส.....
avatar
ชัย กรุงศรี คนดีศรีอยุธยา 085-1637455


 

รายชื่อพระอรหันต์จากพระธรรมเทศฯองค์หลวงตาพระมหาบัว พลังน้ำใจ: 24  Karma+ Karma-
รายชื่อพระอรหันต์
*** ที่เอามาลงไว้ไม่ใช่เพื่อเป็นการปรามาสแต่ประการใดค่ะ
เผื่อท่านใดอาศัยอยู่ใกล้ๆวัดที่มีรายชื่อดังต่อไปนี้ ท่านจะได้เข้าไปกราบพระอรหันต์ได้ค่ะ
อริยสงฆ์ที่ยังดำรงขันธ์อยู่..ที่หลวงตามหาบัว...กล่าวว่าเป็นเนื้อนาบุญของโลก..

พระอริยสงฆ์ที่องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน (พระอรหันต์แห่งประวัติชาติไทยองค์ปัจจุบัน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ) ได้กล่าวถึงว่าท่านเหล่านี้ได้ปฏิบัติธรรมจนสามารถทำจิตให้บริสุทธิ์, และหมดแห่งกิจที่ควรทำแล้ว ก็จะมีครูบาอาจารย์ต่างๆในสายพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่นมากมาย ที่ท่านหลวงตามหาบัวได้กล่าวถึงประจำ แต่ในบางครั้งท่านเหล่านั้นจะไม่พูดว่าได้ขั้นไหน ๆ แล้วเพราะท่านอาจจะมองเห็นปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น คนมารุมตอม.ไม่เว้นแต่ละวันทำให้ท่านไม่ได้พักผ่อน

ยกตัวอย่างเหตุกาณ์ ในวันนั้นที่ข้าพเจ้าถามพระเถระพระป่า (ไม่ขอเอ่ยนามท่าน) ข้าพเจ้าถามว่า.....ดังนี้

หลวงปู่เป็นพระอรหันต์หรอค่ะ....
ท่านก็จะตอบว่า..........ดูเอานี่ไงหันซ้ายหันขวา..
แล้วท่านก็.....จะทำท่าหันไปข้างซ้าย...หันไปข้างขวาให้เราดู...
คนถามก็จะอดหัวเราะไปกับท่านไม่ได้ค่ะ........

แล้วท่านก็เมตตาบอกว่า....ไม่สำคัญที่จะไปถามว่าพระรูปไหนสำเร็จอะไร เราจะไปกังวลถามทำไม....เราปฏิบัติเองเรารู้เอง..ไม่ต้องถามคนอื่น...

ทิ้งท้ายท่านเมตตาบอกว่า
แต่บุญที่ทำกับพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสนั้นได้กุศลมากเลยทีเดียวนะ....

เหตุกาณ์หนึ่งที่ผู้เขียนได้รับฟังมาจากหูโดยตรง....จากพระธรรมเทศฯองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ท่านได้รับรองว่าท่านนั้น ท่านนี้เป็นพระอริยบุคคลหมดกิเลส หลายรูปค่ะ
ผู้เขียนจึงอดที่จะเอาเอาเทศนาของหลวงตามหาบัว นั้น มาให้ผู้อ่านรู้ด้วยไม่ได้ค่ะ เพราะเข้าใจว่าวันนี้หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบเรื่องนี้ จึงขอเรียนให้ท่านทราบดีงนี้ค่ะ

"พระหมดกิเลสในสายหลวงปู่มั่น นี้ก็ไม่ใช่น้อย แต่ท่านไม่เปล่งบอกใครเพราะเกี่ยวกับอรรถกับธรรมเห็นธรรมดีเลิศกว่า แต่ที่เราบอกเราก็ไม่ได้อวดอุตริ ใดๆ ทั้งสิ้น จริงคือจริงไม่มีปิดบัง ไม่สงสัยในธรรม ใครจะเอาตำราไหนมาอ้าง ก็ให้มันเอามาได้เลย ที่วัดป่าบ้านตาด ดราไม่สะทกสะเทือน จะชี้แจงแถลงไขให้เข้าใจเอง เอ้าเชิญมา....."
(ที่ได้ฟังท่านเปรย ๆ มาก็พอจับใจความมาว่าท่านไหนได้แล้ว...เสียดายที่ไม่ได้อัดเทบไว้ค่ะ)

และนี่ก็คือท่านเปรยว่าล้วนแล้วแต่เป็นพระอริยสงฆ์เนื้อนาบุญของโลกเลยทีเดียว

ท่านบอกว่า
1.ท่านอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดป่าภูริทัตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ประทุมธานี

2.หลวงปู่ลี กุสลธโร
วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

3.หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร
วัดป่าประชาชุมพลพัฒนาราม อ.เมือง จ.อุดรธานี

4.หลวงปู่ขาล ฐานวโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดป่าบ้านเหล่า อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย

5.พระอาจารย์แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

6.หลวงปู่หลวง กตปุญโญ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดคีรีสุบรรพต จ.ลำปาง

7.อาจารย์เหรียญ วรลาโภ (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง)
วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

8.อาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง)
วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

9.หลวงปู่หลอด ประโมทิโต
วัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

10.หลวงปู่มหาเนียม สุวโจ
วัดเจริญสมณกิจ (หลังศาลภูเก็ต ) อ.เมือง จ.ภูเก็ต

11.หลวงปู่มหาเจิม ปัญญาพโล
วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

12.หลวงปู่ศรี มหาวีโร
วัดประชาคมวนาราม อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

13.พระอาจารย์สายทอง เตชธัมโม
วัดป่าห้วยกุ่ม (ใกล้เขื่อนจุฬาภรณ์ ) อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

14.หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป
วัดป่าประทีปปุญญาราม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร

15.พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญมากโร
วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

16.พระอาจารย์เลี่ยม ฐิตธัมโม
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

17.หลวงปู่ทา จารุธัมโม
วัดถ้ำซับมืด จ.นครราชสีมา

18.พระอาจารย์เพียร วิริโย
วัดป่าหนองกอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

19.อาจารย์สาย เขมธัมโม
วัดป่าพรหมวิหาร อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู

20.อาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

21.หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร
วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง จ.กรุงเทพมหานคร

22.อาจารย์พวง สุขินทริโย
วัดศรีธรรมมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร

23.หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

24.หลวงตาแตงอ่อน กัลยาณธัมโม
วัดป่าโชคไพศาล อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร

25.หลวงปู่บุญหนา ธัมทินโน
วัดป่าโสตถิผล อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

26.หลวงปุ่บุญพิน กตปุญโญ
วัดผาเทพนิมิตร อ.นิคมน้ำอูน จ.สกลนคร

27.หลวงปู่ลี ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดเหสลึก อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

28.หลวงปู่แปลง สุนทโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

29.หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี

30.หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป
วัดโพธิ์สมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี

31.พระอาจารย์ท่อน ญาณธโร
วัดศรีอภัยวัน อ.เมือง จ.เลย

32.พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม
วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

33.พระอาจารย์คำบ่อ ฐิตปัญโญ
วัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

34.พระอาจารย์อุทัย สิรินธโร
วัดถ้ำพระ อ.เซกา จ.หนองคาย

35.หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต
สำนักสงฆ์สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

36.พระอาจรย์วิไล เขมิโย
วัดถ้ำพณาช้างเผือก อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

37.หลวงปู่จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูล จ.พิจิตร

38.อาจารย์อ่ำ ธัมกาโม
วัดธุดงคสถานสันติวรญาณ อ.วังโป่ง จ.เพรชบูรณ์

39.หลวงปู่ถวิล
จ.อุดรธานี (ไม่ทราบที่อยู่และฉายาท่าน)

40.อาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสโก
วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี

41.อาจารย์วันชัย วิจิตโต
วัดภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

42.หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต
วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถ้ำเกีย ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

43.อาจารย์เสน ปัญญาธโร
วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

44.อาจารย์คำแพง อัตสันโต
วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

45.พระอาจารย์ปัญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

42.หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต
วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถ้ำเกีย ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

43.อาจารย์เสน ปัญญาธโร
วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

44.อาจารย์คำแพง อัตสันโต
วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

45.พระอาจารย์ปัญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

46.ท่านฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมญาณ ) (ท่านมรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ )
วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
(หลวงปู่สิม เคยปรารภให้อาจารย์มหาบัวฟัง)

47.หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก
จ.สุพรรณบุรี

48.หลวงปู่วัดพระพุทธบาทตากผ้า
(อันนี้หนังสือไม่ชัดครับเล่มนี้เก่ามากครับ )

49.พระอาจารย์มหาโส กัสโป
วัดป่าคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น

50.หลวงปู่คำฟอง เขมจาโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดกุดเรือคำ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร

51.หลวงปู่บุญเพ็ง กัปโป
วัดป่าวิเวกธรรม (วัดป่าช้าเหล่างา) อ.เมือง จ.ขอนแก่น

52.หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ
วัดเกาะแก้วะดงคสถาน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์

53.คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
สำนักชีบ้านห้สยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

54.พระอาจารย์ทุย (ปรีดา) ฉันทกโร
วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย

55.พระอาจารย์สรวง สิริปุญโญ
วัด่าศรีฐานใน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร

56.พระอาจารย์สาคร ธัมวุธโธ
วัดป่ามณีกาญจ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

57.พระอาจารย์จันทร์โสม กิตติกาโม
วัดป่านาสีดา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

58.พระอาจารย์แยง สุขกาโม
วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย

59.หลวงปู่แฟ็บ สุภัทโท
วัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร

60.พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร
วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิตร อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

61.หลวงปู่ผาง โกสโล
วัดภูหินแตก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

62.หลวงปู่หล้า เขมปัตโต (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดบนนพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร

63.ท่านพระอาจารย์สิงทอง ธัมวโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

64.หลวงปู่อ่อนศรี ฐานวโร
วัดถ้ำประทุน ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

65.หลวงปู่ต้น สุทธิกาโม
วัดบึงพลาราม ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย

66.หลวงปู่สมศักดิ์ ปัณฑิโต
วัดบูรพาราม ( วัดหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์

67.หลวงปู่ทอง จันทสิริ
วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

68.หลวงปู่ทองใบ ปภสฺสโร
สำนักวิปัสสนาธุระ (ภูย่าอู่) บ.นาหลวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

69.หลวงปู่คูณ สุเมโธ
วัดป่าภูทอง ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

70.พระอาจารย์ฟัก สันติธัมโม
วัดพิชัยพัฒนาราม ( วัดป่าเขาน้อยสามผาน ) ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่
จ.จันทบุรี

71.หลวงปู่สุทัศน์ โกสโล
วัดกระโจมทอง ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

72.หลวงปู่อ้ม สุขกาโม
วัดภูผาผึ้ง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

73.ท่านพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม
วัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร

74.ท่านพระอาจารย์หลอ นาถกโร
วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม ( วัดถ้ำพวง วัดพระอาจารย์วัน อุตโม ) อ.ส่องดาว
จ.สกลนคร

75.หลวงพ่อทองคำ กาญวันวัณโณ
วัดถ้ำบูชา อ.เซกา จ.หนองคาย

76.หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดป่าบ้านจิก) อ.เมือง จ.อุดรธานี

80.พระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญฺโญ
วัดป่ากุง (วัดป่าประชาคมวนาราม ) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

81.หลวงปู่เผย วิริโย
วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ จ.เลย

82.หลวงปู่คำพอง ขันติโก
วัดป่าอัมพวัน จ.เลย

83.หลวงปู่อว้าน เขมโก
วัดป่านาคนิมิตร อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

84.ท่านพระอาจารย์วิชัย เขมิโย
วัดถ้ำผาจม จ.เชียงราย

85.พระอาจารย์บุญทัน ปุญทัตโต (ท่านเพิ่งจะมรณภาพ เดือน ธค.49 )
วัดป่าสามัคคีสันติธรรม อ.ฝาง จ.ขอนแก่น

86.หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์
วัดเทพธารทอง ต.พลวง กิ่งอ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี

87.หลวงปู่เนย สมจิตฺโต
วัดป่าโนนแสนคำ บ.ทุ่งคำ ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร

88. หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ
วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

89.ท่านพระอาจารย์อุทัย ธมฺมวโร
วัดภูย่าอู่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

90.หลวงปู่ประสาร สุมโน
วัดป่าหนองไคร้ ต.หนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร
91. ท่านพระอธิการ ธรรมรัติ ธัมรโต (ท่านพ่อธรรมรัติ) เจ้าอาวาสวัดชากใหญ่ จ.จันทบุรี ทางไปแหลมสิงห์ ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ฝั้น สายกรรมฐาน
92. หลวงปู่พิศดู มมะจารี วัดเทพธารทอง อ.เขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี - ศิษย์เอกหลวงปู่ลี ธัมมธโร องค์นี้เป็นพระอริยะสงฆ์แน่นอนเพราะเกศา เล็บ ฟัน ศิษย์นำไปบูชา เป็นพระธาตุ หลายคนแล้ว หรือแม้แต่พระเครื่องที่ไม่มีธาตุขันธ์ของท่านผสม แต่ผ่านการอธิษฐานจิตจากท่าน ยังมีพระธาตุเสด็จมาเกาะเลยครับ (อันนี้เห็นมากับตาตัวเองเลย) เห็นหลายท่านที่ส่วนใหญ่บูชาและเป็นผู้ปฏิบัติธรรม หลวงปู่พิศดูเป็นพระพิเศษ ที่ประกอบด้วยธรรมะและอภิญญาพร้อมด้วยคุณสมบัติต่างๆๆที่เหมือนปฏิสัมภิทา ผมไม่อาจจะกล่าววได้ว่าท่านใช้หรือไม่เพราะผมไม่ใช่พระพุทธเจ้าไม่สามารถพยากรณ์ได้ครับแต่องค์นึ้ผมอยากหใทกคนไปกล่าวแล้วจะรู้ว่า องค์นี่แหละปฏิสัมภิทา
93. หลวงปู่ละมัย สำนักสงฆ์สวนสมุนไพร จ.เพชรบูรณ์
องค์นี้ทราบมาจากครูบาอาจารย์หลายท่าน เมตตาบอกให้ว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ทรงอภิญญา สูงส่งด้วยอิทธิฤทธิ์ และบุญฤทธิ์ พิศดารสุดจะพรรณา
94. หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต สวนทิพย์ นนทบุรี
หลวงปู่บุญฤทธิ์นี้ โดยท่านบอกประมาณว่า..."เคยไปหาองค์บุญฤทธิ์ไหม อยู่ไม่ไกลน่าจะไปหา องค์นี้ก็ไม่แพ้ใคร จิตท่านสะอาด ใสจริงๆ" ซึ่งพวกเราเพิ่งไปทำบุญมากันและอิ่มบุญกันทุกคน

ขออานิสงส์แห่งบุญนี้จงอภิบาลและดลบันดาลให้ผทุกๆท่านและครอบครัวของท่านทั้งหลาย จงประสบจตุรพิธพรชัยและสัมฤทธิ์ผลในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ ไร้โรคภัยไข้เจ็บมีอายุมั่นขวัญยืน เป็นผู้ที่มีแต่ความร่ำรวยโภคทรัพย์มีอายุวัฒนะอยู่เย็นเป็นสุข

แทมมี่ www.yantip.com



 

 


ผู้ตั้งกระทู้ ชัย กรุงศรี คนดีศรีอยุธยา 085-1637455 (chai_krungsri-at-yahoo-dot-com) กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2010-08-30 18:40:54 IP : 115.87.231.245


[1]

ความเห็นที่ 1 (3244201)
avatar
L'Chai 02-9707986

พระอรหันต์ยุคปัจจุบัน
แจ้งลบกระทู้


ขอรายชื่อพระสงฆ์ยุคปัจจุบันที่สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด รวมทั้งฝ่ายชายฝ่ายหญิงด้วย.....

 
โมทนาสาธุการ ::  2005-06-14 14:25:14

 

 
แจ้งลบความคิดเห็น

ผมพอรู้ว่าสัจธรรมที่จริงแล้วไม่มีอะไรครับรหัสนัยก็คือ (ไม่อะไร กับอะไร) เป็นคำสอนของหลวงพ่อโพะศรีสุริยะครับท่านบอกว่าการบรรลุธรรมไม่ต้องนั่งสมาธิเพราะเมื่อเรานั่งจะทำให้เกิดอาการยึดติดขึ้นมาท่านบอกว่าให้วางพระอรหันต์ก็เหมือนคนธรรมดาแต่ท่านวางกับอารมณ์ของท่านได้ปลงเป็นส่วนที่กระดูกเป็นพระธาตุก็เพราะจิตแห่งสังขารนั้นสว่างแห่งการวางผมไม่ได้กล่าวหาพระนะครับพระนักปฎิบัติบางองค์ไปได้แค่พรหมโลกเพราะยึดติดกับอารมณ์ญาณการเป็นผู้บรรลุธรรมของหลวงพ่อคือวางเป็นทุกสถานการท่านบอกว่า อภิญานั้นน่ะมันเกิดง่ายตาทิพย์ท่านบอกว่าแค่วางจากรูปตาทิพย์ก็เกิดส่วนพระอรหันต์ท่านวางแม้แต่ของเป็นทิพย์ก็คือวางนะครับ รหัสนัยคือ(คำตอบ)แห่งการบรรลุธรรมคือ      ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่อะไร กับอะไร ไม่ต้องเริ่ม ต้องจบอย่างไร วางให้เป็น ให้ปลง ไม่ใช่ให้ปฏิบัติ ผมคิดว่าหลวงพ่อท่านก็คงบรรลุธรรมแห่งการหลุดพ้นแล้วเพราะธรรมมะที่ท่านแสดงมันตรงกับสัจธรรมแห่งพระบรมศาสดามากเลยครับเพราะ วางก็คือกฏธรรมชาติ (อนัตตา)ถ้าใครสนใจสัจธรรมก็ค้นหาใน google ว่าร่มโพธิธรรมแล้วก็จะมีธรรมมะของหลวงพ่อให้โหลดเต็มเลยครับส่วนที่ว่าภาคอีสานทำไมมีพระอรหันต์เยอะเพราะอนาคต ภาคอิสานจะเป็นศูนย์กลางพระพุทธศษสนาของโลกครับ

                                                                                                      ขอขอบครับ โส..... 

