หน้ารวมกระทู้ > สมเด็จพระเอกาทศรถ-พระองค์ขาว

สมเด็จพระเอกาทศรถ-พระองค์ขาว
avatar
ชัย กรุงศรี


 

สมเด็จพระเอกาทศรถ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

 
สมเด็จพระเอกาทศรถ
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระปรมาภิไธย สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๓
วันพระราชสมภพ พ.ศ. ๒๑๐๐
วันสวรรคต พ.ศ. ๒๑๕๓
พระอิสริยยศ พระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา
พระราชบิดา สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช
พระราชมารดา พระวิสุทธิกษัตริย์
พระราชบุตร ๕ พระองค์
 
การครองราชย์
ราชวงศ์ ราชวงศ์สุโขทัย
ทรงราชย์ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๑๔๘ - พ.ศ. ๒๑๕๓
ระยะเวลาครองราชย์ 5 ปี
รัชกาลก่อนหน้า สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
รัชกาลถัดมา สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์

พระบาทสมเด็จพระสรรเพชญที่ ๓ (สมเด็จพระเอกาทศรถ) หรือ พระนามเดิมว่า พระองค์ขาว เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในสมเด็จพระมหาธรรมราชา กับพระวิสุทธิกษัตรี ทรงเป็นพระอนุชาของพระสุพรรณกัลยาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

เนื้อหา

[ซ่อน]

[แก้] ก่อนขึ้นครองราชสมบัติ

หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแกลง เมื่อปีพ.ศ. ๒๑๒๗ สมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้เสด็จออกร่วมทำการรบคู่กับสมเด็จพระนเรศวร ได้โดยเสด็จในการทำศึกสงครามด้วยทุกครั้งนับแต่นั้นมาจนสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นจำนวนถึง ๑๗ ครั้ง

ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาพระเอกาทศรถ เป็นสมเด็จพระเอกาทศรถ ที่พระมหาอุปราชา แต่ให้มีพระเกียรติยศเสมอพระเจ้าแผ่นดินและให้ประทับอยู่ที่พระราชวังจันทร์เกษม

[แก้] หลังขึ้นครองราชสมบัติ

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๑๔๘ พระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระนเรศวร ในปีเดียวกันในรัชสมัยของพระองค์ บ้านเมืองเป็นปกติสุข เป็นที่เคารพยำเกรงแก่ประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นผลจากการที่สมเด็จพระนเรศวร และพระองค์เองได้ทรงสร้างอานุภาพ ของราชอาณาจักรอยุธยาไว้อย่างยิ่งใหญ่ มีพระราชอาณาเขตแผ่ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่ายุคใดๆของไทย พระองค์ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาทำศึกมาตลอดการครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวร จึงไม่มีพระราชประสงค์จะแผ่พระราชอาณาเขตออกไปอีก และหันมาเน้นทางการปกครองบ้านเมืองแทน

ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีชาวต่างประเทศอาศัยในกรุงศรีอยุธยาอยู่มากจึงมีการยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาเป็นทหาร เรียกว่า ทหารอาสา โดยได้จัดแบ่งออกเป็นพวก ๆ ตามเชื้อชาติ และตามความชำนาญในการรบ เกิดหน่วยทหารอาสาขึ้นหลายหน่วย เช่น กรมอาสาญี่ปุ่น กรมอาสาจาม กรมทหารแม่นปืน (โปรตุเกส) นอกจากนั้นในรัชสมัยของพระองค์ ยังมีชื่อเสียงในด้านความสามารถหล่อปืนใหญ่สำริดที่มีคุณภาพสูง ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้มาจากโปรตุเกสและฮอลันดา เมื่อมาผสมผสานกับขีดความสามารถ ในด้านการหล่อโลหะของไทยที่มีการหล่อ ระฆังและพระพุทธรูป ที่มีมาแต่เดิม จึงทำให้การหล่อปืนใหญ่ของไทยในครั้งนั้นเป็นที่ยกย่องชมเชยไปถึงต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่โชกุนของญี่ปุ่น ได้มีหนังสือชมเชยคุณสมบัติของปืนใหญ่ไทยเป็นอันมาก พร้อมกับขอให้ไทยช่วยหล่อปืนใหญ่ให้อีกด้วย

[แก้] การสงคราม

พระเอกาทศรถ จากภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2550) รับบทโดย พ.ต.วินธัย สุวารี
 