 คนรักเพื่อนมนุษย์ (asky100-at-Hotmail-dot-com) 2010-08-07 21:40:49

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

จริงๆแล้วไม่มีใครบอกได้หรอกครับว่าองค์ไหนสำเร็จหรือไม่ หรือบรรลุถึงขั้นไหน พระอรหันต์มีหลายแบบครับแบบไม่มีคุณวิเศษก็มีหลายๆองคฺ์ในตำนานของสมัยพระพุทธเจ้าที่สำเร็จโดยความเพียร

ผมอ่านในกระทู้นี้มีหลายความเห็นนะครับ คำว่าสมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าคือ องค์อริยะที่สำเร็จธรรมโดยพระองค์เองครับมิต้องมีผู้ใดชี้ทางและสั่งสอนค้นพบและเข้าใจได้โดยตนเอง ต้องใช้ความเพียรภวนาอยู่หลายภพหลายชาติครับ ซึ่งพระสัมมาพระพุทธเจ้าก็มีสองแบบอีกครับ ซึ้งสำเร็จและนำความรู้ที่ได้มาเผยแผ่เพื่อช่วยมวลมนุษย์ อย่างเช่น พระพุทธเจ้าโคดม หรือพระพุทธเจ้าทีปังกร เป็นต้น และอีกแบบที่สำเร็จได้ด้วยพระองค์เองแต่มิได้เผยแผ่หลักธรรมที่ทรงรู้แจ้งเห็นจริงแล้วก็มีครั้บ ลองหาศึกษาได้ในตำนานและประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาได้ครับ

ส่วนพระอรหันต์คือพระผู้ประเสริฐแล้วที่เดินตามรอยพระพุทธเจ้าได้วางไว้กำหนดและบอกหนทางของการหลุดพ้นไว้อย่างเรียบร้อยแล้วเพียงแค่ท่านปฏิบัติตามและทำให้เกิดผลได้จริง เพื่อแสวงหาการหลุดพ้นจากทุกข์เวทนาทั้งปวงครับ คำว่า อรหันต์คือบุคคลที่ประเสริฐแล้วครับ ในสมัยพุทธการ ก็มีเรื่องเกิดขึ้น เรื่องของพระอรหันต์ตาบอดครับ ท่านตาบอดและได้เข้าใจบรรลุถึงหลักธรรมทั้งปวงของสมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าแล้วจึงได้บรรลุอรหันต์ พอหน้าฝนท่านจำวัดและทำกิจภาวะนาท่านเดิน ภาวะจิตเนื่องจากท่านตาบอด จึงมองไม่เห็นพวกแมลง หรือ กบ เขียดสัตว์เลี้อยคลานต่างๆ พระรูปต่างๆเห็นจึงเอาไปฟ้องพระพุทธเจ้าโคดมครับ ท่านจึงเรียกประชุม และทรงตัดสินว่า พระอรหันต์คือผู้หมดสิ้นทางกิเลสทั้งปวงแล้ว ท่านจึงไม่จิตจะขุ่นเคือง แค้นทำร้ายผู้ใด ไม่มีการสร้างบาป ไม่ต้องการอะไรนอกจากความว่าเปล่า สิ่งที่ท่านอรหันต์ตาบอดท่านนี้ทำจึงเป็นแค่ กริยา ครับไม่ใช่เกิดจากความตั้งใจ แค่กริยาธรรมชาติ จึงไม่ผิดแต่อย่างใด ฉะนั้น พระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่หลุดพ้นแล้วหมดสิ้นบ่วงทั้งปวง ไม่ยุ่งกับทางโลกแล้วครั้บ

มาในส่วนของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์คือผู้ที่ประกอบการบำเพ็ญเพียรมาอย่างยาวนานครับโดยมีความเมตตาเพื่อสัพสัตว์เป็นที่ตั้งมากกว่าการต้งใจที่จะหลุดพ้น ในศาสนาพุทธนั้นก็มีหลายๆองค์ คันนนท์พันมือ เจ้าแม่กวนอิมนี่ก็ใช่ครับ ตามตำนานพระพุทธศาสนาของจีนได้มีเนื้อหาไว้ประมานว่า เจ้าแม่กวนอิมท่านเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีความเมตตา และบำเพ็ญเพียรบารมีจนสามารถหลุดพ้นบ่วงกรรมกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว ท่านจึงจะกลายเป็นพระอรหันต์ครับ แต่บังเอิญระหว่างทางที่ท่านผ่านไปหาพระยูไล(คำเรียกสมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าของเรา)เจ้าแม่กวนอินท่านทรงแลเห็นกวางตัวหนึ่งกำลังติดกับดักบ่วงนายพรานครับท่านจึงสงสาร มีจิตเมตตา อาวรสงสาร พระยูไลท่านมองเห็นจึงทรงตรัสกับเจ้าแม่กวนอิมว่า ถ้าเป็นห่วงก็ไปเถอะ ท่านยังไม่พร้อมที่จะเป็นพรอรหันต์ เพราะท่านยังมิอาจตัดทุกข์เวทธนาบ่วงแห่งวตะสงสารไปได้ ท่านจึงถูกยกย่างว่าเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาครับ

จะเห็นได้ว่าพุทธศาสนามีหลายนิกาย หลายความเชื่อซึ่งแตกแขนงไปหลายรูปแบบ แต่มีหลักยึดติดกันไว้ที่ การหลุดพ้นบนทางสายกลางครับ  ทางจีนจะให้ความสำคัญกับทางพระโพธิสัตว์มากกว่า การสำเร็จเป็นพระอรหันต์

หรืออย่างทางทิเบตถ้าใครได้มีโอกาสได้อ่านเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสายนี้(หาอ่านได้จากหนังสือพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ครับถ้าใครสนใจ) ก็จะเห็นได้ว่าทางทิเบตจะสอนว่าการหลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ช่วยคนได้น้อยกว่า การสำเร็จเป็นอริยะบุคคลในระดับสัมมาพระพุทธเจ้าครับ จึงได้มีการสอนในแนวทางความเชื่อว่าทุกคนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ ย่อมดีกว่าเป็นแค่พระอรหันต์

และผมขอเล่าต่อในกรณีพระอรหันต์นะครับ จริงๆก็มีหลายตำนานในสมัยพุทธการ คนที่ไม่ได้มีการบวชและสำเร็จอรหันต์เพราะเข้าใจและมุ่งเน้นทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า (ผมจำชื่อพระอริยะท่านนี้ไม่ได้) ตามตำนานยังเล่าอีกว่า เมื่อท่านสำเร็จแล้ว สมเด็จสัมพระพุทธเจ้าทรงตัสกับอรหันต์รูปนั้นว่า ท่านจำเป็นต้องออกบวชพระผู้ที่สำเร็จอรหันต์แล้วไม่อาจจะใช้ชีวิตทางโลกได้ แต่ก่อนที่จะได้ออกบวชอรหันต์ท่านนี้ได้ละสังขรโดยการโดยควายที่เลี้ยงไว้ขวิดสิ้นโดนควายตัวนี้มีกรรมก่อไว้กับอรหันต์รูปนี้เมื่อชาติก่อน ตอนแรกจะมีการเผาและฝังอัตถิไว้บนดินแต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไม่ได้พระถ้าบุคคลธรรมดาข้ามอัตถิผู้สำเร็จอรหันต์จะเป็นบาปติดตัวแก่บุคคลนั้นจึงได้มีการก่อเป็นเจดีขึ้นเพื่อไว้อัตถิ

และนอกจากคนที่ไม่ได้บวชแล้ว นอกจากมนุษย์ ก็สำเร็จได้เช่นกันเช่น พญานาคที่จำแลงเป็นมนุษย์และออกบวชจนได้สำเร็จอรหันต์ พอตอนหลังพระพุทธเจ้าท่านรู้ จึงได้มีมีการออกกฎว่า มนุษย์เท่านั้นที่สามารถบวชได้ (ถ้าใครเคยบวชก่อนเป็นพระก็จะเจอคำ ถามตอน เข้าพิธีอุปสมบทว่า มนุษย์โสสิ คือถามว่าเป็นมนุษย์ใช่ไหมนั่นเอง) นอกจากนี้ก็ยังมีภิสุณีที่ออกบวชตอนที่ไม่รู้ตัวเองท้องและสำเร็จอรหันต์ทั้งที่ตั้งท้องก็มีครับ

หรือในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ได้ชื่อว่าเป็นมหาพุทธบริษัท ก็มีเรื่องพระอรหันต์ปลอมที่หลอกให้ท่านประหารคนธรรมดาและพระสงค์มาแล้วในตำนาน จนต้องร้อนเรียนเชิญพระอรหันต์รูปหนึ่งมาบัญญ้ติกฎเกณฑ์ในกฎแห่งสงค์ใหม่

ซึ่งจะเห็นได้ เป็นการยากนักว่าจะให้บอกว่าใครสำเร็จหรือไม่สำเร็จระดับไหนครับ เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว ตั้งแต่พระพุทธเจ้าสิ้นไป ก็ไม่มีใครจะบอกได้แน่แท้ถึงระเบียบวินัย หรือการระบุถึงการเป็นอรหันต์หรือไม่ประการใด

ซึ่งผมมองว่าอยู่ที่ใจเนื้อแท้ของใจเราให้เป็นไปครับ และก็บุญบารามีในการพบเจอท่านที่เป็นอรหันต์อริยะบุคคลแห่งโลก ต่อให้ท่านอยากเจอมากเท่าใดแต่ใจเราเป็นจิตอกุศล ต่อให้ทำบุญกับพระอริยะบุคคลท่านก็ไม่ได้บุญเท่าไหร่หรอกครับ แต่ถ้าท่านจิตสมาทานเป็นกุศลบุญ ท่านก็จะได้พบเจออรหันต์ในใจของท่านเอง ศาสนาพุทธสอนให้เรามองแก่นแท้ที่ตำสอน ไม่ได้สอนให้เรายึดถือวัตถุหรือบุคคล พระพุทธคือสิ่งที่เตือนใจให้เรานึกถึง พระสงค์คือสาวกแห่งการเผยแผ่ แต่หัวใจคือพระธรรมครับ พระพุทธเจ้าโคดมท่านสอนให้เราคิด มากกว่าชักจูงครับ ไม่ว่าท่านจะหรือมีโอกาสเจอพระสงค์ระดับอริยะหรือไม่ก็ไม่สำคัญเท่าใจท่านจะพบเจอพระอรหันต์ในตัวท่านหรือเปล่ามากกว่า

ขอบคุณทุกท่านและทุกความคิดเห็นครับ และขอโทษที่สิ่งที่ผมเขียนอาจจะก่อความรำคาญใจแก่ผู้ใดไปบ้าง

โต้ง (apivuth-at-hotmail-dot-com) 2010-07-05 01:21:00

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

 เราบอกแล้วว่า หลวงปู่สาวกโลกอุดรธรรมปาโล องค์เดียวหลังพ.ศ.900 ลองไปฟังดูจะได้ไม่ไปถามใครอีก sawoklokudorn.com ไปดูเถิดท่านผู้เจริญ

 บุตรพุทธสมณโคดม  2010-07-04 07:35:52

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

ผมก็พอจะเข้าใจว่าคำว่า สำเร็จอรหันต์ นั้นหมายถึงหลุดจากการเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวก ส่วนพระที่สำเร็จนั้น จากที่ทราบและข้อปฏิบัติขิงพระท่าน ท่านไม่สามารถที่จะบอกหรือแจ้งได้ ว่าท่านสำเร็จ อรหันต์เเล้ว ดังนั้นจึงไม่ปรากฎว่าพระองค์ใดสำเร็จ บรรลุอรหันเลย เเละเราจะรู้ได้อย่างไร แต่จากคำบอกเล่าจากโบราณ พระที่สำเร็จอรหันนั้น กระดูกจะกรายเป็น พระธาตุ ซึ่งการกรายเป็นพระธาตุนั้นบางองค์ก็จะไม่กรายเป็นพระธาตูเลย อาจเป็นปี หรือหลายปี กระดูจึงจะกรายเป็นพระธาตุ หรือบางองค์ เมือ่เผาแล้วกระดูกจะกรายเป็นพระธาตุหลังจากนั้นในทันที แต่จากปัจจุบันนี้ยังแทบไม่มีปรากฎว่าพระสงฆ์องค์ใดเมือ่เผาศพท่านแล้วกระดูกท่านกรายสภาพเป็นพระธาตุ  แต่ในปัจจุบันนี้ก็อาจจะยังมีพระที่ปฏิบัติดีอยู่ไม่น้อย แต่ไม่แสดงตน เพระในสายปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ท่านจะไม่แสดงสิ่งใดๆเลยให้ประชาชนได้รู้ว่าท่านมีฤทธิ์ มีวิชา สำเร็จ เพระไม่ใช่กิจของท่าน ส่วนพระท่านที่เห็นปัจจุบันจะเป็นลักษณะที่ รู้ เห็น อวดอ้างสรรพคุณหลายๆด้าน ก็ไม่ใช่ว่าท่านไม่มีนะครับ แต่ถ้าจะบอกว่าสำเร็จไหม ยังไม่สำเร็จครับ อาจได้ชาญในระดับหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดสิ่งต่างๆมากมาย เช่น รู้อนาคต เรียกฝน เรียกลมได้ และอีกหลายอย่าง  นั่นคือความเข้าใจส่วนตัวของผมนะครับ ผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วย 

 วิทย์  2010-06-23 15:28:16

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

คือทำไมพระอรหันต์ถึงมีแต่คนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เยอะจังครับตอบหน่อยได้หรือเปล่าครับ  อรหันต์หมู่เฮาหรือเปล่าครับ

 นมตราหมี  2010-04-17 20:07:10

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

หลวงปู่เณรคำไม่ใช่พระอรหันต์ครับ(ใช่ครับ....Webmasterยืนยัน ท่านควรไปขอขมาลาโทษท่านเสียนะ)

 เก่ง 2010-03-18 14:22:31

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

มีเพียง 1 อง์หลังพุทธะกาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 900 มา คือหลวงปู่สาวกโลกอุดรธรรมปาโล นอกนั้นไม่มีใครตอบได้ในเรื่องปฏิจสมุปบาท  และเรื่องจิตรของคนอยู่ตรงไหน อยากรู้ไปที่ www.sawoklokudorn.com สำหรับผู้มีบารมีเท่านั้น

บุตรพุทธะสมณโคดม  2010-03-05 11:54:00

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

กระผมได้แต่ปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ สงบมังไม่สงบมัง ขอแสดงความอนุโมทนากับพระที่ท่านเป็น อริยะสงฆ์

 แสวงธรรม 2010-02-25 21:51:23

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

พระอรหันต์ต้องมีญาณหยั่งรู้อริยสัจสีและปฏิจ.จะสมุปบาทเท่านั่นในประเทศไทยมีแค่องค์เดียวเท่านั่นต้องเทศวิธีการตรัสรู้พระพัญญุตญาโณในมโนวารอย่างแท้จริงให้เราฟังได้อย่างถูกต้อง

 วิวัฒน์  2009-11-12 00:14:15

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

มนุษย์ผู้หลงทางมีมากยากที่จะรู้ได้เหมือนกัน อย่าอยากฉลาดให้โง่ตายเสียก่อน ในการปฏิบัติธรรม

 

 อมตะธรรม 2009-08-18 11:24:27

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

ที่ชัดเจนที่สุด ก็องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดบ้านตาด จ.อุดรธานี ไง มีเครื่องพิสูจน์แล้วว่าองค์ท่านสำเร็จกิจที่ควรทำแล้ว  (ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง) แปรเป็นพระธาตุ ก็มีหลายองค์ เช่น หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดป่ากุง ร้อยเอ็ด อายุ93 ปีแล้วหลวงปู่ลี กุสลธโร วัดถ้ำผาแดง จ.อุดรธานี กรุงเทพฯก็หลวงปู่บุญฤทธิ์ บัณทิโต  หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล (ได้ขณะอยู่ในป่า)และใครไปเที่ยวพระมหาเจดีย์ชัยมงคล (ผาน้ำย้อย)อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ก็แวะกราบหลวงพ่อพระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญโญ ได้องค์นี้หลวงตามหาบัว และหลวงปู่ศรี การันตีแล้วว่าสำเร็จแล้ว แน่นอน เพราะเกสา และเล็บ ได้กลายเป็นพระธาตุแล้วนั่นเอง ส่วนทางเหนือ ก็หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุณญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ เชียงใหม่ หลวงพ่อเปลี่ยน ปัญญาปทีโป แม่แตง ที่ดับขันธ์แล้วร่างกายแปรเป็นพระธาตุก็ได้แก่หลวงพ่อฤาษีลิงดำวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ส่วนครูบาอาจารย์ที่ไม่ได้เอ่ยถึงนั้นที่สำเร็จแล้วก็มีมากมาย เช่นกันwww.rakpratat.com

doodee92@hotmail.com (doodee92-at-hotmail-dot-com) 2009-07-16 10:07:23

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

ตราบใดที่ยังมีผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อที่จะหลุดพ้นตามกาลใดก็ตาม(อะกาลิโก) นั่นก็หมายความว่าย่อมมีพระอรหันต์หรือพระอาริยบุคคลฉันใดก็ฉันนั้น   ด้วยวิสัยของปถุชนเดินดินกิเลสหนาปัญญาหยาบจะสรุปเอาเองตามสำผัสอันหยาบๆที่ตนมี ด้วยตา หู จมูก ลิ้ กาย ใจ ตัดสินเอาเองว่าไม่มีพระอรหันต์   แต่ที่จริงแล้วพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์นั้นมีเยอะแยะทั้งที่แสดงตัวและไม่แสดงตัว

 ผู้กำลังเดินทาง 2009-06-13 11:00:18

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

หลวงปู่เรรคําคือพระอรหันต์องค์หนึ่งในปัจจุบัน

ท่านจะเกิดชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย(ถูกต้องครับ....Webmaster)

 เด็กคิดดี (aof_x0x-at-hotmail-dot-com)2009-03-11 10:30:33

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

เอ...เห็นเพื่อนผมบอกว่า หลวงปู่สาวกโลกอุดรธรมมะปาโล ท่านก็เป็นพระอรหันต์ในยุคปัจจุบัน อยู่นะครับ เพราะว่าท่านแสดงอริสัจสี่และปกิจสมุบาทโดยสภาวะได้ไม่ใช่แต่โดยหนังสือหรือตำราท่องจำ

 

 คนรักธรรม 2009-02-06 16:09:54

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น
ผมว่าก็จิงอย่างที่เขาว่า  ถึงอย่างไรเราอย่าไปคิดว่าใครเป็นพระอรหันต์ มันไม่ความจำเป็นเลย เพราะในยุคหลังพุทธกาลนี้ ไม่มีทางที่ใครจะได้บรรลุได้หรอก เพราะว่า ในปัจจุบันมี กิเลส ดิลิเวอรี่จัดส่งมาถึงบ้านเร็วยิ่งกว่าจรวด แค่ปลายนิ้วเน้น ก็สามารถโกหกได้สารพัดรูปแบบ  อีทั้งพระเดวนี้วินัยย่อนยาน บางรูปบางองค์อ้วนท้วนสมบูรณ์ ทั้งงง้าน เอาแต่ท่องว่า ปฏิสังขาปิณฑปาโต ทั้งชาติ ก็ไม่ได้ไรหรอกก เห็นแล้วผมว่า  อีกอย่างนึง ผมเคยได้ยินว่า การที่เราจะรู้ว่าใครเป็นพระอรหันต์นั้นต้องมีภูมธรรมที่เหนือกว่า คือ พระพุทธเจ้า ส่วนตัวผมนี่ตอนแรกอยากเป็นพระอรหันต์เห็นว่ามีคุณวิฌศษมากมาย แต่พอได้รู้ว่าพุทธเจ้าใครก็เปนได้จึงอยากเป็นพุทธเจ้าดีก่า 
สาวกหลวงปู่มั่น  2008-12-26 04:17:37

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

นายรวิพันธุ์   กองทรงวิศิษฐ์

เพชรบูรณ์ (หนองไผ่)

ศิษย์พระศรีอาริย์ 2006-04-08 15:04:03

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

กระทู้คล้ายๆกันแบบนี้ สอบถามกันมาบ่อยมาก ก็ดีครับแสดงว่าคนไทยยังเคารพนับถือพระอริยเจ้าอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ศาสนาพุทธก็จักธำรงวัฒนาต่อไปอีกนาน.....ชื่อของพระสงฆ์ในปัจจุบัน บางท่านประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าเป็นอรหันต์ แต่ความจริงก็ยังไม่ได้เป็นอรหันต์ บางท่านเป็นอรหันต์ แต่คนทั่วไป ก็ไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามท่าน มีพระอริยสงฆ์หลายองค์เป็นผู้สำเร็จในปัจจุบัน แต่ก็ไม่มีใครรู้ เอาเป็นว่า พระอริยะทุกองค์ ก็มีเป้าหมายการหลุดพ้นทั้งสิ้น แต่การสำเร็จจุดใดจุดหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า "เสร็จ".....

ดังเช่น พระอรหันต์จี้กง- ซึ่งถือเป็นพระโพธิสัตว์เดินดิน ที่โปรด 3 ภพ พระโพธิสัตว์หลวงปู่ทวด(เหยียบน้ำทะเลจืด) พระโพธิสัตว์สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังษี ส่วนท่านอริยะองค์อื่นๆ ที่สร้างบารมี เช่น หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ ก็จะมาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตเหมือนกัน ส่วนองค์ใดจะเป็นอรหันต์หรือไม่? เราเองก็ยังไม่ใช่อรหันต์ ก็ไม่สามารถตัดสินว่าใครเป็นอรหันต์หรอกนะ.....รู้แต่ว่า หลวงพ่อเกษม เขมโก มีพินัยกรรมที่จะไปนิพพาน ท่านกล่าวไว้ในพินัยกรรมว่า คุณของพระนิพพาน คือ คุณของอากาศ(ชีวิต) 10 ประการ คือ 1)ไม่มีรูป แต่มองเห็น (ความว่าง) 2)ไม่มีสี 3)ไม่มีกลิ่น 4)ไม่มีรส 5)ไม่มีสัมผัส 6)ไม่มีเกิด 7)ไม่มีแก่ 8)ไม่มีเจ็บ 9)ไม่มีตาย10)มีแต่ความว่างที่มองเห็น เดินไปอย่างอิสระเสรี เหมือนนกบินไปอย่างอิสระเสรี ไร้ร่องรอย ไม่มีขอบเขต พระอรหันต์ ตือ ผู้ที่หมดความปรารถนาแล้ว ไม่มีอดีต คือ หมดหนี้ ไม่มีอนาคต ไม่สร้างหนี้ให้แก่ผู้อื่น ไม่คิดจะช่วยใคร ช่วยแต่ตัวเองให้หลุดพ้น ทางโลกวิญญาณถือว่า เอาตัวรอดเป็นยอดดี.....

พุทธจิตธรรมญาณ  2005-06-15 18:48:10

 

ผู้แสดงความคิดเห็น L'Chai 02-9707986 ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-08-31 15:36:12 IP : 58.8.102.85

ความเห็นที่ 2 (3244212)
avatar
พุทธญาณ 085-1637455


พระอรหันต์ยุคนี้!!!

 

พระอรหันต์ยุคนี้มีหรือไม่ อยู่ที่ใดใครรู้บอกหนูบ้าง จะได้ไปถามท่านเรื่องหนทาง เลียนแบบอย่างท่านทำสำเร็จลง.....พระอรหันต์ทุกวันนี้มีหรือไม่ ท่านชื่อไรวานบอกนามตามประสงค์ อยู่วัดไหนจังหวัดใดตามใจจง ตอบตรงๆให้ถนัดแลชัดเจน......ขอบคุณค่ะ


 สาวภูไท   [27 Nov 2004 09:53] Viewer [115] Answer[13]   delete 
 


  ลุงพุงโล  
 28 Nov 2004 16:06 #737114    delete

 

พระอรหันต์ยุคนี้มีถมไป แต่อรหันต์ในใจสำคัญกว่า ดังที่สาวภูไทแสวงหา สมปรารถนาดังหวังวันนี้เอย..


ล.พ.เทพโลกอุดร(รวมถึงคณะท่านโกวิดะ ประเทศพม่า)
ล.พ.เกษม เขมโก ลำปาง(ท่านมรณภาพไปแล้ว แต่ศึกษาคำสอนท่านก็ได้นะครับ)
ล.พ.พุทธอิสระ นครปฐม(รูปนี้สำคัญ)
ล.ป.เที่ยงธรรม อีสาน(ลูกศิษย์ล.พ.เทพโลกอุดร)
ยังมีอีกมาก...


....ใครทราบอีกก็ช่วยบอกต่อด้วย...



  ลุงใหญ่  
 28 Nov 2004 17:12 #737139    delete

 

เข้าข่ายหลอกลวงผู้อื่นแล้วละคุณพุงโล



  เจนจิรา ซุง  
 29 Nov 2004 06:26 #737458    delete

 

หลอกลวงยังไงคะ ช่วยบอกหน่อยได้ไหม กรุณาอย่าพูดอะไรกำกวมได้ไหมคะ คนเขาต้องการรู้จริงๆนะ จะรู้ไปทำไม อย่างน้อยเราก็ทราบว่าปัจจุบันยังมีพระอรหันต์อยู่ ถ้าเรามีโอกาสผ่านไปมาเราก็ไปทำบุญทำทานกับท่าน ก็จะได้กุศลมาก หรือมีโอกาสก็ขอคำแนะนำในการปฏิบัติจากท่านโดยตรง ก็มีเท่านี้แหละค่ะ



  ชัย กรุงศรี   
 29 Nov 2004 06:44 #737464    delete


มีผู้รู้บางท่านบอกว่า หลวงพี่เล็ก(จากวัดท่าซุง ศิษย์หลวงพ่อฤาษีฯ) อยู่วัดท่าขนุน กาญจนบุรีก็สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ท่านเขียนหนังสือไว้หลายเล่มแล้ว ข่าวว่าออกเดือนละ1เล่มเท่านั้น จะได้อ่านกันเฉพาะญาติโยมใกล้ชิดเท่านั้นเอง น่าเสียดายมากๆเลย น่าจะมีโอกาสเผยแพร่ไปได้กว้างไกลกว่านี้จะเป็นประโยชน์กับคนจำนวนมากต่อไป......

เมื่อ 2 วันมานี้ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่าได้ไปพบพระอรหันต์เข้าอีก1องค์ อายุประมาณ40เศษๆเท่านั้น อยู่ที่จังหวัดราชบุรี ท่านบอกให้พบได้ครั้งเดียว ต่อไปให้ติดต่อกับท่านทางจิต ท่านถามท่านว่าธรรมะที่ท่านเผยแพร่ตอบในเว็บไซต์ก็ดี หรืออบรมสั่งสอนขณะนี้ก็ดีถูกต้อง/ผิดพลาดอย่างใดหรือไม่ ท่านก็ตอบว่าถูกต้องอยู่แล้ว แต่หาคนตอบหรือสอน/พูดคุยในลักษณะแบบนี้หายากมากหน่อยนะ......ท่านบอกก่อนหน้านี้นานแล้วว่า หลวงพ่ออิสระมุนี ก็เป็นพระอรหันต์หลายปีมาแล้ว(เดิมท่านปรารถนาพุทธภูมิ ต่อมาได้ลาพุทธภูมิไปแล้ว).....หลวงพ่อฤาษีฯเมื่อท่านมีชีวิตอยู่ท่านก็ยืนยันว่า แม่ชีประทุม โชติอนันต์ แห่งสำนักฯปากช่อง หม่อมเจ้าวิภาวดี รังสิต ก็เป็นพระอรหันต์ฝ่ายสตรี ก็เสียดายอีกแหละว่า คำสอนของท่านไม่ค่อยมีปรากฏเท่าไหร่ จะมีลงโลกทิพย์โลกลี้ลับบ้างก็เป็นบางตอนสั้นๆ ไม่มีที่รวบรวมเป็นเล่มๆบริบูรณ์เลย น่าจะมีการอนุรักษ์เผยแพร่ไปในวงกว้างบ้าง......



  ชัย กรุงศรี   
 29 Nov 2004 06:57 #737474    delete


1.หลวงปู่ละมัย (ศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดร) สวนป่าสมุนไพร เพชรบูรณ์
2.หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
3.หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ จ.หนองคาย
4.หลวงปู่กอง จันทวังโส วัดสระมณฑล อยุธยา(ศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดร) มรณะภาพแล้ว

5.หลวงปู่ชื้น พุทธะสโร วัดญาณเสน อยุธยา มรณะภาพแล้ว
6.หลวงปู่สรวง อายุกว่า400 ปี ยังมีชีวิตอยู่แถวชายแดนศรีสะเกษ
ฯลฯ



  โอ่    
 30 Nov 2004 13:40 #738991    delete

 

เชื่อว่าพระอรหันต์และพระอริยบุคคลยังมีอยู่ในศาสนานี้ แต่ใครจะไปพยากรณ์ได้ว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ส่วนท่านเองก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปบอกใครๆได้ ดังนั้นขอให้ดูข้อวัตรปฏิบัติของแต่ละท่าน ดูคำสอนการเทศนาของท่าน ดูศีลวัตรของท่านว่าเป็นอย่างไร อันนี้ต้องเข้าไปใกล้คือไปฟังธรรมไปดูว่าท่านเป็นอย่างไร ถ้าพระภิกษุนั้นพยายามปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถึงแม้ท่านจะไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ถือเป็นเนื้อนาบุญอันควรถวายทาน ควรแก่การกราบไหว้แล้ว มีพระรูปหนึ่งท่านบอกว่าท่านไม่ได้เป็นพระอริยบุคคล มิได้เป็นโสดาบันอะไรหรอก (เพราะคนมักเชื่ออย่างนั้น ท่านจึงบอกว่าไม่ใช่หรอก) ท่านบวชมาหกสิบกว่าพรรษาแล้ว อายุก็แปดสิบกว่าแล้ว ท่านรักษาศีลเคร่งครัด ตั้งแต่หนุ่มๆ ไม่คุยกับผู้หญิงสองต่อสอง และไม่อยู่ในที่ผู้หญิงอยู่สองต่อสองแม้ในที่โล่งแจ้ง ท่านปฏิบัติอย่างนี้แม้ในขณะนี้ ท่านฉันในบาตรมื้อเดียว ถ้าลุกจากที่นั่งฉันอาหารแล้ว จะไม่นั่งลงฉันอีกเป็นครั้งที่สอง หรือฉันเสร็จแล้วตอนใกล้เที่ยงมีคนเอาน้ำเต้าหู้มาถวายท่านจะไม่ฉัน เพราะถือเป็นอาหาร จะฉันหลังจากอาหารเช้าก็ฉันแต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่าเป็นคิลานเภสัชเท่านั้น ในวัดของท่านจะห้ามจุดไฟเผาเศษหญ้า(แต่ก็มีคนแอบทำ) เพราะจะทำให้สัตว์เล็กสัตว์น้อยอยู่ในกองหญ้าหรือใบไม้ถูกเผาตาย ท่านเทศน์เกือบทุกวัน แม้อายุมากแล้วยังเดินทางไปเทศน์ต่างจังหวัดทั่วประเทศ แต่ท่านบอกว่าท่านเป็นพระปุถุชนไม่บรรลุแม้โสดาบัน



  ธรรมจักร    
 30 Nov 2004 21:22 #739431    delete

 

ก็เป็นไปได้ครับ แต่ในทัศนะของผม ผมว่าผู้คนจะเชื่อว่าพระที่ท่านพูดถ่อมตนว่าเป็นพระธรรมดาว่าเป็นพระอรหันต์มากกว่าพระบางองค์ที่ประกาศตนว่าตนเองเป็นพระอรหันต์ ความจริงถ้าท่านเป็นพระอรหันต์จริง แล้วบอกว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่ได้ผิดอะไรตรงไหน เพราะท่านเป็นจริงๆ ไม่ใช่การโอ้อวดหรืออุตริมนุษยธรรม(ธรรมที่ไม่มีในตน)....แต่ที่ท่านไม่พูดเพราะถ้าพูดแล้วคนไม่เชื่อ ก็จะเป็นบาปกรรมกับเขา ท่านเมตตาสงสารเกรงว่าเขาจะต้องรับกรรมโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ท่านจึงไม่พูดหรือพูดกลบเกลื่อน เป็นเรื่องขำขันไป เช่นว่า ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ แต่เป็นพระอรเห เร่ร่อนไปทางโน้นไปทางนี้วันๆหนึ่ง เป็นต้น



  ลุงใหญ่  
 1 Dec 2004 18:16 #740457    delete

 

ความจริงแล้วข้าพเจ้าไม่อยากจะคัดค้านอะไรให้มากนัก แต่ก็ไม่อยากให้ผู้ไม่รู้ถูกหลอก และก็ไม่อยากให้พวกหน้าม้า โฆษณาว่าพระองค์นั้น รูปนี้ เป็นพระอรหันต์
บางคนก็กล่าวว่า พระอรหันต์ท่านไม่โอ้อวดตัวบ้าง ไม่เปิดเผยตัวบ้าง ก็ว่ากันไปตามที่ไม่รู้
ถ้าข้าพเจ้าจะบอกต่อท่านทั้งหลาย และก็เคยบอกไปหลายครั้ง ก็ถูกกล่าวหาว่า ดูหมิ่นพระสงฆ์บ้าง ดูหมิ่นพระธรรมบ้าง ดูหมิ่นพระพุทธองค์บ้าง ตามแต่ความคิดของความไม่รู้ของพวกเขา
บุคคลใด บรรลุเพียงแค่โสดาบัน(บรรลุไม่ใช่สำเร็จ) ก็จะสามารถเปล่งฉัพพรรณรังสี รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในจำนวนเก้ารูปแบบ ซึ่ง อาจจะเปล่งเป็นสีใดสีหนึ่งหรือ หลายสี ในจำนวน 6 สีได้
บุคคลใดบรรลุอรหันต์ ก็สามารถเปล่งฉัพพรรณรังสีได้ทุกรูปแบบ และทุกสี หรืออาจจะได้ไปไม่ครบทุกรูปแบบหรืออาจจะไม่ครบทุกสี
การที่บุคคลผู้บรรลุขั้นอริยะตั้งแต่ขั้นโสดาบันเป็นต้นไป สามารถเปล่งฉัพพรรณรังสีได้ ก็เพราะ ขจัดอาสวะ หรือจะเรียกว่าขจัด ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ฯหรือ ขจัดกิเลสได้ เป็นบางอย่าง
และขณะขจัดอาสวะนั้น ก็จะเปล่งฉัพพรรณรังสีออกมา
ซึ่งที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไป สามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ ว่ามีจริงเป็นจริง



  พุทธบุตร   
 2 Dec 2004 10:38 #740953    delete

 

ถ้าฉัพพรรณรังสี(6สี)ของท่านลุงเปล่งออกมาทีละสีสองสีละก็เลิกคุยเรื่องนี้กันได้เลย เพราะมนุษย์ทุกคนมีรัศมีจิตอยู่แล้วทุกคนเรียกว่า ออร่า ถ่ายภาพออกมาจากเครื่องฉายแสงออร่าได้เลย ออร่า(แสงกายทิพย์หรือรัศมีจิต)นี้บอกถึงสภาวะทางจิตและทางกายภาพของแต่ละคน เป็นวิทยาศาสตร์ทันสมัย ดังนั้นคนไม่ต้องเปล่งรังสี ก็มีรังสี(รัศมี)ออกอยู่แล้วในตัวเองทุกเวลา ฉะนั้นพูดกันไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกครับ.....ใครที่กล่าวว่าตนเองมีฉัพพรรณรังสีได้เหมือนพระพุทธเจ้า ก็ปล่อยท่านไปเถอะ กรรมใครกรรมมันครับ.....ขนาดเขาขอให้แค่postภาพหรือส่งภาพนั้นมาทางอีเมล์จะเอาลงให้ฉัพพรรณรังสีของผู้กล่าวอ้างๆยังทำไม่ได้เลย อ้างโน่นอ้างนี่ ผมก็ไม่รู้ละนะว่าใครหลอกใคร หรือว่าไม่ได้หลอก แต่พูดไปคนละเรื่องเดียวกัน!!!!??....ยุติกันแค่นี้เถอะ.....



  ลุงใหญ่  
 3 Dec 2004 18:58 #742288    delete

 

รูปแบบของการขจัดอาสวะนั้น มีอยู่ 9 รูปแบบ จะเปล่งกี่สีก็ได้ ซึ่งก็แล้วแต่สภาพความคิดอารมณ์และความรู้สึกทั้งภายในและภายนอก
แล้วคุณไปรู้ที่ไหนมาว่าจะต้องเปล่งเป็นสีครั้งละกี่สี คุณเคยเห็นที่ไหนหรือคุณพุทธบุตร (ข้าพเจ้าว่าเปลี่ยนนามแฝงเป็นอย่างอื่นเถอะคุณ)



  ลุงใหญ่  
 3 Dec 2004 19:04 #742292    delete

 

อีกประการหนึ่ง ฉัพพรรณรังสีนั้นต้องสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จึงจะเป็นฉัพพรรณรังสี ส่วนแสงออร่าอะไรของคุณนะคุณไปเอาที่ไหนมา
แล้วคุณอยากดูก็มาดูเอาเองซิคุณ จะให้ข้าพเจ้าถ่ายรูปไปให้คุณดู มันเกิดประโยชน์อะไรเล่าคุณ เปลี่ยนชื่อเถอะคุณ



  นามกาย  
 3 Dec 2004 20:24 #742353    delete

 

ถ้าท่านไม่รู้จักแสงออร่า เครื่องถ่ายภาพออร่า ก็น่าจะตกยุคไปแล้วกระมังคุณลุงใหญ่ แล้วท่านไปเอามาจากไหน ตำราใดที่ว่าฉัพพรรณรังสีจะต้องมองเห็นด้วยตาเปล่า?.......



  ลุงใหญ่  
 9 Dec 2004 06:02 #746822    delete

 

ข้าพเจ้าเคยบอกแล้วว่า ข้าพเจ้าฝึกและปฏิบัติธรรม สามารถขจัดอาสวะได้ ขณะขจัดอาสวะ ก็จะเกิดฉัพพรรณรังสี ไม่ต้องถ่ายภาพจึงจะเห็น มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตำราที่จะทำให้บุคคลบรรลุธรรมชั้นโสดาบันได้ ก็คือ "หลักการหรือธรรมะแห่งข้าพเจ้าศรีอารย์" ไม่มีขาย เพราะยังไม่ได้พิมพ์ขาย ถ้ามีทุนก็จะพิมพ์ออกเผยแพร่ มีอะไรอีกไหม ถ้าอยากเห็นก็มาที่เชียงใหม่ ตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังเรียนหลักสูตรระยะสั้นอยู่ที่ วิทยาลัยสารพัดช่าง ห้วยแก้วเชียงใหม่ เวลา 09.00-12.00 น เว้นวันหยุด ข้าพเจ้าจะใส่เสื้อหม้อฮ่อมสีน้ำเงินหรือสีแดงเป็นที่สังเกตได้ง่าย เพราะมีข้าพเจ้าใส่เพียงผู้เดียว



พุทธจักร (buddhajak@hotmail.com) Date : 25/02/2548 IP
 

ธรรมะสอนคนจงศึกษาเถิด


 ดีครับ Date : 28-12-2005 10:52:50 IP : 203.155.221.253
 

ที่ลุงพุงโลกว่ามาทุกรูปหนูไม่รู้จักแต่หนูรู้ว่าพระที่นครปฐมที่ลุง

บอกไม่ได้เป็นพระอรหันต์แน่ๆ หนูขอยืนยัน  เพราะว่าลุงคงไม่รู้ทุกเรื่องที่

คนอื่นทำแน่นนอน แต่ที่แน่หนูยืนยันว่าไม่ใช่



 หนูรู้ Date : 30-12-2005 13:48:26 IP : 125.24.4.123

  ลบ
ใครคนไหน พระรูปไหน  องค์ไหน? เป็นพระอรหันต์เราคงบอกไม่ได้หรอกน่ะ..เรามันเป็นปุถุชน หนาด้วยกิเลส เอาใจเราไปสำรวจใจท่านคงไม่สามารถไปรู้ใจท่านได้หรอกว่าท่านได้ระดับกัน..แต่ท่านรู้กันเอง และก็สามารถที่จะสำรวจใจเราได้ว่าเราอ่ะหยาบแค่ไหน ? สิ่งที่เราสังเกตได้ว่าใช่หรือไม่ พระดีหรือไม่ดี ก็ดูได้จากวัตรปฏิบัติของท่านนะ ว่าเป็นไปเพื่อละกิเลสหรือไม่ แล้วก็ช่วยก็อุปถัมภ์บำรุงท่านในทางที่ควร ก็ถือว่าเป็นบุญวาสนาของเราหนักหนาแล้ว พี่น้องเอ๋ย