พระเอกาทศรถ จากภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2550) รับบทโดย พ.ต.วินธัย สุวารี

ในสมัยของพระองค์ยังมีการไปตีทัพเมืองอังวะของสมเด็จพระสีหสุธรรมราชา (พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง) ที่มายึดไทยใหญ่ และทวายมาเป็นของอังวะ

[แก้] พระราชโอรสและพระราชธิดา

สมเด็จพระเอกาทศรถมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี สององค์คือ เจ้าฟ้าสุทัศน์ และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ และมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระสนม อีกสามองค์คือ พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ และพระองค์ทอง ไม่ทรงมีพระธิดา

[แก้] เสด็จสวรรคต

สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๕๓ ขณะมีพระชนม์พรรษาได้ ๕๐ พรรษาเศษ และทรงอยู่ในราชสมบัติได้ห้าปี เนื่องจากตรอมพระทัยที่พระโอรสเจ้าฟ้าสุทัศน์เสวยยาพิษปลงพระชนม์ พระราชโอรสองค์รอง คือ สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ จึงได้เสวยราชสมบัติสืบต่อมา

[แก้] ดูเพิ่ม



 

รัชสมัยก่อนหน้า:
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ราชวงศ์สุโขทัย
พระมหากษัตริย์ไทย
อาณาจักรอยุธยา

ราชวงศ์สุโขทัย ๒๑๔๘ - ๒๑๖๓
รัชสมัยถัดไป:
สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์
ราชวงศ์สุโขทัย


 



ผู้ตั้งกระทู้ ชัย กรุงศรี กระทู้ตั้งโดยเว็บมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2008-02-21 15:01:11 IP : 58.8.156.104


[1]

ความเห็นที่ 1 (1386249)
avatar
ชัย กรุงศรี คนดีศรีอยุธยา 085-1637455
 

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

           สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรี เสด็จพระราชสมภพ เมื่อปี พ.ศ.๒๐๙๘ ที่เมืองพิษณุโลก พระนามเดิม พระองค์ดำ หรือพระนเรศวร มีพระเชษฐภคินี คือ พระสุพรรณเทวี และพระอนุชา คือ สมเด็จพระเอกาทศรถ (พระองค์ขาว)
           หลังจากเสียกรุงแก่พม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๑๑๒ สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา เขมรเห็นเป็นโอกาสที่ไทยอ่อนแอ จึงได้ยกทัพมาปล้นสดมภ์และกวาดต้อนผู้คนบริเวณชายพระนคร สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึงได้ขอตัวสมเด็จพระนเรศวรจากหงสาวดี กลับมาช่วยป้องกันบ้านเมือง เมื่อพระชนมายุได้ ๑๕ พรรษา หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จไปประทับที่หงสาวดี หลังสงครามช้างเผือกตามคำทูลขอของพระเจ้าบุเรงนอง ตั้งแต่พระชนมายุได้ ๙ พรรษา
           สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระนเรศวรเป็นพระมหาอุปราช ปกครองหัวเมืองทางเหนือ และประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๑๑๔ ตลอดรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็นกำลังสำคัญในการป้องกัน และกอบกู้บ้านเมืองจากข้าศึกทั้งเขมรและพม่า ในปี พ.ศ.๒๑๒๗ พระองค์ได้ทรงประกาศอิสรภาพของกรุงศรีอยุธยาจากอำนาจของพม่า หลังจากที่ตกอยู่ในอำนาจพม่าเป็นเวลา ๑๕ ปี
           เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชา เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๓ พระองค์ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ.๒๑๓๓ เมื่อพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๒ และโปรดเกล้า ฯ ให้พระเอกาทศรถ พระราชอนุชา ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช แต่มีศักดิ์เสมอพระมหากษัตริย์อีกพระองค์หนึ่ง
           ตลอดรัชสมัยของพระองค์ทรงกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากพม่า และได้ทำสงครามกับอริราชศัตรูทั้งพม่าและเขมร จนราชอาณาจักรไทยเป็นปึกแผ่นมั่นคง ขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาลกว่าครั้งใดในอดีตที่ผ่านมา งานสงครามในรัชสมัยของพระองค์ ทั้งในดินแดนไทยและดินแดนข้าศึก ได้ชัยชนะทุกครั้ง ทรงมีพระปรีชาสามารถในการนำทัพ ทรงริเริ่มนำยุทธวิธีแบบใหม่มาใช้ในการทำสงคราม และเปลี่ยนแนวความคิดจากการตั้งรับมาเป็นการรุก และริเริ่มการใช้วิธีรบนอกแบบ
           การสงครามกับพม่าครั้งสำคัญที่ทำให้พม่าไม่กล้ายกทัพมารุกรานไทยอีกเลย เป็นเวลาเกือบสองร้อยปีคือ สงครามยุทธหัตถี เมื่อปี พ.ศ.๒๑๓๕ การสงครามในขั้นต่อไปหลังจากนั้นของพระองค์คือ การรุกเข้าไปในดินแดนของข้าศึก เริ่มจากการตีเมืองทวาย และตะนาวศรี คืนกลับมาจากพม่าหลังจากสงครามยุทธหัตถี  การยกไปตึเมืองเขมรในเวลาต่อมา ยึดเมืองละแวกของเขมรได้  ในปี พ.ศ.๒๑๔๒ พระองค์ยกกองทัพไปปราบปรามมอญแล้วยกขึ้นไปตีเมืองหงสาวดี แต่พระเจ้าตองอูได้นำเสด็จพระเจ้าหงสาวดีหนีไปเมืองตองอูก่อน คงทิ้งให้เมืองหงสาวดีร้างก่อนที่พระองค์จะนำทัพไปถึงไม่นาน
           รายละเอียดของงานด้านการทหารของพระองค์มีอยู่ในเรื่องราชการสงครามในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
           สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองใหม่เป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ยกเลิกระบบเมืองพระยามหานคร จัดแบ่งหัวเมืองเป็นหัวเมืองชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี ยกเลิกการให้เจ้านายไปปกครองเมืองเหล่านี้ แล้วให้ขุนนางไปปกครองแทน
           สมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคต ขณะที่พระองค์ทรงยกกองทัพไปตีเมืองอังวะ เมื่อเสด็จถึงเมืองหาง พระองค์ทรงประชวรเป็นฝีละลอกขึ้นที่พระพักตร์กลายเป็นพิษ เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๑๔๘ พระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา ครองราชย์ได้ ๑๕