 ธรรมโชติ Date : 20-04-2006 02:05:38 IP : 210.246.71.93

  ลบ

อยากทราบว่าพระอรหันต์ในยุกนี้มีไครบ้าง..ผมขออีเมลล์ของคุณด้วยครับแล้วจะส่งไปให้


 ลูกหลานองค์สมเด็จ (prasuk9@hotmail.com) 28-08-2006 17:47:51 IP : 203.150.132.242

  ลบ
ถ้าหากว่ารู้ไม่จริง  อย่าแสดงความคิดเห็นยืนยันว่าใครเป็นพระอรหันต์ หรือคุณลักษณะพระอรหันต์สเปะสะปะเข้า  เดี๋ยวจะเป็นบาปแก่ตนเอง  แต่ถ้ามั่นใจ  ถูกต้อง ตามหลักพระพุทธศาสนาแล้ว  ก็ควรจะเปิดเผย  เผยแพร่ เพื่อท่จะยืนยันกับโลกบ้างว่าพระอรหันต์ยังมีอยู่  ผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบตามหลักอริยมรรค มีองค์ 8 ยังมีอยู่ และผลการปฏิบัติยังมีอยู่ แต่ขอร้องว่าอย่าใช้ความคิดเห็นหรือ ทิฏฐิส่วนตัวเข้าไปตัดสินพุทธธรรม  เดี๋ยวจะเป็นบาป


 ทิพย์สุฌาน วิขัมภน  08-11-2006 12:16:12 IP : 203.172.199.254

  ลบ

แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงตัดได้แล้วซึ่งกิเลสทั้งมวล  ข้าพระพุทธเจ้าผู้ต่ำต้อยขอบนอบน้อมซึ่งพระองค์  ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าอย่าพลาดซึ่งพุทธภูมิเทอญ


 เกียรติ (zenza@Hotmile.com) 26-11-2006 21:24:06 IP : 124.157.145.112

  ลบ

ที่รู้ๆ มี 2 องค์คับ คุณกราบได้สนิทใจแน่นอน องค์แรกคือ พ่อของคุณ  อีกองค์คือ  แม่ของคุณ  แค่ 2 องค์นี้ผมว่าคุณปฏิบัติกับท่านดีๆ คุณเจริญทันตาเห็นชัวว์ ขอฟันธง


 ลูกแม่ธรณี 26-02-2007 15:18:54 IP : 203.146.63.187

  ลบ

อยากคุยกับลุงใหญ่   หลังไมค์

lap.decha@gmail.com



de (lap.decha@gmail.com)  28-02-2007 12:55:13 IP : 203.172.188.251

  ลบ
อาระหันอะไร หันไปทางใหนเรารู้ได้ไงว่าคนนั่นคนนี้เป็นพระอรหันต์ ตัวคนเขียนเป็นพระอรหันต์เองหรอถึงได้เที่ยวไปบอกว่าคนโน้นคนนี เป็นพระอรหันต์นะ อย่ามัวหันไปทางอื่นอยู่เลย ท่านผู้เจริญ พระ เเท้ๆก็ บิดามารดาเราเนี่ยเเหละ ดูเเลท่นดีๆสิ ไม่ต้องไปหา อาระหันที่ใหน จริงไหมครับ ลุงพุงโล


 เชิงตะกอน 22-04-2007 11:22:07 IP : 202.139.223.18

  ลบ
ลุงใหญ่นี่คือลุง telwada ของอีกเวปป่าว

 
 gass (gass@hotmail.com) 16-10-2007 20:41:36 IP : 124.121.67.197

  ลบ

ใช่ครับ ที่ว่าพระที่นครปฐมไม่ใช่พระอรหันต์นั้น มีเหตุผลสนับสนุนไหมครับ?

พระอรหันต์ในปัจจุบันยังมีอยู่แน่นอน หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน สมเด็จเกี่ยวฯ ก็ใช่ ใช่ไหมครับ......


ชัย แสงทิพย์ 17-10-2007 11:58:12 IP : 58.8.160.106

  ลบ

อ่านแล้วงง

เพราะไม่เห็นทางที่จะพ้นทุกข์ได้เลย



ทุกขัง 17-04-2008 20:02:11 IP : 117.47.209.22



 
ชัย กรุงศรี กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: 2008-04-19 09:35:30

 

 
แจ้งลบความคิดเห็น

น่าจะมี  เคยไปกราบหลวงปู่เทศก์ใกล้ๆ สมัยที่ท่านยังอยู่ ผิวหน้าท่านและผัวกายท่านจะมีรัศมีเปล่งประกาย คล้ายๆ ประกายของทองคำ ซึ่งชนทั่วไปกล่าวว่าท่านเป้นพระอรหันต์ คิดว่าน่าจะเป็นวิธีสังเกตุเพื่อประกอบกับเรื่องอื่นๆ ได้ว่าองค์ไหนพระอรหันต์ ปัจจุบันลักษณะเช่นนั้นมีหลายองค์ เช่น หลวงตามหาบัว จ.อุดรฯ  หลวงปู่ศรี มหาวีโร จ.ร้อยเอ็ด หลวงปู่บุญญฤทธิ์ จ.นนทบุรี หลวงปู่พระภาวณาวิศิษฐ์ วัดแดนสงบอาสภาราม จ.นครราชสีมา และ ฯลฯ...

วิทย์ฯ 2010-07-05 14:59:33

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

ผู้รู้ช่วยตอบหน่อย

ผู้ที่บอกตัวเองว่าเป็นพระอรหันต์ถ้าเป็นพระแล้วเสพเมถุน

ถือว่าไม่ผิดหรือ เพราะจิตพ้นแล้ว ไม่เข้าใจ แต่อ้างว่าขันธ์๕ ยังต้องทำงานอยู่

ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่เลย แต่ผู้เขียนว่าอย่างไงก็ผิดอย่างน้อยก็ผิดตาม

พระวินัย จิตว่างจิตพ้นทำอะไรไม่ผิดหรือช่วยตอบหน่อย

 aa  2010-04-24 00:13:45

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

ท่านทั้งหลายที่อยากทราบว่าพระอรหนต์มีจริงหรือไม่ นั้นไม่ควรแสวงหาที่มีอยู่ในบ้านก็พระอรหันต์นะครับ

ดูแลท่านให้ดีก่อน  ก่อนจะถามหาพระนอกบ้าน     ตราบใดที่มีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่แห่งนั้นย่อมมีพระอรหันต์

เราไม่รู้หรอกว่าท่านเป็นพระอรหันต์เพราะท่านไม่ได้เดินมาบอกเรา

จากอัคคธรรม

 อัคคธรรม (pugsa_am-at-hotmail-dot-com)2010-03-14 20:44:01

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

 สาธุ พระคุณเจ้าบอกว่าพระอรหันต์องค์ใดที่เจริญอิทธิบาท 4 ปฏิบัิติตามมรรคมีองค์ 8  โลกนี้จะไม่สิ้นอรหันต์ ท่านเป็นพระที่ศึกษาตามพระพุทธเจ้าแต่ยังมืดบอด พุทธะองค์ทรงตรัสพระคุณเจ้าก็เชื่องั้นเหรอ ท่านจะเชื่อเลยไม่ได้ ท่านต้องปฏิบัติให้ถึงเสียก่อน และรู้ได้ยังไรว่าโลกนี้จะไม่สิ้นอรหันต์ ท่านเป็นพระอรหันต์ กล้าบรรลือสีหนาถหรือเปล่าบรรลือที่ไหนบอกบุญด้วยจะไปฟัง รู้หรือยังว่ากิเลสอยู่ตรงไหนดับที่ใด แม้แต่พระสัฆราชยังไม่กล้าบรรลือสีหนาถเลย ถ้าพิมพ์ตัวหนังสือผิดก็ขออภัย ถ้าหลวงปู่สาวกโลกอุดร ธรรมปาโลไม่ใช่อรหันต์จริงตามที่ข้าพเจ้าบอก ขอให้ข้าพเจ้าตาบอดตรอดชีวิต แต่ถ้าเป็นอรหันต์จริงก็ขอใหพระคุเจ้ารตนโชโต ตาบอดตรอดชีวิต กล้ารับคำท้่หรือเปล่า หรือว่าเป็นพระยังกลัวตายอีก ( พระอรหันต์วัดไหนที่สำเร็จอรหันต์แล้วยังเจริญอิธิบาท 4 ทำตามมรรคมีองค์ 8 พระที่สำเร็จแล้วไม่ต้องเจริญแล้ว หลับตาพิมพ์หรือเปล่าอย่ามืดบอดอีกเลย เจริญพร )  

 บุตรพุทธะสมณโคดม  2010-03-13 16:52:45

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

พระพุทธเจ้าเคย บอกพระ อานนท์ว่า ถ้าเราจะเจริญอิทธิบาท 4 เราก็สามารถ อยู่ได้หลาย    กัป ถ้าเผื่อมีพระอรหันต์องค์ใด เจิญอิทธิบาท 4 ก็จะยังมีพระอรหันต์อยู่ และ            ปฏิบัติ ตาม มรรคมีองค์ 8 โลกนี้ก็ไม่ว่างเว้นจากพระอรหันต์

 รตนโชโต (slawut147-at-hotmail-dot-com)2010-03-10 12:03:14

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

บอกว่าองค์นั้นองค์นี้เป็น พระอรหันต์ รู้ได้ไง เข้าฌานเจอกันเหรอ.......

 รตนโชโต (slawut147-at-hotmail-dot-com)2010-03-10 11:56:23

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

รู้ได้ไงว่าท่านเป็นพระ อรหันต์ ก็ในเมื่อตัวโยมเองไม่ได้เป็นพระอรหันต์ การที่จะรู้ได้ว่าท่านไหนเป็นพระอรหันต์นั้น ต้องเป็นพระอรหันต์ด้วยกัน หรือพระพุทธเจ้าเท่านั้นเพราะท่านเป็นสัพพัญญู ถ้าอยากรู้ว่าพระองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ท่านต้องเป็นพระอรหันต์ก่อนน๊ะ

เจริญพร.....  รตนโชโต

 พระ ศราวุฒิ รตนโชโต (slawut147-at-hotmail-dot-com)2010-03-10 11:52:41

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

หลวงปู่เณรคำไม่ใช่พระอรหันต์คับ(ใช่ครับ....Webmaster)

 อแอ 2010-03-09 11:04:01

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

การที่เราจะเชื่อหรือไม่เชื่อนั้นไม่ไช้สิ่งสำคัญหรอก หรือจะเจอพระอริยะเจ้านั้นนันเป็นเรื่องของวาสนาที่เราทำมา แต่สิ่งสำคัญที่สุดนั้นคือเราต้องปฏิบัติให้รู้จริงดับทุกข์ได้จริงตังหาก แล้วปฎิบัติไปเลือยๆพอไปได้เจอพระอรหันต์จริงๆเราก็รู้แจ้งพรันขึ้นมาเอง หรือไม่ก็บฎิบัติตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าที่มีในพระปิฎก สาธุ

 ศูนย์ 2010-03-05 16:56:40

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

 ขออภัยตกตัวอาไปตัว www.sawoklokudorn.com จากบุตรพุทธะสมณโคดม รีบไปนีซซซ

 บุตรพุทธะสมณโคดม  2010-03-05 11:27:51

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

ถ้าผู้ถามมีบารมีแล้วไซร้จงเร่งเร็วไว ไปที่ www.sawoklokudon.com พระอรหันอยู่ที่นั่นไปหาดู มีเพียงองค์เดียวในโลก หลังพุทธกาล พ.ศ. 900 ไม่มีพระอรหันอีกเลย ท่านสำเร็จอรหันปี 2532 นิพานไปแล้วปี 2544 ยังเหลือลูกศิษย์ที่ปฏิบัติอยู่เข้าไปดูเอาเถิดเฉพาะผู้มีบารมีเท่านั้น

 บุตรพุทธะสมณโคดม 2010-03-05 11:21:25

 
 
แจ้งลบความคิดเห็น

ที่ข้าพเจ้าพอจะรู้จัก 

1.  หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน  ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น  ท่านนี้  บรรลุธรรมที่วัดดอยธรรมเจดีย์  จังหวัดสกลนคร  วันที่ 15 พ.ค. 2493  เวลา  5  ทุ่ม  เป็นพระอรหันต์  ชัว  100 เปอร์เซ็นต์

2.  หลวงปู่เณรคำ  ( พระอาจารย์วิรพล  ขันติพโล ) วัดป่าขันติธรรม  จังหวัดศรีสะเกษ  บรรลุธรรมที่อำเภอโขงเจียม  องค์นี้เป็นพระอริยเจ้า ( พระอรหันต์ แน่นอน ) ตอนนี้ท่านอายุ  แค่  32  ปีเองนะครับ

3.  หลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  วัดป่าวิเวกวัฒนาราม  อ.คำชะอี  จ.มุกดาหาร  ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น  น่าจะเป็นพระอริยเจ้าขั้นใดขั้นหนึ่ง ในบรรดา 4 ขั้น  ที่มีพระอาหันต์เป็นขั้นสุดท้ายนะครับ

4.  หลวงพ่อแบน  ปภากโร  วัดดอยธรรมเจดีย์  จังวัดสกลนคร

 ครูประสิทธิ์ (kruetaemo-at-hotmail-dot-com)2010-03-04 19:36:10

 

 
แจ้งลบความคิดเห็น

ถ้าอยากรู้ว่าไครเป็นพระอรหันนั้นเขาไม่มาตอบหรอกคับแต่มีวิธีสังเกตุง่ายๆคือไครที่หมดกิเลสผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าอรหันแล้วถ้าเมือไหร่ที่คุณหมดกิเลสเมื่อนั้นแหละคับคุณย่อมได้ชื่อว่าพระอรหัน

ถ้าไครสงสัยอะรัยมาคุยกับผมได้นะคับ

ice-nuttertools@msn.com

อีเมล์ผมคับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธญาณ 085-1637455 (Buddhayan-at-gmail-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-08-31 16:24:58 IP : 58.8.102.85


ความเห็นที่ 3 (3268044)
avatar
ถาวโร

 

มีวิธีสังเกตุพระอริยะเจ้าได้ดังนี้ครับ ท่านผู้ใดปฎิบัติในทางสายเอก หรือเป็นไปในที่ 4 สถาน เท่านั้นจึงจะถึงฝั่งพระนิพพาน ท่านทั้งหลายลองตรองดู หากได้สดับรับฟังแนวปฏิบัติในทางสายเอกแล้วเข้าใจมากขึ้นและคำแนะนำจากท่านนั้นๆทำให้ท่านสามารถปฏิบัติได้และรู้ได้เฉพาะตัวท่านจริงๆไม่ใช่ไปจำใครเขามาพูด ท่านนั้นแลคือพระอริยะเจ้าจริงๆและตัวท่านเองก็เป็นพระอริยะเจ้าได้ เพราะพระองค์ท่านให้สิทธิ์ พุทธบริษัท เท่าเทียมกัน 

หากได้มีโอกาสไปกราบท่าน  ขอแนะนำคำถามดังนี้

1.ลองกราบถามแนวปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เป็นเช่นไร  ต้องเริ่มอย่างไร ทำอย่างไรบ้าง  อัดเสียงไว้ด้วยยิ่งดี

2.ลองเปิดพระไตรปิฏก ในพระสูตรมหาวารวรรค ว่าด้วยเรื่องมหาสติปัฏฐานสูตรดู ใกล้เคียงกันไหม

3.ให้แน่ชัด ปฎิบัติตามคำสอนเลยครับ ได้ผลอย่างไรกลับไปเล่าหรือสอบถามเพิ่มเติม

4.ศึกษาจากที่อื่นเปรียบเทียบ ไม่ช้านานจะเห็นประจักษ์ ว่าท่านผู้นั้นสูงหรือต่ำกว่าท่านเพียงไร

5.สติปัฏฐาน 4 ได้ชื่อว่าเป็นหนทางเดียว สายเดียวและเป็นเอก ที่จะก้าวล่วงทุกข์ได้ พระอริยะเจ้าทุกองค์ย่อมกล่าวถึงและมักสอนให้คนอื่นรู้ตามเสมอเพราะเป็นกิจอันควร แต่หากผู้ใดไปกล่าวเรื่องอื่นอันจะพึงน้อมมาซึ่งลาภสักการะ ย่อมไม่ใช่พระอริยะเจ้าในพระธรรมวินัยนี้แน่ๆ เพราะ พระอริยะนอกรีดย่อมไม่มีอย่างแน่

ผู้แสดงความคิดเห็น ถาวโร วันที่ตอบ 2010-12-04 20:54:43 IP : 182.53.71.92


ความเห็นที่ 4 (3268199)
avatar
จ่าป้อม

หลวงปู่เณรคำจิตท่านหลุดพ้นเเล้วครับ  อย่าลบหลู่เป็นอันขาดเดี๋ยวมีอันเป็นไป ผมเห็นกับตาไม่อยากพูดไม่อยากซ้ำเติมเขา ถ้าไม่เชื่อก็เฉยไว้ดีกว่าครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น จ่าป้อม วันที่ตอบ 2010-12-06 11:22:12 IP : 223.206.48.60


ความเห็นที่ 5 (3275674)
avatar
อมตะธรรม

ดีก็ดีทั้งหมดแหละไม่ผิดหรอก  สอนธรรมะเบื้องต้นเท่านั้น 

จะรู้ว่าพระอรหันต์อยู่ที่ใดก็ต้อง ดูจากการสอนธรรมะ 

หลวงปู่สาวกโลกอุดร ครับ พระอรหันต์ยุคปัจจุบัน

ฝากทุกท่านศึกษาก่อนคอยติ

ผู้แสดงความคิดเห็น อมตะธรรม วันที่ตอบ 2011-01-12 12:46:58 IP : 125.26.106.62


ความเห็นที่ 6 (3277300)
avatar
เนตร

ไม่ต้องเถียงกันค่ะ  แค่เอ็กซเรย์กระดูก  แต่ละรูปที่เราสงสัย   (ตรวจสอบโดยละเอียดนะคะ  ทดสอบหลาย ๆ โรงพยาบาลด้วย  และที่สำคัญคือ  เชิญสื่อมวลชนทุกแขนงมาเป็นพยาน  เอาชัดชัดแบบนี้  ถ้ารูปไหนกระดูกใสเป็นแก้วจริง ๆ ชัด ๆ นั่นแหละค่ะ  ของแท้ ล้านเปอร์เซ็น

ผู้แสดงความคิดเห็น เนตร วันที่ตอบ 2011-01-19 18:44:35 IP : 110.49.193.230


ความเห็นที่ 7 (3280112)
avatar
ชั่ว

 

  หลวงปู่เณรคำเป็นพรบรรลุแล้ว 5555555555

ทุเรศพระอรันตห์เขาไม่ประกาศตัวหรอกว่าบรรลุแล้ว

พระที่ประกาศตัวเพราะหวังผลประโยชน์      

 

แล้วแต่ท่านทั้งหลายจะพิจารณาและกันว่าจริงหรือเปล่า

ผู้แสดงความคิดเห็น ชั่ว (thanaet2011-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-02-05 18:51:02 IP : 125.24.218.43


ความเห็นที่ 8 (3280925)
avatar
พุทธศาสนิกชน

ผมไม่ทราบหรอกนะครับว่าวิธีดูพระอรหันต์นั้นพวกท่านใช้อะไรเป็นเกณฑ์ในการวิเคราะห์

แต่ในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งท่านจงอย่าได้สนใจว่าพระสงฆ์องค์ใดสำเร็จหรือไม่

สำเร็จท่านมีหน้าที่ทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้สืบไปชั่วกาลนานถ้าเลือกปฏิบัติ ก็มิใช่ตามหลักคำสอน

ดังเช่นว่าสังฆทานนั้น การที่เราถวายพระภิกษุสงฆ์ต้องมิได้เจาะจงรูปหนึ่งรูปใด ผู้นั้นจะได้กุศลดี

นักแล ดังนั้น หยุดเถียงกันเรื่องรายชื่อพระอรหันต์แล้วตั้งหน้าตั้งตา รักษาศีลของตัวเองให้บริสุทธิ์เถอะ

ทำดีได้ดีทำชชั่วได้ชั่ว ไม่ชาตินี้ก็ชาติหน้า กฏแห่งกรรม มีให้เห็นกันเนืองๆก่อนจะสงสัยหรือสอบถามผู้ใด

จงสอบถามตัวเองก่อนนะครับ

 

ปล.พระสงฆ์ที่ จขกท. กล่าวมานั้น ผมเคยกราบไหว้อยู่องค์หนึ่ง คือหลวงปู่ทา จารุธัมโม

วัดถ้ำซับมืด อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา หลวงปู่องค์นี้ผมกราบไหว้ตั้งแต่เด็กวิ่งเล่นบริเวณ กุฏิท่านบ่อยๆ

แม่ผมพาผมไปตั้งแต่ยังเป็นลูกแดง ท่านไม่เคยแตะต้องปัจจัยที่ถวาย ฉันอาหาร1มื้อ และไม่ใบ้หวย

ของขลังก็ไม่ทำ ไม่ปลุกเสก มีแต่สอนธรรมะตลอดเวลาไปกราบท่านก็จะสอนสั่ง ก็แค่นั้น

ผมไม่ทราบว่าท่านสำเร็จถึงขั้นไหนแต่ถ้าจัดว่าเป็นพระปฏิบัติไม่ผิดแน่นอน องค์นี้ผมรับรอง

เพราะผมกราบไหว้ตลอดระยะเวลา20ปี

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธศาสนิกชน วันที่ตอบ 2011-02-10 20:21:44 IP : 58.11.38.125


ความเห็นที่ 9 (3281247)
avatar
คนไฝ่ธรรม

ที่คุณทังหลายเอ่ยนามพระมาว่าท่านเป็นพระอรหันหรือท่านไม่เป็นพระอรหัน ขอโทษท่านจะเป็นพระอรหันหรือไม่เป็นจะเกี่ยวอะไรกับพวกทั่นทั้งหลาย พระอรหันท่านจะเป็นหรือไม่เป็นก้อตัวของท่าน ใครทำอะไรไม่ว่าบุญหรือบาปใครทำใครก้อต้องรับผลของตัวเอง ถ้าพระท่านภาวนาเพื่อตัดอาสวะกิเลสแล้วได้รับผลคือหมดกิเลสท่านจะได้เป็นพระอรหันก้อตัวท่านเป็น ไม่ไช่พวกท่านเป็นซะหน่อย หรือไม่ไช่พวกท่านจะเป็นหรือไม่เป็นพระอรหันกันซะหน่อย แล้วจะเดือดร้อนกันทำไม ทำไมไม่เดือดร้อนตัวท่านเองว่าทำไมไม่เป็นพระอรหันกันบ้าง หรือทำไมไม่ถามตัวท่านเองว่าทำไม ถึงไม่อยากเป็นพระอรหันกันบ้างถ้าหากว่า การไม่พูดร้าย ไม่คิดร้าย ไม่ทำร้าย พู้อื่นพู้ใด เป็นบุญก้อขอให้ทุกคนทุกพู้ทุกนามได้บุญกันทั่วหน้าเทอญ สาธุ คนไฝ่ธรรม

ผู้แสดงความคิดเห็น คนไฝ่ธรรม วันที่ตอบ 2011-02-12 23:04:31 IP : 119.42.91.10


ความเห็นที่ 10 (3282831)
avatar
ยาจก

การเห็นพระอรหันต์เป็น 1 ในมงคล 38 เป็นขวัญตาขวัญใจว่ามรรคผลมีจริง

แต่ก็เปรียบเหมือนยาจกที่เห็นเศรษฐีก็ชื่นชมยินดี แต่หาได้เป็นเศรษฐีด้วยไม่

ทำตัวเราให้เป็นเศรษฐีบ้าง สร้างความดีให้ตัวเองตามท่านได้แน่ครับ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ยาจก วันที่ตอบ 2011-02-23 12:58:26 IP : 58.137.154.66


ความเห็นที่ 11 (3284233)
avatar
เณรคำ

สิ่งที่ดีก็คือ  อยากให้หลวงปู่เณรคำ  ฉัตติโก  หยุดประกาศตนว่าเป็นผู้วิเศษกว่าผู้อื่น  หรือประกาศตนว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว  หรือประกาศว่า เกิดชาติสุดท้าย   เพราะถ้าพูดบ่อย ๆ เข้า  ตอนนี้โลกเจริญแล้ว  และผู้มีปัญญาทั้งทางโลกและทางธรรมจริง ๆ ก็มีอยู่  อย่าลืมนะว่า คำว่า "เกิดชาติสุดท้ายแล้ว  มี ๒ นัยคือ  นิพพาน  และโลกันตนรก

ผู้แสดงความคิดเห็น เณรคำ วันที่ตอบ 2011-03-04 06:49:05 IP : 110.49.232.149


ความเห็นที่ 12 (3285434)
avatar
กบ

อย่าไปว่านะครับ  หลวงปู่เณรคำ  ฉัตติโก  ท่านเป็นพระหลุดพ้นแล้ว  ไม่กลับมาเกิดอีก  และรอบรู้ทุกอย่างในโลกนี้พร้อมทั้งหมื่นโลกธาตุ  ยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าด้วยครับ  ท่านเป็นพระอรหันต์ยุคใหม่  ยุคไฮเทค  ว่าง ๆ เล่นเกมส์  ท่องอินเตอร์เน็ต  เล่นแชท  เล่นไฮไฟ  ข้บรถ  ขับเรือ  ลองขับฮอร์  และหนักกว่านั้น ชักว่าวทุกวันโอ้  ความสามารถพิเศษของพระอริยเจ้าเยอะจริง ๆ เกินคำบรรยาย  อย่างว่าแหละ  ถ้าหลุดพ้นแล้วก็ไม่บาป  แต่ถ้าไม่หลุดพ้นก็นรก   (เรียกอรหันต์ชักว่าว)

ผู้แสดงความคิดเห็น กบ วันที่ตอบ 2011-03-12 23:38:57 IP : 110.49.235.205


ความเห็นที่ 13 (3287054)
avatar
ทักษิณ

เย้มีหลวงปู่เณรคำ อรหันต์เพิ่มอีกรูป

ผู้แสดงความคิดเห็น ทักษิณ วันที่ตอบ 2011-03-25 12:22:41 IP : 180.183.70.169


ความเห็นที่ 14 (3287313)
avatar
ผู้ไม่รู้

คุณ  กบ ค่ะ การที่คุณบอหว่า หลวงปู่เณรคำ  มีความรอบรู้ทุกอย่างในโลก ทั้งหมื่อโลกธาตุมากกว่า พระพุทธเจ้า ผู้เป็นสัพพัญญูของโลก  ใช่หรอค่ะ โปรดคิดดูดีๆ เพราะถ้าหลวงปู่ท่านนี้ เป็น อรหันต์ จรองคงไม่อวดอ้าง สรรพคุณตัวเองใหคนอื่นทราบหรอค่ะ  พวกงี่เง่าเท่านั้นที่ตัดสิน อะไรลงไปโดยไม่ศึกษาอย่างแท้จริงให้ลึกลงไป จึงเชื่อคำที่ว่าตามกันมา

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้ไม่รู้ วันที่ตอบ 2011-03-27 17:37:10 IP : 27.130.48.226


ความเห็นที่ 15 (3290641)
avatar
อย่าเถียงกันเลยครับ

ของจริงนิ่งเป็นใบ้  ของพูดได้ไม่จริง

ผู้แสดงความคิดเห็น อย่าเถียงกันเลยครับ วันที่ตอบ 2011-04-24 20:51:23 IP : 124.121.99.69


ความเห็นที่ 16 (3296880)
avatar
ลูกพระธัมฯ

ดูกร! ท่านทั้งหลายหากท่านยังคิดว่าคนนั้น รูปนั้นเป็นพระอรหันต์ คนนี้-รูปนี้เป็นพระอรหันต์ท่านจะไม่มีทางรู้ได้จากความเป็นจริงเพราะใจเรามันปน เจือ เคลือบ ฉาบ ทาและหนาไปด้วยกิเลส ถ้าอยากรู้ด้วยเองจะบอกวิธีให้(นี่ผู้พูดก็ยังไม่ได้เป็นอริยเจ้านะ ยังเป็นกัลยาณชนเหมือนผู้อ่านนั่นแหละ) คือให้นึกถึงดวงแก้ว หรือพระพุทธรูปที่กลางท้อง แล้วภาวนา "สัมมา อะระหัง"ไปเรื่อยๆไม่ว่าจะนั่งสมาธิ สวดมนต์ เดินจงกลม หรือทำบุญอื่นๆแล้วทำให้ได้ทุกๆวัน ให้ทำอย่างนี้นะ แล้วมีข้อสงสัย หรือปฏิบัติแล้วได้ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไรให้ติดต่อมาทางอีเมลล์ : spisit_nutmpk@hotmail.com นะท่านผุ้ใฝ่ธรรมทั้งหลายแต่ถ้าไม่นำไปปฏิบัติก็ไม่เป็นไรนะ แต่มาฟังทางนี้ให้ชัดก่อน พระพุทธเจ้าตรัสสอนชัดเจนว่า "พระภิกษุ-สามเณรเป็นเนื้อนาบุญของโลกอย่างยิ่ง" คือหมายถึงพระที่ปฏิบัติดี-ชอบ ไม่ว่าจะเป็นปถุชนหรือพระอริยเจ้า ได้บุญทั้งนั้น แต่ถ้าเราไปเจาะจงว่าต้องเป็นอรหันต์เท่านั้นจากที่จะได้บุญใหญ่กับพระที่หมดกิเลสก็จะได้บุญน้อยกว่าเพราะเป็น ปาฏิปุคลิกทาน แต่ถ้าทำบุญกับพระสงฆ์โดยรวมไม่เจาะจง จะได้บุญมากเพราะเป็น มหาสังฆทาน ตรงนี้ฝากไว้ด้วยคิดดูดีๆนะ ถ้าไม่เข้าใจก็ให้ถามผู้รู้หรือพระ-หรือเจ้าอาวาสวัดต่างๆใกล้บ้านท่านทั้งหลายนั่นแหละนะ อนุโมทนากับบุญที่ท่านอยากทำกับพระอรหันต์ด้วย แต่หากจะติเตียนว่าคนนี้อรหันต์ รูปนี้มิใช่อรหันต์ตัวผู้พูดเองไม่เห็นด้วยอบ่างยิ่ง ขอฝากไว้ให้คิดด้วย

                                                                                                                                                                                   ธรรมะใสๆ

( กัลยาณชน คิอ ปถุชนที่มีศีล มีธรรม และใจผ่องแผ้วเป็นปกติ)

ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกพระธัมฯ วันที่ตอบ 2011-06-14 15:16:56 IP : 192.168.9.33


ความเห็นที่ 17 (3298731)
avatar
สติสัมปันโน (ศิษย์หลวงปู่ช่าวัดหนองป่าพง)

พระภิกษุในพระพุทธศาสนานั้น  นั้นก็ครองสมณเพศที่สูงกว่าเรา  ไม่ว่าจะสำเร็จขั้นใดไม่สำคัญ โสดาบัน  สักกิทาคามี  อนาคามี  อรหันต์  นี่คื่อคู่แห่งบุรุษ  4  คู่  ที่แบ่งออกเป็น  มรรค  และผล  สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนคือ  การประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นจากทุก  พระภิกษุสงฆ์ก็ได้ศึกษาวตรปฏิบัติ  และการเจริญธรรมทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวง  เพื่อหาทางพ้นทุก  ก็มีอีกไม่น้อยเหมือนกัน  ที่อาศัยศรัทธาบรรดาญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย มาหากิน  เพื่อหวังในลาภสักการะนั้น  ไม่ว่าจะเป็นหมอเลข  หมอยา  ปลุกเครื่องลางของขลัง  สิ่งเหล่านี้ล้วนมิใช่กิจของสงฆ์ที่พึงปฏิบัติ  แม้ท่านจะปฏิบัติผิดธรรมวินัย  เราปุถุชนคนธรรมดาก็ไม่อาจเตือนท่านได้  ต้องให้สงฆ์เป็นฝ่ายตักเตือน  เพราะสงฆ์ก็มีธรรมวินัยยึดถือปฏิบัติ  นอกจากนี้ยังมีกฏหมายของสรรพสัตว์ที่ใช้ร่วมกันคือบาปกรรม   และบุญกรรม  เป็นตัวคอยควบคุมกำกับดูแลอยู่  ท่านทั้งหลายพิจารณาดูเองเถิดว่าท่านจะถือปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเดจพระสัมมาสัมโพธิญาณ  หรือ ตามพระภิกษุที่มีชื่อเสียงตามคำล่ำลือ ศีลหรือพระธรรมวินัยที่ต้องรักษาสำหรับพระภิกษุคือ

โทษที่เกิดเพราะความละเมิดในข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม
เรียกว่า อาบัติ
อาบัตินั้นว่าโดยชื่อ มี ๗ อย่าง คือ
ปาราชิก ๑ สังฆาทิเสส ๑ ถุลลัจจัย ๑ ปาจิตตีย์ ๑ ปาฏิเทสนียะ ๑ ทุกกฎ ๑ ทุพภาสิต ๑.

ปาราชิกนั้น ภิกษุต้องเข้าแล้วขาดจากภิกษุ
สังฆาทิเสสนั้นต้องเข้าแล้ว ต้องอยู่กรรมจึงพ้นได้
อาบัติอีก ๕ อย่างนั้น ภิกษุต้องเข้าแล้ว ต้องแสดงต่อหน้าสงฆ์หรือคณะหรือภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจึงพ้นได้

อาการที่ภิกษุจะต้องอาบัติเหล่านี้ ๖ อย่าง คือ
ต้องด้วยไม่ละอาย ๑
ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ ๑
ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง ๑
ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร ๑
ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร ๑
ต้องด้วยลืมสติ ๑

ข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ซึ่งยกขึ้นเป็นสิกขาบท
ที่มาในพระปาติโมกข์ ๑
ไม่ได้มาในพระปาติโมกข์ ๑

สิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์นั้น คือ
ปาราชิก ๔
สังฆาทิเสส ๑๓
อนิยต ๒
นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐
ปาจิตตีย์ ๙๒
ปาฏิเทสนียะ ๔
เสขิยะ ๗๕
รวมเป็น ๒๒๐
นับทั้งอธิกรณสมถะด้วยเป็น ๒๒๗.

ปาราชิก ๔
๑. ภิกษุเสพเมถุน ต้องปาราชิก
๒. ภิกษุถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ได้ราคา ๕ มาสก ต้องปาราชิก.
๓. ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย ต้องปาราชิก.
๔. ภิกษุอวดอุตตริมนุสสธรรม (คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์) ที่ไม่มีในตน ต้องปาราชิก.

สังฆาทิเสส ๑๓

๑.ภ ิกษุแกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน ต้องสังฆาทิเสส.
๒. ภิกษุมีความกำหนดอยู่ จับต้องกายหญิง ต้องสังฆาทิเสส.
๓. ภิกษุมีความกำหนดอยู่ พูดเกี้ยวหญิง ต้องสังฆาทิเสส
๔. ภิกษุมีความกำหนัดอยู่ พูดล่อให้หญิงบำเรอตนด้วยกาม ต้องสังฆาทิเสส.
๕. ภิกษุชักสื่อให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน ต้องสังฆาทิเสส.
๖. ภิกษุสร้างกุฎีที่ต้องก่อและโบกด้วยปูนหรือดิน ซึ่งไม่มีใครเป็นเจ้าของ จำเพาะเป็นที่อยู่ของตน ต้องทำให้ได้ประมาณ โดยยาวเพียง ๑๒ คืบพระสุคต โดยกว้างเพียง ๗ คืบ วัดในร่วมใน และต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก็ดี ทำให้เกินประมาณก็ดี ต้องสังฆาทิเสส
๗. ถ้าที่อยู่ซึ่งจะสร้างขึ้นนั้น มีทายกเป็นเจ้าของ ทำให้เกินประมาณนั้นได้ แต่ต้องให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ถ้าไม่ให้สงฆ์แสดงที่ให้ก่อน ต้องสังฆาทิเสส
๘. ภิกษุโกรธเคือง แกล้งโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิกไม่มีมูล
๙. ภิกษุโกรธเคือง แกล้งหาเลสโจทภิกษุอื่นด้วยอาบัติปาราชิก ต้องสังฆาทิเสส.
๑๐. ภิกษุพากเพียรเพื่อจะทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส
๑๑. ภิกษุประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์นั้น ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส.
๑๒. ภิกษุว่ายากสอนยาก ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส.
๑๓. ภิกษุประทุษร้ายตระกูล คือประจบคฤหัสถ์ สงฆ์ไล่เสียจากวัด กลับว่าติเตียนสงฆ์ ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดกรรมเพื่อจะให้ละข้อที่ประพฤตินั้น ถ้าไม่ละ ต้องสังฆาทิเสส.

อนิยต ๒

๑. ภิกษุนั่งในที่ลับตากับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๓ อย่าง คือ ปาราชิก หรือสังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น. 
๒. ภิกษุนั่งในที่ลับหูกับหญิงสองต่อสอง ถ้ามีคนที่ควรเชื่อได้มาพูดขึ้นด้วยธรรม ๒ อย่าง คือ สังฆาทิเสส หรือปาจิตตีย์ อย่างใดอย่างหนึ่ง ภิกษุรับอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น หรือเขาว่าจำเพาะธรรมอย่างใด ให้ปรับอย่างนั้น.

นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ๓๐
แบ่งเป็น ๓ วรรค มีวรรคละ ๑๐ สิกขาบท

จีวรวรรค ที่ ๑

๑. ภิกษุทรงอติเรกจีวรได้เพียร ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๒. ภิกษุอยู่ปราศจากไตรจีวรแม้คืนหนึ่ง ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
๓. ถ้าผ้าเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ๆ ประสงค์จะทำจีวร แต่ยังไม่พอ ถ้ามีที่หวังว่าจะได้มาอีก พึงเก็บผ้านั้นไว้ได้เพียงเดือนหนึ่งเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้ให้เกินเดือนหนึ่งไป แม้ถึงยังมีที่หวังว่าจะได้อยู่ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๔. ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้ทุบก็ดี ซึ่งจีวรเก่า ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๕. ภิกษุรับจีวรแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๖. ภิกษุของจีวรต่อคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีสมัยที่จะขอจีวรได้ คือ เวลาภิกษุมีจีวรอันโจรลักไป หรือมีจีวรอันฉิบหายเสีย.
๗.ในสมัยเช่นนั้น จะขอเขาได้ก็เพียงผ้านุ่งผ้าห่มเท่านั้น ถ้าขอให้เกินกว่านั้น ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๘. ถ้าคฤหัสถ์ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา เขาพูดว่า เขาจะถวายจีวรแก่ภิกษุชื่อนี้ ภิกษุนั้นทราบความแล้ว เข้าไปพูดให้เขาถวายจีวร
๙. ถ้าคฤหัสถ์ผู้จะถวายจีวรแก่ภิกษุมีหลายคน แต่เขาไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา ภิกษุไปพูดให้เขารวมทุนเข้าเป็นอันเดียวกัน ให้ซื้อจีวรที่แพงว่าดีกว่าที่กำหนดไว้เดิม ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๑๐. ถ้าใคร ๆ นำทรัพย์มาเพื่อค่าจีวรแล้วถามภิกษุว่า ใครเป็นไวยาวัจกรของเธอ ถ้าภิกษุต้องการจีวร ก็พึงแสดงคนวัดหรือ อุบาสกว่า ผู้นี้เป็นไวยาวัจกรของภิกษุทั้งหลาย ครั้นเขามอบหมายไวยาวัจกรนั้นแล้ว สั่งภิกษุว่า ถ้าต้องการจีวร ให้เข้าไปหาไวยาวัจกร ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาเขาแล้วทวงว่า เราต้องการจีวร ดังนี้ ได้ ๓ ครั้ง ถ้าไม่ได้จีวร ไปยืนแต่พอเขาเห็นได้ ๖ ครั้ง ถ้าไม่ได้ขืนไปทวงให้เกิน ๓ ครั้ง ยืนเกิน ๖ ครั้ง ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์. ถ้าไปทวงและยืนครบกำหนดแล้วไม่ได้จีวร จำเป็นต้องไปบอกเจ้าของเดิมว่า ของนั้นไม่สำเร็จประโยชน์แก่ตน ให้เขาเรียกเอาของเขาคืนมาเสีย.