 

สมเด็จพระเอกาทศรถ

           สมเด็จพระเอกาทศรถ หรืออีกพระนามหนึ่งว่า พระสรรเพชญ์ที่ ๓ พระนามเดิมว่า พระองค์ขาว  เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในสมเด็จพระมหาธรรมราชา กับพระวิสุทธิกษัตรี
           หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง เมื่อปี พ.ศ.๒๑๒๗ สมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้เสด็จออกร่วมทำการรบคู่กับสมเด็จพระนเรศวร ได้โดยเสด็จในการทำศึกสงครามด้วยทุกครั้งนับแต่นั้นมาจนสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร ฯ เป็นจำนวนถึง ๑๗ ครั้ง
           ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร ฯ พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาพระเอกาทศรถ เป็นสมเด็จพระเอกาทศรถ ที่พระมหาอุปราชา แต่ให้มีพระเกียรติยศเสมอพระเจ้าแผ่นดิน
           เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ.๒๑๔๘ พระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระนเรศวร ในปีเดียวกันในรัชสมัยของพระองค์ บ้านเมืองเป็นปกติสุข เป็นที่เคารพยำเกรงแก่ประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นผลจากการที่สมเด็จพระนเรศวร และพระองค์เองได้ทรงสร้างอานุภาพ ของราชอาณาจักรอยุธยาไว้อย่างยิ่งใหญ่ มีพระราชอาณาเขตแผ่ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล พระองค์ไม่มีพระราชประสงค์จะแผ่พระราชอาณาเขตออกไปอีก
           ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีการยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาเป็นทหาร เรียกว่า ทหารอาสา โดยได้จัดแบ่งออกเป็นพวก ๆ ตามเชื้อชาติ และตามความชำนาญในการรบ เกิดหน่วยทหารอาสาขึ้นหลายหน่วย เช่น กรมอาสาญี่ปุ่น กรมอาสาจาม กรมทหารแม่นปืน (โปรตุเกส) นอกจากนั้นในรัชสมัยของพระองค์ ยังมีชื่อเสียงในด้านความสามารถหล่อปืนใหญ่สำริดที่มีคุณภาพสูง ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้มาจากโปรตุเกสและฮอลันดา เมื่อมาผสมผสานกับขีดความสามารถ ในด้านการหล่อโลหะของไทยที่มีการหล่อ ระฆังและพระพุทธรูป ที่มีมาแต่เดิม จึงทำให้การหล่อปืนใหญ่ของไทยในครั้งนั้นเป็นที่ยกย่องชมเชยไปถึงต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่โชกุนของญี่ปุ่น ได้มีหนังสือชมเชยคุณสมบัติของปืนใหญ่ไทยเป็นอันมาก พร้อมกับขอให้ไทยช่วยหล่อปืนใหญ่ให้อีกด้วย
           สมเด็จพระเอกาทศรถมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี สององค์คือ เจ้าฟ้าสุทัศน์ และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาค และมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระสนม อีกสามองค์คือ พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ และพระองค์ทอง
           สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ.๒๑๕๓ พระชนม์พรรษาได้ ๕๐ พรรษาเศษ ครองราชย์ได้ห้าปี

ผู้แสดงความคิดเห็น ชัย กรุงศรี คนดีศรีอยุธยา 085-1637455 ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2008-02-21 15:06:52 IP : 58.8.156.104


ความเห็นที่ 2 (1386269)
avatar
ชัย กรุงศรี คนดีศรีอยุธยา 02-9707986

พ.ศ.๒๑๓๓
            หลักจากสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จขึ้นครองราชย์ได้แปดเดือน พม่าได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา โดยมีพระมหาอุปราชาเป็นแม่ทัพใหญ่ พระยาพะสิมและพระยาพุกาม เป็นกองหน้า ยกทัพมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวร ฯ และสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงยกทัพไปรับศึกที่เมืองสุพรรณบุรี ฝ่ายพม่าเสียที พระยาพุกามเสียชีวิต พระยาพะสิม ถูกจับได้ พระมหาอุปราชา บาดเจ็บต้องถอนทัพกลับไป

๒๙ กรกฎาคม ๒๑๓๓
            วันขึ้นครองราชย์ของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พ.ศ.๒๑๓๕
            สงครามไทย – พม่า คราวสงครามยุทธหัตถี พระเจ้านันทบุเรง กษัตริย์พม่า ทรงให้พระมหาอุปราชา ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง โดยยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงยกทัพไปรอรับทัพพม่าที่หนองสาหร่าย สมเด็จพระนเรศวร ฯ ทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ทรงฟันพระมหาอุปราชาด้วยพระแสงของ้าว สิ้นพระชนม์บนคอช้าง พม่าต้องถอยทัพกลับไป พระแสงของ้าวนี้ต่อมามีนามว่า พระแสงของ้าวแสนพลพ่าย

 

๒๕ มกราคม ๒๑๓๕
            สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกระทำยุทธหัตถีได้ชัยชนะจาก สมเด็จพระมหาอุปราชา พร้อมกับสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้ชัยชนะจากมางจาชะโร ณ พื้นที่ระหว่าง ตำบลตระพังตรุ จังหวัดกาญจนบุรี กับ ตำบลหนองสาหร่าย จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาทางราชการได้กำหนดให้วันดังกล่าวเป็น วันกองทัพไทย ตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นต้นมา

พ.ศ.๒๑๓๖
            สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกกองทัพไปตีเขมร ทรงตีหัวเมืองรายทางไปจนถึงเมืองละแวก เมืองหลวงของเขมร จับนักพระสัตถา กษัตริย์เขมรได้

พ.ศ.๒๑๔๒
            สมเด็จพระเอกาทศรถ เป็นแม่ทัพไปปราบปรามความไม่สงบที่เมืองเชียงใหม่

 

พ.ศ.๒๑๔๒
            สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพบกและทัพเรือ เพื่อไปตีกรุงหงสาวดี ได้ทรงปราบหัวเมืองมอญอยู่สามเดือน แล้วจึงยกทัพไปตีกรุงหงสาวดี แต่ทางพระเจ้าตองอูได้อพยพผู้คน และพระเจ้านันทบุเรง ไปตั้งมั่นอยู่เมืองตองอู พระเจ้ายะไข่ปล้นสดมภ์ และเผาเมืองหงสาวดีหมดสิ้นจนเป็นเมืองร้าง ก่อนที่สมเด็จพระนเศวร ฯ จะยกไปถึง สมเด็จพระนเรศวร ฯ ยกทัพตามไปล้อมเมืองตองอู แต่ตีไม่ได้ เนื่องจากขาดเสบียงต้องยกทัพกลับ