โกสิยวรรคที่ ๒
๑.ภิกษุหล่อสันถัตด้วยขนเจียมเจือด้วยไหม ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์. 
๒.ภิกษุหล่อสันถัตด้วยขนเจียมดำล้วน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๓.ภิกษุจะหล่อสันถัตใหม่ พึงใช้ขนเจียมดำ ๒ ส่วน ขนเจียมขาวส่วนหนึ่ง ขนเจียมแดงส่วนหนึ่ง ถ้าใช้ขนเจียมดำเกิน ๒ ส่วนขึ้นไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๔.ภิกษุหล่อสันถัตใหม่แล้ว พึงใช้ให้ได้ ๖ ปี ถ้ายังไม่ถึง ๖ ปี หล่อใหม่ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
๕.ภิกษุจะหล่อสันถัต พึงตัดเอาสันถัตเก่าคืบหนึ่งโดยรอบมา ปนลงในสันถัตที่หล่อใหม่ เพื่อจะทำลายให้เสียสี ถ้าไม่ทำดังนี้ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๖.เมื่อภิกษุเดินทางไกล ถ้ามีใครถวายขนเจียม ต้องการก็รับได้ ถ้าไม่มีใครนำมา นำมาเองได้เพียง ๓ โยชน์ ถ้าให้เกิน ๓ โยชน์ไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๗.ภิกษุใช้นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ให้ซักก็ดี ให้ย้อมก็ดี ให้สางก็ดี ซึ่งขนเจียม ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๘.ภิกษุรับเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดี ทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๙.ภิกษุทำการซื้อขายด้วยรูปิยะ คือของที่เขาใช้เป็นทองและเงิน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๑๐.ภิกษุแลกเปลี่ยนสิ่งของกับคฤหัสถ์ ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

ปัตตวรรคที่ ๓ 
๑.บาตรนอกจากบาตรอธิษฐานเรียกอติเรกบาตร อติเรกบาตรนั้น ภิกษุเก็บไว้ได้เพียง ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้ล่วง ๑๐ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๒.ภิกษุมีบาตรร้าวยังไม่ถึง ๑๐ นิ้ว ขอบาตรใหม่แต่คฤหัสถ์ ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา ได้มา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๓.ภิกษุรับประเคนเภสัชทั้ง ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย แล้วเก็บไว้ฉันได้เพียง ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง ถ้าให้ล่วง ๗ วันไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๔.เมื่อฤดูร้อนยังเหลืออยู่อีกเดือนหนึ่ง คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๗ จึงแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนได้ เมื่อฤดูร้อนเหลืออยู่อีกกึ่งเดือน คือตั้งแต่ขึ้นค่ำหนึ่งเดือน ๘ จึงทำนุ่งได้ ถ้าแสวงหาหรือทำนุ่งให้ล้ำกว่ากำหนดนั้นเข้ามา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๕.ภิกษุให้จีวรแก่ภิกษุอื่นแล้ว โกรธ ชิงเอาคืนมาเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นชิงเอามาก็ดี ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๖.ภิกษุขอด้ายแต่คฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา เอามาให้ช่างหูกทอเป็นจีวร ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๗.ถ้าคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณา สั่งให้ช่างหูกทอจีวร เพื่อจะถวายแก่ภิกษุ ถ้าภิกษุไปกำหนดให้เขาทำให้ดีขึ้นด้วยจะให้รางวัลแก่เขา ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
๘.ถ้าอีก ๑๐ วันจะถึงวันปวารณา คือตั้งแต่ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ถ้าทายกรีบจะถวายผ้าจำนำพรรษา ก็รับเก็บไว้ได้ แต่ถ้าเก็บไว้เกินกาลจีวรไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์. กาลจีวรนั้นดังนี้ ถ้าจำพรรษาแล้วไม่ได้กรานกฐิน นับแต่วันปวารณาไปเดือนหนึ่ง คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๑๒ ถ้าได้กรานกฐินนับแต่วันปวารณาไป ๕ เดือน คือตั้งแต่แรมค่ำหนึ่งเดือน ๑๑ ถึงกลางเดือน ๔.
๙.ภิกษุจำพรรษาในเสนาสนะป่าซึ่งเป็นที่เปลี่ยว ออกพรรษา แล้ว อยากจะเก็บไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้ในบ้าน เมื่อมีเหตุก็เก็บไว้ได้เพียง ๖ คืนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าเก็บไว้ให้เกิน ๖ คืนไป ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ได้สมมติ.
๑๐.ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่เขาจะถวายสงฆ์มาเพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์

 

ปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบท
มุสาวาทวรรคที่ ๑ มี ๑๐ สิกขาบท 

๑.พูดปด ต้องปาจิตตีย์.
๒.ด่าภิกษุ ต้องปาจิตตีย์.
๓.ส่อเสียดภิกษุ ต้องปาจิตตีย์.
๔.ภิกษุสอนธรรมแก่อนุปสัมบัน ถ้าว่าพร้อมกัน ต้องปาจิตตีย์.
๕.ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกันกับอนุปสัมบัน เกิน ๓ คืน ขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์.
๖.ภิกษุนอนในที่มุงที่บังอันเดียวกับผู้หญิง แม้ในคืนแรก ต้องปาจิตตีย์.
๗.ภิกษุแสดงธรรมแก่ผู้หญิง เกินกว่า ๖ คำขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์. [๑]
๘.ภิกษุบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง แก่อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์.
๙.ภิกษุบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่นแก่อนุปสัมบัน ต้องปาจิตตีย์. [๒]
๑๐.ภิกษุขุดเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นขุดก็ดี ซึ่งแผ่นดิน ต้องปาจิตตีย์

*****๑. เว้นไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย
     ๒.เว้นไว้แต่ได้สมมติ

ภูตคามวรรคที่ ๒ มี ๑๐ สิกขาบท
๑.ภิกษุพรากของเขียวเกิดอยู่กับที่ ให้หลุดจากที่ ต้องปาจิตตีย์.
๒.ภิกษุประพฤติอนาจาร สงฆ์เรียกตัวมาถาม แกล้งพูดกลบเกลื่อนก็ดี นิ่งเสียไม่พูดก็ดี ถ้าสงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบ ต้องปาจิตตีย์.
๓.ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นที่สงฆ์สมมติให้เป็นผู้ทำการสงฆ์ ถ้าเธอทำโดยชอบ ติเตียนเปล่า ๆ ต้องปาจิตตีย์.
๔.ภิกษุเอาเตียง ตั่ง ฟูก เก้าอี้ ของสงฆ์ไปตั้งในที่แจ้งแล้ว เมื่อหลีกไปจากที่นั้น ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช่ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ไม่มอบหมายแก่ผู้อื่นก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
๕.ภิกษุเอาที่นอนของสงฆ์ปูนอนกุฎีสงฆ์แล้ว เมื่อหลีกไปจากที่นั้น ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช่ให้ผู้อื่นเก็บก็ดี ไม่มอบหมายแก่ผู้อื่นก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
๖.ภิกษุรู้อยู่ว่า กุฎีนี้มีผู้อยู่ก่อน แกล้งไปนอนเบียด ด้วยหวังจะให้ผู้อยู่ก่อนคบแคบใจเข้าก็จะหลีกไปเอง ต้องปาจิตตีย์.
๗.ภิกษุโกรธเคืองภิกษุอื่น ฉุดคร่าไล่ออกจากกุฎีสงฆ์ ต้องปาจิตตีย์.
๘.ภิกษุนั่งทับก็ดี นอนทับก็ดี บนเตียงก็ดี บนตั่งก็ดี อันมีเท้าไม่ได้ตรึงให้แน่น ซึ่งเขาวางไว้บนร่างร้านที่เขาเก็บของในกุฎี ต้องปาจิตตีย์.
๙.ภิกษุจะเอาดินหรือปูนโบกหลังคากุฎี พึงโบกได้แต่เพียง ๓ ชั้น ถ้าโบกเกินกว่านั้น ต้องปาจิตตีย์.
๑๐.ภิกษุรู้อยู่ว่า น้ำมีตัวสัตว์ เอารดหญ้าหรือดิน ต้องปาจิตตีย์

โอวาทวรรคที่ ๓ มี ๑๐ สิกขาบท
๑.ภิกษุที่สงฆ์ไม่ได้สมมติ สั่งสอนนางภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์.
๒.แม้ภิกษุที่สงฆ์สมมติแล้ว ตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้วไป สอนนางภิกษุณี ต้องปาจิตตีย์.
๓.ภิกษุข้าไปสอนนางภิกษุณีถึงในที่อยู่ ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่นางภิกษุณีเจ็บ.
๔.ภิกษุติเตียนภิกษุอื่นว่า สอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ ต้องปาจิตตีย์.
๕.ภิกษุให้จีวรแก่นางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่แลกเปลี่ยนกัน.
๖.ภิกษุเย็บจีวรของนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นเย็บก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
๗.ภิกษุชวนนางภิกษุณีเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ทางเปลี่ยว.
๘.ภิกษุชวนนางภิกษุณีลงเรือลำเดียวกัน ขึ้นน้ำก็ดี ล่องน้ำก็ดี ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ข้ามฟาก.
๙.ภิกษุรู้อยู่ฉันของเคี้ยวของฉัน ที่นางภิกษุณีบังคับให้คฤหัสถ์เขาถวาย ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่คฤหัสถ์เขาเริ่มไว้ก่อน.
๑๐.ภิกษุนั่งก็ดี นอนก็ดี ในที่ลับสองต่อสอง กับนางภิกกษุณี ต้องปาจิตตีย์

 โภชนวรรคที่ ๔ มี ๑๐ สิกขาบท
๑.อาหารในโรงทานที่ทั่วไปไม่นิยมบุคคล ภิกษุไม่เจ็บไข้ ฉันได้แต่เฉเพาะวันเดียวแล้ว ต้องหยุดเสียในระหว่าง ต่อไปจึงฉันได้อีก ถ้าฉันติด ๆ กันตั้งแต่สองวันขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์.
๒.ถ้าทายกเขามานิมนต์ ออกชื่อโภชนะทั้ง ๕ อย่าง คือ ข้าวสุก ขนมสด ขนมแห้ง ปลา เนื้อ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไปรับของนั้นมาหรือฉันของนั้นพร้อมกันตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือ เป็นไข้อย่าง ๑ หน้าจีวรกาลอย่าง ๑ เวลาทำจีวรอย่าง ๑ เดินทางไกลอย่าง ๑ ไปทางเรืออย่าง ๑ อยู่มากด้วยกันบิณฑบาตไม่พอฉันอย่าง ๑ โภชนะเป็นของสมณะอย่าง ๑.
๓.ภิกษุรับนิมนต์แห่งหนึ่ง ด้วยโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ไม่ไปฉันในที่นิมนต์นั้น ไปฉันเสียที่อื่น ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ยกส่วนที่รับนิมนต์ไว้ก่อนนั้นให้แก่ภิกษุอื่นเสีย หรือหน้าจีวรกาลและเวลาทำจีวร.
๕.ภิกษุฉันค้างอยู่ มีผู้เอาโภชนะทั้ง ๕ อย่างใดอย่างหนึ่งเข้า มาประเคน ห้ามเสียแล้ว ลุกจากที่นั่งนั้นแล้ว ฉันของเคี้ยวของฉันซึ่งไม่เป็นเดนภิกษุไข้ หรือไม่ได้ทำวินัยกรรม ต้องปาจิตตีย์.
๖.ภิกษุรู้อยู่ว่า ภิกษุอื่นห้ามข้าวแล้ว [ตามสิกขาบทหลัง] คิดจะยกโทษเธอ แกล้งเอาของเคี้ยวของฉันที่ไม่เป็นเดนภิกษุไข้ ไปล่อให้เธอฉัน ถ้าเธอฉันแล้ว ต้องปาจิตตีย์.
๗.ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนถึงวันใหม่ ต้องปาจิตตีย์.
๘.ภิกษุฉันของเคี้ยวของฉันที่เป็นอาหารซึ่งรับประเคนไว้ค้างคืน ต้องปาจิตตีย์.
๙.ภิกษุขอโภชนะอันประณีต คือ ข้าวสุก ระคนด้วยเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ปลา เนื้อ นมสด นมส้ม ต่อคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ปวารณา เอามาฉัน ต้องปาจิตตีย์.
๑๐.ภิกษุกลืนกินอาหารที่ไม่มีผู้ให้ คือยังไม่ได้รับประเคน ให้ล่วงทวารปากเข้าไป ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่น้ำและไม้สีฟัน.

อเจลกวรรคที่ ๕ มี ๑๐ สิกขาบท
๑.ภิกษุให้ของเคี้ยวของฉัน แก่นักบวชนอกศาสนา ด้วยมือตน ต้องปาจิตตีย์.
๒.ภิกษุชวนภิกษุอื่นไปเที่ยวบิณฑบาตด้วยกัน หวังจะประพฤติอนาจาร ไล่เธอกลับมาเสีย ต้องปาจิตตีย์.
๓.ภิกษุสำเร็จการนั่งแทรกแซง ในสกุลที่กำลังบริโภคอาหารอยู่ ต้องปาจิตตีย์.
๔.ภิกษุนั่งอยู่ในห้องกับผู้หญิง ไม่มีผู้ชายอยู่เป็นเพื่อน ต้องปาจิตตีย์.
๕.ภิกษุนั่งในที่แจ้งกับผู้หญิงสองต่อสอง ต้องปาจิตตีย์.
๖.ภิกษุรับนิมนต์ด้วยโภชนะทั้ง ๕ แล้ว จะไปในที่อื่นจากที่นิมนต์นั้น ในเวลาก่อนฉันก็ดี ฉันกลับมาแล้วก็ดี ต้องลาภิกษุที่มีอยู่ในวัดก่อนฉันก็ดี ถ้าไม่ลาก่อนเที่ยวไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่สมัย คือจีวรกาล และเวลาทำจีวร
๗.ถ้าเขาปวารณาด้วยปัจจัยสี่เพียง ๔ เดือน พึงขอเขาได้เพียงกำหนดนั้นเท่านั้น ถ้าของให้เกินกว่ากำหนดนั้นไป ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่เขาปวารณาอีก หรือปวารณาเป็นนิตย์.
๘.ภิกษุไปดูกระบวนทัพที่เขายกไปเพื่อจะรบกัน ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีเหตุ.
๙.ถ้าเหตุที่ต้องไปมีอยู่ พึงไปอยู่ได้ในกองทัพเพียง ๓ วัน ถ้าอยู่ให้เกินกว่ากำหนดนั้น ต้องปาจิตตีย์
๑๐.ในเวลาที่อยู่ในกองทัพตามกำหนดนั้น ถ้าไปดูเขารบกันก็ดีหรือดูเขาตรวจพลก็ดี ดูเขาจัดกระบวนทัพก็ดี ดูหมู่เสนาที่จัดเป็นกระบวนแล้วก็ดี ต้องปาจิตตีย์.

สุราปานวรรคที่ ๖ มี ๑๐ สิกขาบท
๑.ภิกษุดื่มน้ำเมา ต้องปาจิตตีย์.
๒.ภิกษุจี้ภิกษุ ต้องปาจิตตีย์.
๓.ภิกษุว่ายน้ำเล่น ต้องปาจิตตีย์.
๕.ภิกษุหลอนภิกษุให้กลัวผี ต้องปาจิตตีย์.
๖.ภิกษุไม่เป็นไข้ ติดไฟให้เป็นเปลวเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นติดก็ดีเพื่อจะผิง ต้องปาจิตตีย์. ติดเพื่อเหตุอื่น ไม่เป็นอาบัติ.
๗.ภิกษุอยู่ในมัชฌิมประเทศ คือ จังหวัดกลางแห่งประเทศอินเดีย ๑๕ วัน จึงอาบน้ำได้หนหนึ่ง ถ้ายังไม่ถึง ๑๕ วันอาบน้ำ ต้องปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่มีเหตุจำเป็น. ในปัจจันตประเทศ เช่นประเทศเราอาบน้ำได้เป็นนิตย์ ไม่เป็นอาบัติ.
๘.ภิกษุได้จีวรใหม่มา ต้องพินทุด้วยสี ๓ อย่าง คือ เขียวคราม โคลน ดำคล้ำ อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน จึงนุ่งห่มได้ ถ้าไม่ทำพินทุก่อนแล้วนุ่งห่ม ต้องปาจิตตีย์.
๙.ภิกษุวิกัปจีวรแก่ภิกษุหรือสามเณรแล้ว ผู้รับยังไม่ได้ถอนนุ่งห่มจีวรนั้น ต้องปาจิตตีย์.
๑๐.ภิกษุซ่อนบริขาร คือ บาตร จีวร ผ้าปูนั่ง กล่องเข็ม ประคดเอว สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ของภิกษุอื่น ด้วยคิดว่าจะล้อเล่น ต้องปาจิตตีย์.

 

สัปปาณวรรคที่ ๗ มี ๑๐ สิกขาบท
๑.ภิกษุแกล้งฆ่าสัตว์ดิรัจฉาน ต้องปาจิตตีย์.
๒.ภิกษุรู้อยู่ว่า น้ำมีตัวสัตว์ บริโภคน้ำนั้น ต้องปาจิตตีย์.
๓.ภิกษุรู้อยู่ว่า อธิกรณ์นี้สงฆ์ทำแล้วโดยชอบ เลิกถอนเสียกลับทำใหม่ ต้องปาจิตตีย์.
๔.ภิกษุรู้อยู่ แกล้งปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์.
๕.ภิกษุรู้อยู่ เป็นอุปัชฌายะอุปสมบทกุลบุตรผู้มีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี ต้องปาจิตตีย์.
๖.ภิกษุรู้อยู่ ชวนพ่อค้าผู้ซ่อนภาษีเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์.
๗.ภิกษุชวนผู้หญิงเดินทางด้วยกัน แม้สิ้นระยะบ้านหนึ่ง ต้องปาจิตตีย์.
๘.ภิกษุกล่าวคัดค้านธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ภิกษุอื่นห้ามไม่ฟัง สงฆ์สวดประกาศข้อความนั้นจบ ต้องปาจิตตีย์ 
๙.ภิกษุคบภิกษุเช่นนั้น คือ ร่วมกินก็ดี ร่วมอุโบสถสังฆกรรมก็ดี ร่วมนอนก็ดี ต้องปาจิตตีย์.
๑๐.ภิกษุเกลี้ยกล่อมสามเณรที่ภิกษุอื่นให้ฉิบหายแล้ว เพราะโทษที่กล่าวคัดค้านธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ให้เป็นอุปัฏฐากก็ดี ร่วมกินก็ดี ร่วมนอนก็ดี ต้องปาจิตตีย์ 

 

สหธรรมิกวรรคที่ ๘ มี ๑๒ สิกขาบท
๑.ภิกษุประพฤติอนาจาร ภิกษุอื่นตักเตือน พูดผัดเพี้ยนว่า ยังไม่ได้ถามท่านผู้รู้ก่อน ข้าพเจ้าจักไม่ศึกษาในสิกขาบทนี้ ต้องปาจิตตีย์.ธรรมดาภิกษุผู้ศึกษา ยังไม่รู้สิ่งใด ควรจะรู้สิ่งนั้น ควรไต่ถามไล่เลียงท่านผู้รู้.
๒.ภิกษุอื่นท่องปาติโมกข์อยู่ ภิกษุแกล้งพูดให้เธอคลายอุตสาหะ ต้องปาจิตตีย์.
๓.ภิกษุต้องอาบัติแล้วแกล้งพูดว่า ข้าพเจ้าพึ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าข้อนี้มาในพระปาติโมกข์ ถ้าภิกษุอื่นรู้อยู่ว่า เธอเคยรู้มาก่อนแล้วแต่แกล้งพูดกันเขาว่า พึงสวดประกาศความข้อนั้น เมื่อสงฆ์สวดประกาศแล้ว แกล้งทำไม่รู้อีก ต้องปาจิตตีย์.
๔.ภิกษุโกรธ ให้ประหารแก่ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์.
๕.ภิกษุโกรธ เงื้อมือดุจให้ประหารแก่ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์.
๖.ภิกษุโจทก์ฟ้องภิกษุอื่น ด้วยอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล ต้องปาจิตตีย์.
๗.ภิกษุแกล้งก่อความรำคาญให้เกิดแก่ภิกษุอื่น ต้องปาจิตตีย์.
๘.เมื่อภิกษุวิวาทกันอยู่ ภิกษุไปแอบฟังความ เพื่อจะได้รู้ว่าเขาว่าอะไรตนหรือพวกของตน ต้องปาจิตตีย์.
๙.ภิกษุให้ฉันทะ คือความยอมให้ทำสังฆกรรมที่เป็นธรรมแล้ว ภายหลังกลับติเตียนสงฆ์ผู้ทำกรรมนั้น ต้องปาจิตตีย์.
๑๐.เมื่อสงฆ์กำลังประชุมกันตัดสินข้อความข้อหนึ่ง ภิกษุรูปใดอยู่ในที่ประชุมนั้น จะหลีกไปในขณะที่ตัดสินข้อนั้นยังไม่เสร็จ ไม่ให้ฉันทะก่อนลุกไปเสีย ต้องปาจิตตีย์.
๑๑.ภิกษุพร้อมกับสงฆ์ให้จีวรเป็นบำเหน็จ แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งแล้ว ภายหลังกลับติเตียนภิกษุอื่นว่า ให้เพราะเห็นแก่หน้ากัน ต้องปาจิตตีย์.
๑๒.ภิกษุรู้อยู่ น้อมลาภที่ทายกเขาตั้งใจจะถวายสงฆ์มาเพื่อบุคคล ต้องปาจิตตีย์.