พ.ศ.๒๑๔๗
            สมเด็จพระเอกาทศรถ ยกทัพไปช่วยเมืองแสนหวี แคว้นไทยใหญ่

 

๑๖ พฤษภาคม ๒๑๔๘
            สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงยกทัพไปตีเมืองอังวะ ขณะที่พระองค์เสด็จไปถึงเมืองหาง (เมืองห้างหลวง ในรัฐฉาน) ซึ่งเป็นเมืองอยู่ชายพระราชอาณาเขต พระองค์ทรงพระประชวร เป็นฝีละลอกขึ้นที่พระพักตร์ กลายเป็นพิษ และสวรรคต เมื่อ ๒๕ เมษายน ๒๑๔๘ เมื่อพระชนมายุได้ ๕๐ พรรษา ครองราชย์อยู่ ๑๕ ปี

๒๒ กันยายน ๒๑๕๑
            สมเด็จพระเอกาทศรถ โปรดให้ทูตานุทูตอัญเชิญพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการไปเจริญ ทางพระราชไมตรีกับพระเจ้ามอริสในราชวงศ์ ออเรนซ์ แห่งประเทศฮอลันดา นับเป็นคณะทูตไทยคณะแรกที่เดินทางไปทวีปยุโรป

พ.ศ.๒๑๕๓
            พระเจ้าเจมส์ที่ ๑ แห่งอังกฤษ ได้มีพระราชสาส์นถึงพระเจ้าทรงธรรม เพื่อขอพระบรมราชานุญาตให้พ่อค้าชาวอังกฤษเข้ามาค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาได้สะดวก

๒๓ มิถุนายน ๒๑๕
            เรือสำเภาอังกฤษชื่อ โกลบ เดินทางมาถึงปัตตานี นับเป็นเรืออังกฤษลำแรกที่เดินทางมาไทยในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ

๑๗ กันยายน ๒๑๕๕
            พ่อค้าอังกฤษคนแรกซึ่งเดินทางโดยเรือ Globe เข้าเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถ เพื่อถวายพระราชสาส์นของพระเจ้าเจมส์ที่ ๑ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่อังกฤษและไทยมีความสัมพันธ์กัน

 

พ.ศ.๒๑๖๕
            พม่ายกทัพมาตีเมืองทวาย อันเป็นเมืองท่าสำคัญเมืองหนึ่งทางทิศตะวันตกของไทยได้

๑๒ ธันวาคม ๒๑๗๑
            พระเจ้าทรงธรรมสวรรคต เมื่อพระชนม์พรรษาได้ ๓๘ มีพระราชโอรส ๓ องค์ คือ พระเชษฐาธิราชกุมาร พระพันปีศรีศิลป์ และพระอาทิตยวงศ์ แต่จดหมายเหตุ วันวลิตว่ามีราชโอรส ๙ องค์ พระราชธิดา ๘ องค์

พ.ศ.๒๑๗๕
            สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ พร้อมทั้งหมู่พระราชนิเวศน์และวัดชุมพลนิกายารามขึ้นที่บางปะอิน อันเป็นที่ประสูติ ไว้สำหรับเป็นที่แปรพระราชฐาน

พ.ศ.๒๑๘๑
            สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง โปรดเกล้า ฯ ให้จัดพิธีลบศักราช ให้เปลี่ยนจากปีขาลเป็นปีกุน โดยแจ้งให้บรรดาหัวเมืองน้อยใหญ่รวมทั้งประเทศราช ให้ใช้ปีศักราชตามพระนครศรีอยุธยา ทั้งนี้เนื่องจากมีความเชื่อกันว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงถึงขั้นกลียุคขึ้น

ผู้แสดงความคิดเห็น ชัย กรุงศรี คนดีศรีอยุธยา 02-9707986 ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2008-02-21 15:24:54 IP : 58.8.156.104


ความเห็นที่ 3 (1386272)
avatar
Admin

ประวัติศาสตร์อยุธยา
• สมเด็จพระเอกาทศรถ

• ราชวงศ์ : สุโขทัย
• ปีที่ครองราชย์ : พ.ศ.2146-2153
     พระเอกาทศรถ เป็นกษัตริย์องค์ที่ 20 ของอาณาจักรอยุธยา พระองค์เป็นโอรสของพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตรีและเป็นอนุชาของพระนเรศวร มีพระชนมายุอ่อนกว่าพระนเรศวร 5 ปี ในสมัยที่พระราชบิดาคือพระมหาธรรมราชาครองราชสมบัติ พระนเรศวรได้รับการสถาปนาเป็น “วังหน้า” ซึ่งคล้ายกับตำแหน่งที่จะได้รับการครองราชสมบัติ พระเอกาทศรถก็ได้รับการสถาปนาเป็น “วังหลัง” เมื่อพระนเรศวรได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระเอกาทศรถก็ได้ยกย่องในฐานะเท่าเทียบกับพระนเรศวร คือพระองค์อยู่ในฐานะของ “พระเจ้าอยู่หัว” อีกพระองค์หนึ่ง ทั้งนี้อาจจะเป็นได้ว่าพระเอกาทศรถทรงร่วมรบในการสงครามกับพระนเรศวรมาตลอด และอาจเป็นเพราะพระนเรศวรไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีพระมเหสีหรือพระโอรส พระเอกาทศรถจึงอยู่ในฐานะของอุปราชหรือผู้ที่จะได้รับสืบราชสมบัติอย่างชัดเจน
     พระเอกาทศรสขึ้นครองราชสมบัติเมื่อพระชนมายุได้ 45 พรรษา ในสมัยที่อาณาจักรอยุธยาเป็นปึกแผ่นมั่นคง เพราะพระนเรศวรได้ขยายอำนาจของอยุธยาออกไปกว้างขวางอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อยุธยามีอำนาจเหนือเชียงใหม่และรุกเข้าไปในดินแดนรัฐฉานและทางพม่าตอนใต้ก็ได้เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี และทางด้านกัมพูชาก็ทำให้เขมรต้องยอมรับอำนาจของไทย แต่อย่างไรก็ตามบรรดาอาณาเขตเหล่านี้ก็เป็นอิสระเมื่อสิ้นพระนเรศวร คงยังเหลืออยู่ก็แค่ส่วนพม่าตอนล่าง
     เอกสารชาวต่างชาติกล่าวกันว่า ทั้งพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงโปรด “ชาวต่างชาติ” ดังนั้นอยุธยาจึงต้อนรับชาวต่างชาติอื่นๆอีก เช่น โปรตุเกส และญี่ปุ่น น่าเชื่อชาวญี่ปุ่นได้มีบทบาทสำคัญแล้วตั้งแต่สมัยของพระนเรศวร ซึ่งมี “ทหารอาสา” ญี่ปุ่น 500 คนในสงครามครั้งนั้น ในสมัยพระเอกาทศรถก็มีชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาค้าขายและมารับจ้างเป็นทหาร พระเอกาทศรถเองทรงเป็นทูตกับตระกูลโตกุกาว่าด้วย สมัยนี้เป็นสมัยที่เรือญี่ปุ่นได้รับ “ใบเบิกร่องตราแดง” ทางราชการญี่ปุ่นเข้ามายังอยุธยา (ใบร่องตราแดง ซึ่งเป็นเสมือนใบอนุญาตกิจการสำคัญทางการค้าระหว่างไทย-ญี่ปุ่น เป็นเวลาถึง 32 ปี ก่อนญี่ปุ่นจะปิดประเทศ มีเรือญี่ปุ่นมาอยุธยา 56 ลำ มาซื้อสินค้าประเภท ฝาง หนังกวาง หนังปลาฉลาม ตะกั่ว ดีบุก เป็นต้น)
     สมัยของพระเอกาทศรถ เป็นสมัยของการสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ พระเอกาทศรถไม่โปรดการสงคราม และมิได้ทำการขยายอำนาจทางทหารอย่างสมัยพระนเรศวร ดังนั้นสมัยนี้จึงเป็นสมัยของการค้าขายติดต่อกับต่างประเทศและเป็นสมัยที่มีมาตรการทางด้านภาษีอากรอย่างมาก พระเอกาทศรถขึ้นครองราชย์ในเวลาที่สั้นเพียง 5 ปี และเมื่อพระองค์สวรรคตก็มีปํญหาการสืบราชสมบัติแย่งชิงกันในหมู่พระโอรสพระองค์เอง อันเป็นปัญหาทางการเมืองภายในของอยุธยาที่มีมาตลอดเกือบจะทุกสมัย