 

รัตนวรรคที่ ๙ มี ๑๐ สิกขาบท
๑.ภิกษุไม่ได้รับอนุญาตก่อน เข้าไปในห้องที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จอยู่กับพระมเหสี ต้องปาจิตตีย์.
๒.ภิกษุเห็นเครื่องบริโภคของคฤหัสถ์ตกอยู่ ถือเอาเป็นของเก็บได้เองก็ดี ให้ผู้อื่นถือเอาก็ดี ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่ของนั้นตกอยู่ในวัด หรือในที่อาศัย ต้องเก็บไว้ให้แก่เจ้าของ ถ้าไม่เก็บ ต้องทุกกฎ.
๓.ภิกษุไม่บอกลาภิกษุอื่นที่มีอยู่ในวัดก่อน เข้าไปบ้านในเวลาวิกาล ต้องปาจิตตีย์. เว้นไว้แต่การด่วน.
๔.ภิกษุทำกล่องเข็ม ด้วยกระดูกก็ดี ด้วยงาก็ดี ด้วยเขาก็ดี ต้องปาจิตตีย์. ต้องต่อยกล่องนั้นเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๕.ภิกษุทำเตียงหรือตั่ง พึงทำให้มีเท้าเพียง ๘ นิ้วพระสุคต เว้นไว้แต่แม่แคร่ ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์. ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๖.ภิกษุทำเตียงหรือตั่งหุ้มนุ่น ต้องปาจิตตีย์. ต้องรื้อเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๗.ภิกษุทำผ้าปูนั่ง พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้นยาว ๒ คืบ พระสุคต กว้างคืบครึ่ง ชายคืบหนึ่ง ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์. ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๘.ภิกษุทำผ้าปิดแผล พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้น ยาว ๔ คืบพระสุคต กว้าง ๒ คืบ ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์. ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๙.ภิกษุทำผ้าอาบน้ำฝน พึงทำให้ได้ประมาณ ประมาณนั้นยาว ๖ คืบพระสุคต กว้าง ๒ คืบครึ่ง ถ้าทำให้เกินกำหนดนี้ ต้องปาจิตตีย์. ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.
๑๐.ภิกษุทำจีวรให้เท่าจีวรพระสุคตก็ดี เกินกว่านั้นก็ดี ต้องปาจิตตีย์. ประมาณจีวรพระสุคตนั้น ยาว ๙ คืบพระสุคต กว้าง ๖ คืบ ต้องตัดให้ได้ประมาณเสียก่อน จึงแสดงอาบัติตก.

ปาฏิเทสนียะ ๔
๑.ภิกษุรับของเคี้ยวของฉันแต่มือนางภิกษุณีที่ไม่ใช่ญาติ ด้วยมือของตนมาบริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ.
๒.ภิกษุฉันอยู่ในที่นิมนต์ ถ้ามีนางภิกษุณีมาสั่งทายกให้เอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ถวาย เธอพึงไล่นางภิกษุณีนั้นให้ถ้อยไปเสีย ถ้าไม่ไล่ ต้องปาฏิเทสนียะ.
๓.ภิกษุไม่เป็นไข้ เขาไม่ได้นิมนต์ รับของเคี้ยวของฉันในตระกูลที่สงฆ์สมมติว่าเป็นเสขะ มาบริโภค ต้องปาเทสนียะ.
๔.ภิกษุอยู่ในเสนาสนะป่าเป็นที่เปลี่ยว ไม่เป็นไข้ รับของเคี้ยวของฉัน ที่ทายกไม่ได้แจ้งความให้ทราบก่อน ด้วยมือของตนมาบริโภค ต้องปาฏิเทสนียะ.

เสขิยวัตร
วัตรที่ภิกษุจะต้องศึกษาเรียกว่าเสขิยวัตร เสขิยวัตรนั้น จัดเป็น ๔ หมวด หมวดที่ ๑ เรียกว่าสารูป หมวดที่ ๒ เรียกว่าโภชนปฏิสังยุต หมวดที่ ๓ เรียกว่าธัมมเทสนาปฏิสังยุต หมวดที่ ๔ เรียกว่า ปกิณณกะ.

สารูปที่ ๑ มี ๒๖
๑.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักนุ่งห่มให้เรียบร้อย. ไปในบ้าน.
๒.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักนุ่งห่มให้เรียบร้อย. ไปนั่งในบ้าน.
๓.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักปิดกายด้วยดี ไปในบ้าน.
๔.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักปิดกายด้วยดี ไปนั่งในบ้าน.
๕.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักระวังมือเท้าด้วยดี ไปในบ้าน.
๖.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักระวังมือเท้าด้วยดี ไปนั่งในบ้าน.
๗.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลง ไปในบ้าน
๘.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักมีตาทอดลง ไปนั่งในบ้าน
๙.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เวิกผ้า ไปในบ้าน
๑๐.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เวิกผ้า ไปนั่งในบ้าน
๑๑.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่หัวเราะ ไปในบ้าน
๑๒.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่หัวเราะ ไปนั่งในบ้าน
๑๓.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่พูดเสียงดัง ไปในบ้าน
๑๔.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่พูดเสียงดัง ไปนั่งในบ้าน
๑๕.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โคลงกาย ไปในบ้าน
๑๖.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โคลงกาย ไปนั่งในบ้าน
๑๗.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่ไกวแขน ไปในบ้าน
๑๘.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่ไกวแขน ไปนั่งในบ้าน
๑๙.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่สั่นศีรษะ ไปในบ้าน
๒๐.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่สั่นศีรษะ ไปนั่งในบ้าน
๒๑.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือค้ำกาย ไปในบ้าน
๒๒.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือค้ำกาย ไปนั่งในบ้าน
๒๓.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ ไปในบ้าน
๒๔.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาผ้าคลุมศีรษะ ไปในบ้าน
๒๕.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เดินกระโหย่งเท้าไปในบ้าน
๒๖.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน

โภชนปฏิสังยุตที่ ๒ มี ๓๐
๑.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับบิณฑบาตโดยเคารพ.
๒.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อรับบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร.
๓.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักรับแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก
๔.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจับรับบิณฑบาตแต่พอเสมอขอบปากบาตร.
๕.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันบิณฑบาตโดยเคารพ.
๖.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อฉันบิณฑบาต เราจักแลดูแต่ในบาตร.
๗.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ขุดข้าวสุกให้แหว่ง.
๘.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักฉันแกงพอสมควรแก่ข้าวสุก.
๙.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ขยุ้มข้าวสุกแต่ยอดลงไป.
๑๐.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่กลบแกงหรือกับข้าวด้วยข้าวสุก เพราะอยากจะได้มาก.
๑๑.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เจ็บไข้ จักไม่ขอแกงหรือข้าวสุก เพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน.
๑๒.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ.
๑๓.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่นัก.
๑๔.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักทำคำข้าวให้กลมกล่อม.
๑๕.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อคำข้าวยังไม่ถึงปาก เราจักไม่อ้าปากไว้ท่า.
๑๖.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อฉันอยู่ เราจักไม่เอานิ้วมือสอดเข้าปาก.
๑๗.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เมื่อข้าวอยู่ในปาก เราจักไม่พูด.
๑๘.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่โยนคำข้าเข้าปาก.
๑๙.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันกัดคำข้าว.
๒๐.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย.
๒๑.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง.
๒๒.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าวให้ตกลงในบาตรหรือในที่นั้น ๆ.
๒๓.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันแลบสิ้น
๒๔.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันดังจับ ๆ.

ธัมมเทสนาปฏิสังยุตที่ ๓ มี ๑๖
๑.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีร่มในมือ.
๒.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ มีไม่พลองในมือ.
๓.ฯลฯ มีศัสตราในมือ.
๔.ฯลฯ มีอาวุธในมือ.
๕.ฯลฯ สวมเขียงเท้า.
๖.ฯลฯ สวมรองเท้า.
๗.ฯลฯ ไปในยาน.
๘.ฯลฯ อยู่บนที่นอน.
๙.ฯลฯ นั่งรัดเข่า.
๑๐.ฯลฯ พันศีรษะ.
๑๑.ฯลฯ คลุมศีรษะ
๑๒.ฯลฯ เรานั่งบนอาสนะต่ำ จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะ.
๑๓.ฯลฯ เรานั่งบนอาสนะต่ำ จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้นั่งบนอาสนะสูง.
๑๔.ฯลฯ เรายืนอยู่ จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่.
๑๕.ฯลฯ เราเดินไปข้างหลัง จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้เดินไปข้างหน้า.
๑๖.ฯลฯ เราเดินไปนอกทาง จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้ไปในทาง.

ปกิณณกะที่ ๔ มี ๓
๑.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราไม่เป็นไข้ จักไม่ยืนถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ.
๒.ฯลฯ เราไม่เป็นไข้ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะบ้วนเขฬะ ลงในของเขียว.
๓.ฯลฯ เราไม่เป็นไข้ จักไม่ถ่ายอุจจาระ ถ่ายปัสสาวะ บ้วนเขฬะ ลงในน้ำ.

อธิกรณ์ ๔
๑.ความเถียงกันว่า สิ่งนั้นเป็นธรรมเป็นวินัย สิ่งนี้ไม่ใช่ธรรมไม่ใช่วินัย เรียกวิวาทาธิกรณ์.
๒.ความโจทกันด้วยอาบัตินั้น ๆ เรียกอนุวาทาธิกรณ์.
๓.อาบัติทั้งปวง เรียกอาปัตตาธิกรณ์.
๔.กิจที่สงฆ์จะพึงทำ เรียกกิจจาธิกรณ์.

อธิกรณสมถะ มี ๗
ธรรมเครื่องระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔ นั้น เรียกอธิกรณสมถะ มี ๗ อย่าง คือ:-
๑. ความระงับอธิกรณ์ทั้ง ๔ นั้น ในที่พร้อมหน้าสงฆ์ ในที่พร้อมหน้าบุคคล ในที่พร้อมหน้าวัตถุ ในที่พร้อมหน้าธรรม เรียก สัมมุขาวินัย.
๒. ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่พระอรหันต์ว่า เป็นผู้มีสติเต็มที่ เพื่อจะไม่ให้ใครโจทด้วยอาบัติ เรียกสติวินัย.
๓. ความที่สงฆ์สวดประกาศให้สมมติแก่ภิกษุ ผู้หายเป็นบ้าแล้วเพื่อจะไม่ให้ใครโจทด้วยอาบัติที่เธอทำในเวลาเป็นบ้า เรียกอมูฬหวินัย.
๔. ความปรับอาบัติตามปฏิญญาของจำเลยผู้รับเป็นสัตย์ เรียกปฏิญญาตกรณะ
๕. ความตัดสินเอาตามคำของคนมากเป็นประมาณ เรียกเยภุยยสิกา.
๖. ความลงโทษแก่ผู้ผิด เรียกตัสสปาปิยสิกา.
๗. ความให้ประนีประนอมกันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ต้องชำระความเดิม เรียกติณวัดถารกวินัย.
สิกขาบทนอกนี้ ที่ยกขึ้นเป็นอาบัติถุลลัจจัยบ้าง ทุกกฎบ้าง ทุพภาสิตบ้าง เป็นสิกขาบทไม่ได้มาในพระปาติโมกข์


๒๕.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันดังซูด ๆ.
๒๖.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียมือ.
๒๗.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันขอดบาตร.
๒๘.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่ฉันเลียริมฝีปาก.
๒๙.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ.
๓๐.ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า เราจักไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน.

ผู้แสดงความคิดเห็น สติสัมปันโน (ศิษย์หลวงปู่ช่าวัดหนองป่าพง) (mhoephee-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-06-30 22:26:34 IP : 192.168.3.3


ความเห็นที่ 18 (3309845)
avatar
อุบาสิกา

พระอรหัน เค้าไม่อวดอ้างตนว่าได้นิมิตนั่นนิมีตนี่ เหมือน หลวงปู่เณรคำหรอกค่ะ ไปฟังเทศน์ที่เอะมอลื โอ้ย อวดอุตริมนุษธรรม ชัดๆ ผิดวินัยสงฆ์อย่างแรง เหมือนพูดเอาเงินมากกว่า ไม่ได้เนื้อหาสาระอะไรเลยเวลาเทศน์ ตายๆๆๆ ความเห็นส่วนตัวนะค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อุบาสิกา (ddd-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2011-09-07 07:52:52 IP : 171.4.17.251


ความเห็นที่ 19 (3315855)
avatar
เวียนว่ายตายเกิด

น้อมกราบบูชาสักการะพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทุกองค์ด้วยเศียรเกล้า ขอบุญกุศลที่ข้าพเจ้าและท่านที่อ่านกระทู้นี้ได้กระทำมาแล้วในอดีตชาติและชาตินี้ จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าและท่านได้ดวงตาเห็นธรรม เกิดในภพใดชาติใดขอให้อยู่ในข่ายพระญาณสำเร็จมรรคผลนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าด้วยเทอญ...

                                                           " นิพพานัง ปรมัง สุขขัง"

ผู้แสดงความคิดเห็น เวียนว่ายตายเกิด วันที่ตอบ 2011-11-12 15:35:10 IP : 192.168.1.110


ความเห็นที่ 20 (3317568)
avatar
ลูกอีสาน

หลวงปู่เณรคำไม่ใช่พระอรหันต์หรอกครับ เรื่องนี้สอบถามครูบาอาจารย์ในสายกรรมฐานดูได้ทุกองค์ (แล้วท่านจะได้รับคำยืนยันกับหูของท่านเอง)

พระอรหันต์เขาไม่เที่ยวประกาศภูมิธรรมแลกปัจจัยอย่างหลวงปู่เณรคำหรอก ท่านต้องอยู่อย่างสมถะ ไม่ใช่สร้างนั่นสร้างนี่หาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง เดี๋ยวนี้ก็กำลังสร้างเทวดา 840,000 องค์ องค์ละหมื่น รวมแล้วแปดพันสี่ร้อยล้าน สู้เอาเงินไปสงเคราะห์ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ดีกว่าหรือ อลัชชีวิระพล

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ลูกอีสาน วันที่ตอบ 2011-12-01 23:11:49 IP : 115.87.102.174


ความเห็นที่ 21 (3318270)
avatar
อมตะธรรม

การที่จะรู้ได้ว่าท่านใดบรรลุนั้น มีพระพุทธองค์ที่จะรู้ได้ และสาวกที่บรรลุตามโดยจะเกิดสภาวะเข้ารับรองของพระแต่ละองค์ีที่สำเร็จจริง

จะเป็นปัจจัตตังรู้เองเห็นเอง  และนำมาถ่ายทอดแนวทางการบรรลุธรรมตาม  ดังนั้น หากพระองค์ใด กล่าวถึง อริยสัจ 4 อย่างแจ่มแจงแทงตลอด

ในวงศ์ปฏิจสมุปบาทแล้วละก็ก็องค์นั้นแหละครับ  ส่วนองค์ที่ไม่ถึงท่านอาจจะถึงชั้น โสดาบัน สกทาคามี  อนาคามี ซึ่งยังไม่สามารถบรรลุเข้าไป

รู้ไปเห็นในอริยสัจได้เพียงแต่เห็นลาง ๆ  เท่านั้น  ท่านที่บรรลุพระอรหันต์มีทางเดียวที่ปฏิบัติจะต้องปฏิบัติเหมือนพระพุทธองค์ที่สอนไว้

ผ่านมา 2554 กว่าปีแล้ว คำสอนที่เป็นตัวหนังสือ และการตีความอาจจะผิดเพี้ยนบาง แต่สภาวะที่รับรองการบรรลุธรรมนั้นยังอยู่ แต่ผู้ไม่ถึงนั้นมี

มาก  ใครที่พบพระพุทธศาสนาของพระองค์อย่างแท้จริงนั้น อยู่ที่บุญ ที่ได้ทำมาว่าถึงพร้อมแล้วหรือยัง  อาจหลงไปอยู่สายนั้น สายนี้ หลงอยู่ออก

มาไม่ได้ เสียเวลาไปทั้งชีวิตก็ยังไม่พบแสงสว่างสักที

ความทุกข์นั้นมีอยู่   แต่ผู้ทุกข์ หามีไม่

สมุทัย คือ ความคิดอันพาใจให้เป็นทุกข์นั้นมีอยู่  แต่ผู้คิดหามีไม่

นิโรธ  ความดับทุกข์ หรือการดับความคิด นั้นมีอยู่  แต่ผู้ดับหามีไม่

อริยมรรคสมังคี  การเพียรเพ่งสติพลังฌาน  นั้นมีอยู่ แต่ผู้เพียรเพ่งหามีไม่

อริยสัจทั้ง 4 เขาเป็นอนันตาธาตุปราศจากเจ้าของและปราศจากตัวตน  ปราศจากคน  ปราศจากสัตว์

อริยสัจทั้ง 4 เขาเป็นสุญญตาธาตุ  ปราศจากการมี  การเป็น  ปราศจากสิ่งมีชีวิตจิตใจด้วยประการทั้งปวง

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อมตะธรรม (youremail-at-abc-dot-com)วันที่ตอบ 2011-12-09 20:53:51 IP : 115.67.225.78


ความเห็นที่ 22 (3321702)
avatar
คนหลงทาง

หลวงปู่ เณรคำไม่ใช่ "อรหันต์ครับ "พระอรหันต์ตกใจด้วยหรือครับ ผมเมื่อก่อนเคยหลงเข้าไปนึกว่าท่านสำเร็จ เคยกราบเท้า และตัก แต่เมื่อมาพิจารณา กับความรู้สึกตนเองแล้วไม่ใช่เลยนะ ส่วนเรื่องที่ท่านเอามาเล่านั้น ผมคิดกว่าน่าจะมาจาก บันทึกลึกลับจากชายนิรนาม ของเว็ปธรรมเกตเวย์ครับ ยังไง ก็ท่านทั้หงลายอย่าหลงเลย ผมเคยหลงไปแล้วครับ พิจารณาให้ชัดเถิกดไม่มีใครกล่าวอ้างครับ เพราะ ผิดวินัยสงฆ์