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2008-02-21 15:28:34 IP : 58.8.156.104


ความเห็นที่ 4 (1405826)
avatar
Admin

สมเด็จพระเอกาทศรถ

พระบาทสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือ พระนามเดิมว่า พระองค์ขาว เสด็จพระราชสมภพ ณ เมืองพิษณุโลก เป็นพระราชโอรสองค์สุดท้ายในสมเด็จพระมหาธรรมราชา กับพระวิสุทธิกษัตรี ทรงเป็นพระอนุชาของพระสุพรรณกัลยาและสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ก่อนขึ้นครองราชสมบัติ

หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง เมื่อปีพ.ศ. ๒๑๒๗ สมเด็จพระเอกาทศรถก็ได้เสด็จออกร่วมทำการรบคู่กับสมเด็จพระนเรศวร ได้โดยเสด็จในการทำศึกสงครามด้วยทุกครั้งนับแต่นั้นมาจนสิ้นรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นจำนวนถึง ๑๗ ครั้ง

ในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวร พระองค์ได้โปรดเกล้า ฯ ให้สถาปนาพระเอกาทศรถ เป็นสมเด็จพระเอกาทศรถ ที่พระมหาอุปราชา แต่ให้มีพระเกียรติยศเสมอพระเจ้าแผ่นดินและให้ประทับอยู่ที่พระราชวังจันทร์เกษม

หลังขึ้นครองราชสมบัติ

เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๑๔๘ พระองค์ก็ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระนเรศวร ในปีเดียวกันในรัชสมัยของพระองค์ บ้านเมืองเป็นปกติสุข เป็นที่เคารพยำเกรงแก่ประเทศเพื่อนบ้าน อันเป็นผลจากการที่สมเด็จพระนเรศวร และพระองค์เองได้ทรงสร้างอานุภาพ ของราชอาณาจักรอยุธยาไว้อย่างยิ่งใหญ่ มีพระราชอาณาเขตแผ่ออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาลเกินกว่ายุคใดๆของไทย พระองค์ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาทำศึกมาตลอดการครองราชย์ของสมเด็จพระนเรศวร จึงไม่มีพระราชประสงค์จะแผ่พระราชอาณาเขตออกไปอีก และหันมาเน้นทางการปกครองบ้านเมืองแทน

ในรัชสมัยของพระองค์ได้มีชาวต่างประเทศอาศัยในกรุงศรีอยุธยาอยู่มากจึงมีการยอมรับชาวต่างชาติเข้ามาเป็นทหาร เรียกว่า ทหารอาสา โดยได้จัดแบ่งออกเป็นพวก ๆ ตามเชื้อชาติ และตามความชำนาญในการรบ เกิดหน่วยทหารอาสาขึ้นหลายหน่วย เช่น กรมอาสาญี่ปุ่น กรมอาสาจาม กรมทหารแม่นปืน (โปรตุเกส) นอกจากนั้นในรัชสมัยของพระองค์ ยังมีชื่อเสียงในด้านความสามารถหล่อปืนใหญ่สำริดที่มีคุณภาพสูง ซึ่งน่าจะได้เรียนรู้มาจากโปรตุเกสและฮอลันดา เมื่อมาผสมผสานกับขีดความสามารถ ในด้านการหล่อโลหะของไทยที่มีการหล่อ ระฆังและพระพุทธรูป ที่มีมาแต่เดิม จึงทำให้การหล่อปืนใหญ่ของไทยในครั้งนั้นเป็นที่ยกย่องชมเชยไปถึงต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากการที่โชกุนของญี่ปุ่น ได้มีหนังสือชมเชยคุณสมบัติของปืนใหญ่ไทยเป็นอันมาก พร้อมกับขอให้ไทยช่วยหล่อปืนใหญ่ให้อีกด้วย

พระราชโอรสและพระราชธิดา

สมเด็จพระเอกาทศรถมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระอัครมเหสี สององค์คือ เจ้าฟ้าสุทัศน์ และเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ และมีพระราชโอรสที่ประสูติจากพระสนม อีกสามองค์คือ พระอินทรราชา พระศรีศิลป์ และพระองค์ทอง ไม่ทรงมีพระธิดา