ผู้แสดงความคิดเห็น คนหลงทาง วันที่ตอบ 2012-01-18 22:10:30 IP : 14.207.175.187


ความเห็นที่ 23 (3322747)
avatar
บัวใต้น้ำ

อย่ามัวถกกันเลยพระอรหันต์สามารถทำไห้เกิดได้ทุกคนถ้าเรารู้จักรักษาศีล ปฏิบัติตามกฎแห่งธรรมชาติ เข้าใจในจิตของตน บนรากฐานการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนทำในส่วนที่ผู้อื่นมีความสูขทั้งทางกาย วาจา ใจ เมื่อปฏิบัติกายและวาจาดีแล้วจากนั้นจึงปฏิบัติใจให้บริสุทธิ์ปราศจากกองกิเลส ในขณะเดียวกันต้องฝึกสมาธิเพื่อเข้าไปสอดส่องดูแลกองกิเลสที่เกิดขึ้นกับใจจะได้ถอนรากถอนโคนกองกิเลสที่เกิดขึ้นกับใจให้หมดไป เมื่อทำได้ขั้นนี้จะทำให้เราสามารถบรรลุธรรมสู่ขั้นโสดาบัน (มากกว่านี้ไม่ทราบเพราะภูมิธรรมไม่ถึง)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น บัวใต้น้ำ วันที่ตอบ 2012-01-30 21:10:05 IP : 58.10.77.241


ความเห็นที่ 24 (3323126)
avatar
คนป่าบ้านใกล้เณรคำ

หลวงปู่เณรคำ เล่ห์เหลี่ยมแกมากจริงๆ

ดูยังไงก็ไม่มีคุณสมบัติของอรหันต์ได้เลย  การแสดงธรรมก็ไม่เป็นธรรมชาติ สร้างภาพเอาเท่านั้นเอง

ถ้าอรหันต์ก็น่าจะหันซ้ายหันขวาหาเงิน 

ผู้แสดงความคิดเห็น คนป่าบ้านใกล้เณรคำ (konpa-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-02-02 00:11:06 IP : 122.155.36.131


ความเห็นที่ 25 (3324294)
avatar
ผู้สงสารนักปราช ทั้งหลาย

สาธุๆๆๆ อย่าปรุงแต่งเลย   พระอรหันต์มีอยู่แล้วในตนเอง รีบเร่งหาให้เจอเถอะ อย่าเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้สงสารนักปราช ทั้งหลาย วันที่ตอบ 2012-02-11 11:24:31 IP : 110.49.227.68


ความเห็นที่ 26 (3324385)
avatar
ขอชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของการเวียนว่ายตายเกิด

ถ้าอยากได้คำสอนจากพระอรหันต์ ต้องนี่เลย

หลวงปู่สาวกโลกอุดร ธมฺมปาโล

ถ้าอยากพิสูจน์ว่าเป็นจริงไหมต้องฟังจากเสียงเทศของท่าน

แล้วจะรู้ว่าตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนมาถึงปัจจุบันยังมีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นมาในยุคปัจจุบันแล้ว

สามารถดาวน์โหลดเสียงเทศธรรมมะโอสถได้จาก

 

www.sawoklokudorn.com

ท่านจะได้รู้ว่ายังมีผู้รู้ธรรมมะที่แท้จริงหลงเหลืออยู่

ผู้แสดงความคิดเห็น ขอชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของการเวียนว่ายตายเกิด วันที่ตอบ 2012-02-12 11:54:49 IP : 124.120.44.165


ความเห็นที่ 27 (3325260)
avatar
คน ๆ นึง

ท่านคงไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกค่ะ   ความจริงก็คือความจริงเนอะ   ศรัทธาท่านค่ะ    ค่อยๆ คุยกันนะค่ะ  

ผู้แสดงความคิดเห็น คน ๆ นึง วันที่ตอบ 2012-02-20 16:13:50 IP : 125.26.236.248


ความเห็นที่ 28 (3325871)
avatar
เด็กชล

สมเด็จเกี่ยวไม่ใช่ ล้านเปอร์เซน หลวงตามหาบัว เคย ปรับอาบัติปาราชิก สมเด็จเกี่ยวไว้นะครับ สังฆเภท (ขาดจากความเป็นพระ)ลองศึกษาดู !!

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กชล วันที่ตอบ 2012-02-24 20:16:47 IP : 27.130.177.74


ความเห็นที่ 29 (3325873)
avatar
เด็กชล

คุณบุตรพุทธสมณโคดม อย่ามืดบอดต่อไปเลย พระอรหันต์ไม่ไดมีแค่ที่คุณนับถือหรอกครับ

ตั้งแต่หลวงปู่มั่นลงมา มีอีกหลายท่านนะครับ เปิดตาดูโลกซะบ้างนะครับ*-*

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กชล (bird-22-dot-hi5-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-02-24 20:54:53 IP : 27.130.177.74


ความเห็นที่ 30 (3327504)
avatar
เอก

เณรคำ ทั้งหลาย  ทั้งนครพนม  ศรีสะเกษ  มัน 18 มงกุฏทั้งคู่ 

ผู้แสดงความคิดเห็น เอก (bot_s-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-03-12 10:45:42 IP : 113.53.230.162


ความเห็นที่ 31 (3332107)
avatar
พุทฺธญาโณ ขีณาสพ

เราจะชี้แจงว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านใดเป็นอรหันต์ จงฟังก่อนเถิด

ปัญหา เราจะมีวิธีพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าภิกษุรูปใดเป็นพระอรหันต์ หรือไม่ เพราะเราไม่อาจจะทราบได้ด้วยเครื่องหมายภายนอกใด ๆ ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลว่า ข้าพเจ้ารู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จ แล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่างเพื่อยินดี อย่าเพื่อคัดค้าน คำกล่าวของภิกษุรูปนั้น... พึงถามปัญหาเธอว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ โวหารอันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ..... ตรัสไว้ชอบนี้มี ๔ ประการ..... คือ คำกล่าวว่าเห็นอารมณ์ที่ตนเห็นแล้ว..... ได้ยินในอารมณ์ที่ตนฟังแล้ว..... ทราบในอารมณ์ที่ตนทราบแล้ว.... รู้ชัดในอารมณ์ที่ตนรู้ชัดแล้ว.... ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร ๔ นี้ ? 
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว.... พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบจึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพันพ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้เห็น มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่...... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ยิน..... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้าได้ทราบ..... พรากได้แล้วในธรรมที่ข้าพเจ้ารู้ชัด.... จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในโวหาร ๔ นี้
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุรูปนั้นพวกเธอควรชื่นชมอนุโมทนาสาธุ ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุอุปาทานขันธ์อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น..... ตรัสไว้ชอบ มี ๕ ประการ แล.... คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทานขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์...... ก็จิตของท่านผู้มีอายุผู้รู้อยู่เห็นอยู่ เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ ?
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว..... พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบจึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้แจ้งรูปแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก มิใช่เป็นที่ตั้งแห่งความชื่นใจ จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้น สำรอก ดับ สละ และสลัดคืน ซึ่งอุปาทานขันธ์ที่ยึดมั่นในรูป และอนุสัยคือความตั้งใจและความปักใจมั่นในรูปได้ ข้าพเจ้ารู้แจ้งเวทนา..... รู้แจ้งสัญญา.... รู้แจ้งสังขาร..... รู้แจ้งวิญญาณแล้วแลว่า ไม่มีกำลัง ปราศจากความน่ารัก..... จึงทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว..... ดูก่อนท่านผู้มีอายุ จิตของข้าพเจ้า ผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ธาตุอันพระผู้มีพระภาคนั้น.... ตรัสไว้ชอบมี ๖ ประการ.... คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ก็จิตของท่านผู้มีอายุ ผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในธาตุ ๖ นี้ 
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว...... พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบจึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า.....ข้าพเจ้าครองปฐวีธาตุโดยความเป็นอนัตตา มิใช่ครองอัตตาอาศัยปฐวีธาตุเลย ข้าพเจ้าครองอาโปธาตุ โดยความเป็นอนัตตา.... ครองเตโชธาตุโดยความเป็นอนัตตา...... ครองวาโยธาตุโดยความเป็นอนัตตา.... มิใช่ครองอัตตาอาศัยวิญญาณธาตุเลย จึงทราบชัดว่าจิตของเราพื้นแล้ว.... จิตของข้าพเจ้าผู้รู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะไม่ยึดมั่นในธาตุ ๖ นี้
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วพึงถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไปว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ก็อายตนะภายในอาตนะภายนอก อันพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ตรัสไว้ชอบนี้ มีอย่างละ ๖ แล คือจักษุและรูป โสตและเสียง ฆานะและกลิ่นชิวหาและรส กายและโผฏฐัพพะ มโนและธรรมารมณ์..... ก็จิตของท่านผู้มีอายุรู้อยู่เห็นอยู่อย่างไรเล่า จึงหลุดพ้นจากอาสวะ ?
“.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว..... พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบจึงนับว่ามีธรรมอันสมควรจะพยากรณ์ได้ดังนี้ว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ข้าพเจ้าทราบชัดว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นสำรอก ดับสละ และสลัดคืนซึ่งความพอใจ ความกำหนัด ความยินดี ตัณหา อุปาทาน ที่ยึดมั่นและอนุสัยคือความตั้งใจ และความปักใจมั่นในจักษุในรูปในจักษุวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุวิญญาณ..... ในโสต ในเสียง ในโสตวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยโสตวิญญาณ...... ในฆาน ในกลิ่น ในฆานวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานวิญญาณ.... ในชิวหา ในรส ในชิวหาวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหาวิญญาณ ในกาย ในโผฏฐัพพะ ในกายวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยกายวิญญาณ ..... ในมโน ในธรรมารมณ์ ในมโนวิญญาณ และในธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยกายวิญญาณ..... จิตของข้าพเจ้ารู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงได้หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นในอายตนะทั้งภายในทั้งภายนอกอย่างละ ๖ เหล่านี้.....”

ฉวิโสธน ปญ 
สูตร อุ. ม. (๑๖๗-๑๗๑)
ตบ. ๑๔ : ๑๒๓-๑๒๗ ตท. ๑๔ : ๑๐๔-๑๐๘
ตอ. MLS. III : ๘๑-๘๕

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทฺธญาโณ ขีณาสพ วันที่ตอบ 2012-04-28 17:47:24 IP : 118.172.120.160


ความเห็นที่ 32 (3335485)
avatar
กามาโลกียะ สุขาทางโลกา

ความเห็นที่ 26 

คิดเห็นเหมือนกับท่านเลยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น กามาโลกียะ สุขาทางโลกา วันที่ตอบ 2012-06-05 18:52:33 IP : 110.168.166.55


ความเห็นที่ 33 (3337636)
avatar
ผู้ใฝ่ธรรม

 ข้าพเจ้าได้เจอพระองค์หนึ่งที่บ้านผือ จังหวัดอุดร เจอครั้งแรกมองดูท่านเหมือนพระที่สติไม่ดี ท่านไม่ค่อยยุ่งกับใครเท่าไร ถ้าไม่รู้จักมักคุ้นแล้วท่านจะไม่พูดด้วยเลยท่าทางของท่าน ทำตัวเหมือนคนสติไม่ดี  ทำตัวเหมือนคนบ้า แขกมาหาก็ทำท่าทางเหมือนคนไม่เต็มใส่ แล้วท่านก็จะบอกว่าโยมพากันไปที่อื่นซะเถิด อาตมาไม่ใช่พระที่สำรวมเท่าไร โยมพากันไปหาพระที่ท่านพากันสำรวมเถิดนะพอแขกไปท่านก็หัวเราะ(แต่ท่านเป็นพระที่ตลก ไม่ถือสาใคร พูดแล้วก็หัวเราะ) แต่คำสอนท่านสอนข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้ายังจำขึ้นใจได้ตลอดคือท่านว่า อย่าปฏิบัติธรรมเพื่อเห็นแก่ลาภ สักการะเด้อ  อย่าปฏิบัติธรรมเพื่อให้คนอื่นศรัทธาเด้อ แต่จงปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ทางใจให้กับตัวเอง เขาจะว่าเราเป็นคนอย่างไรก็ช่างเขา เราดีเราชั่วเราก็รู้อยู่แก่ใจของเรา ที่สำคัญกายกับวาจานั้นไม่สำคัญเท่าใจดอก ใจต่างหากที่สำคํญท่าใจเราสงบแล้วกายก็ไม่ทำผิด วาจาก็ไม่ทำผิด ใจเป็นประธาน ใจเป็นใหญ่ กิเลสก็อยู่ที่ใจ ธรรมก็อยู่ที่ใจ  ความสำเร็จก็สำเร็จด้วยใจ แต่สุดท้ายท่านจะพูดว่า อย่าได้เชื่อในสิ่งที่อาตมาพูด ถ้าพวกโยมเชื่อพวกโยมจะกลายเป็นคนหูเบา จงนำสิ่งที่อาตมาพูดนั้นไปพิจารณาด้วยปัญญาก่อนถ้ามีเหตุผลที่เป็นสาระแล้วค่อยเชื่อ ค่อยทำตาม ถ้าไม่เป็นสาระ ก็อย่าเก็บใส่ใจ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ผู้ใฝ่ธรรม วันที่ตอบ 2012-07-01 12:10:40 IP : 1.4.160.70


ความเห็นที่ 34 (3339150)
avatar
จำไว้นะ

 อรหันต์หรือไม่เอาตอนตายเป็นที่ตั้ง

พระอรหันต์ กระดูกทิ้งไว้แล้วต้องเป็นพระธาตุทั้งหมด

ผู้แสดงความคิดเห็น จำไว้นะ วันที่ตอบ 2012-07-18 20:00:18 IP : 223.207.111.22


ความเห็นที่ 35 (3339165)
avatar
บัวที่พึ่งพ้นตม

พระอรหันต์นั้นมีจริงและไม่ต้องแสวงที่ไหนหรอกครับ ที่บ้านของเราก็มีพระอรหันต์ตั้ง2องค์  ถึงแม้ว่าจะมีพระอรหันต์มากมาย แต่เราไม่ศรัทธา และปฎิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่มีประโยช์นใดๆทั้งสิ้น มันเป็นการพิสูจน์ยากว่าองค์ไหนท่านเป็นพระอรหันต์ถ้าตราบใดเรายังไม่เป็นอรหันต์เราก็ยังไม่รู้ว่าองค์ไหนอรหันต์จริงหรือเทียม(ถ้าอยากรู้ด้วยตนเอง)  เพราะอรหันต์ด้วยกันเท่านั้นถึงจะรู้  ขอให้จำคำนี้ใว้ว่า ถ้ายังไม่สิ้นอายุพระพุทธศานา  ถ้ายังมีการปฎิพฤติปฎิบัติตามคำสอนของพุทธองค์ตราบนั้นโลกก็ยังไม่สิ้นจากพระอริยะ  ถ้าท่านใดอยากรู้ว่าพระอรหันต์มีจริงมัย หรือนิพพานเป็นอย่างไร ขอให้ท่านผู้นั้นจงปฎิบัติเองเถิด  เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพ  คือรู้ได้เฉพาะตน  อย่ามั่วเสียเวลาทะเลาะกันเลย

ผู้แสดงความคิดเห็น บัวที่พึ่งพ้นตม วันที่ตอบ 2012-07-18 21:34:43 IP : 101.108.58.153


ความเห็นที่ 36 (3339167)
avatar
พระไม่ได้เป็นอรหันต์แค่สงฆ์สมมุติ

 รู้ได้ไงว่าใครเป้นอรหันต์แม้นแต่ตัวเองก็บอกคนอื่นไม่ได้  ว่าเป็นอรหันต์บอกก็ผิดอาบัติหนัก

พระสงฆ์ที่กล้าบอกว่ามีคุณพิเศษในตนนะปาราชิกนานแล้วยิ่่งกว่าพระสงฆ์กินเหล้าเสียอีก

ผู้แสดงความคิดเห็น พระไม่ได้เป็นอรหันต์แค่สงฆ์สมมุติ วันที่ตอบ 2012-07-18 21:40:14 IP : 1.1.137.32


ความเห็นที่ 37 (3339799)
avatar
ศรัทธา

 พระที่เป็น พระอรหันต์ ไม่ใช่แค่สายธรรมยุติเท่านั้น ยังมี มหานิกายอิก เช่นหลวงพ่อ ชา หลวงพ่อพวน วัดมงคลรัตน์ จังหวัดสุรินทร์  ท่านเป็น พระที่สอน กรรมฐานในป่าแบบ เงีบยๆๆ ไม่ได้บอกใครว่า เป็นกรรมฐาน มีรูปแบบที่พิศดาร 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศรัทธา วันที่ตอบ 2012-07-25 18:11:48 IP : 115.87.64.214


ความเห็นที่ 38 (3341108)
avatar
ว.พุทธธรรม

  เรียนมาก รู้มาก พูดมาก ศาสนามีแต่พูดๆๆๆ เอากระดาษ คัมภีร์ มากางแล้วก้พ่นน้ำลายใส่กัน ไม่เคยลงมือปฏิบัติ ให้เกิด อีก ๑๐๐ ชาติ ก็ไม่หันต์

 พระพุทธองค์ เกิดในป่าลุมพินี ปลงสังขารในป่า ให้โอวาทปาฏิโมกข์ก็ในป่า ตรัสรู้ก็ในป่าเปลี่ยว  นิพพานก็ในป่าเปลี่ยวชนะมารก็ในป่า ธรรมทั้งหลายล้วนเกิดในป่า เป็นธรรมราคาสูง ธรรมโลกุตระเหนือโลก...อย่ามาเถียงกัน อ้างต่างๆๆ นาๆๆ ..ถ้าถูกหรือผิด ก็ตกนรกด้วยกัน..เด้อ...

มีบางคนถามว่า ทำไม มีแต่ภาคอีสาน และภาคเหนือ ที่มีพระอริยเจ้ามากๆ ...ก็เพราะว่า..ประเทศไทยนี้เป็นแหล่งกำเนิดของผู้มีบุญ ...เพราะเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา เทพพรหม ทั้งหลาย นักบุญ นักพรต รุกขเทวา ....ผู้ที่จะมาเสริมสร้างพระบารมี ให้ถึงฝั่ง จึงต้องมาเกิด บนผืนแผ่นดินธรรมแห่งนี้ (หลวงปู่มั่น ท่านพูดไว้ครับ)...แล้วอย่ามาเถียงกันอีก ..ลงมอปฏิบัติ..อย่าเอาในกระดาษ มาอวดกัน...มันจะลงนรก...สาธุ...

ผู้แสดงความคิดเห็น ว.พุทธธรรม วันที่ตอบ 2012-08-12 20:08:55 IP : 115.67.193.80


ความเห็นที่ 39 (3347385)
avatar
Anusara

ขออนุญาติแก้ไขข้อมูลในลำดับที่46 ของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน) พระอริยะเจ้าแห่งวัดท่าซุง ปัจจุบันสรีระสังขารของหลวงพ่อยังอยู่ที่วิหารแก้วภายในวัดท่าซุง  ไม่ได้มีการประชุมเพลิงแต่อย่างใด ขอเชิญไปกราบได้นะคะ  

ผู้แสดงความคิดเห็น Anusara วันที่ตอบ 2012-11-01 16:27:49 IP : 110.49.251.16



[1]



กระทู้นี้ไม่เปิดให้แสดงความคิดเห็น

Copyright © 2010 All Rights Reserved.