เสด็จสวรรคต

สมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. ๒๑๕๓ ขณะมีพระชนม์พรรษาได้ ๕๐ พรรษาเศษ และทรงอยู่ในราชสมบัติได้ห้าปี เนื่องจากตรอมพระทัยที่พระโอรสเจ้าฟ้าสุทัศน์เสวยยาพิษปลงพระชนม์ พระราชโอรสองค์รอง คือ สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ จึงได้เสวยราชสมบัติสืบต่อมา

 

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2008-03-11 08:46:42 IP : 58.8.155.106


ความเห็นที่ 5 (1405829)
avatar
Admin

                  สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเป็นวีรกษัตริย์ที่ชาวพิษณุโลกรู้จัก และกล่าวถึงด้วยความจงรักภักดียิ่ง พระองค์ทรงเคียงคู่กับพระนเรศวรมหาราช ในพระราชพงศาวดาร มักจะกล่าวถึงสองพระองค์ว่า “พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวสองพระองค์”อยู่เสมอ เมื่อมีการตั้งค่ายทหารทางฝั่งตะวันตกเป็นค่ายใหญ่ ที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพภาคที่ ๓ เรียกค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทางฝั่งตะวันออกเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการช่วยรบที่ ๓ เรียกค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อันแสดงถึงความมีใจผูกพันจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เป็นอย่างยิ่ง


                  สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นพระโอรสองค์น้อยของสมเด็จพระมหาธรรมธิราช และพระวิสุทธิกษัตรี ประสูตรเมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๔ ที่พระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก ทรงมีพระชันษาอ่อนกว่าสมเด็จพระนเรศวร ๖ ปี ในปี พ.ศ. ๒๑๐๖ พระเจ้าบุเรงนองยกกองทัพมาตีอยุธยาโดยยกมาทางสุโขทัยและเข้าตีเมืองพิษณุโลกได้นั้น ได้นำเอาพระมหาธรรมราชาธิราช พระยาสวรรคโลก พระยาพิชัยเข้าร่วมกองทัพพม่ายกไปตีกรุงศรีอยุธยา และในที่สุดทาง       กรุงศรีอยุธยาต้องยอมแพ้ในสงครามช้างเผือก แต่ในหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่าเล่าว่าเมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชายอมแพ้พระเจ้าบุเรงนองนั้น ได้นำเอาสมเด็จพระนเรศวร และพระสุพรรณกัลยาลงไปกรุงศีอยุธยาพร้อมกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชด้วยแล้วจึงให้พระเอกาทศรถพระโอรสองค์น้อยอยู่รักษาเมืองพิษณุโลกและต่อมาในปี พ.ศ. ๒๑๑๒ เมื่อพระเจ้าบุเรงนองได้กรุงศรีอยุธยาแล้ว ได้ตั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเป็นผู้ครองกรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้นสมเด็จพระเอกาทศรถได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระมหาอุปราช ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๑๓๔ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชสวรรคต บรรดาข้าราชการทั้งปวง จะยกสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราชสมบัติ แต่พระองค์ไม่ทรงยินยอม อ้างว่าพระเชษฐายังมีชีวิตอยู่ที่เมืองหงสาวดี      พระเอกาทศรถยังคงดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชอยู่อย่างเดิม แต่บังคับบัญชาสิทธิขาดราชการแผ่นดินทั่วไป ส่วนในหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดไม่ได้กล่าวถึงตอนพระองค์รักษาเมืองพิษณุโลก กล่าวถึงเฉพาะการขึ้นรักษาการพระนคร                 หลังพระราชบิดาเสด็จสวรรคตในตำแหน่งพระมหาอุปราช ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าที่ไม่กระทำพิธีราชาภิเศกนั้นด้วยพระองค์รักใคร่พระเชษฐายิ่งนักจึงว่าราชการงานกลุ่มทั้งปวงแทนและรักษาราชธานีเขตขัณฑ์ไว้ท่าพระเชษฐาธิราช ซึ่งหนังสือทั้งสองเล่มมีข้อความต่างจากพงศาวดารไทยทั้งปวง และยังเล่าความที่พิศดารต่างไปจากพงศาวดารไทยอีกคือ เรื่องสมเด็จพระนเรศวรหนีจากกรุงหงสาวดีแล้วถูกพม่าตามตีต้องถอยลงมาตั้งมั่นอยู่ที่เมืองสุพรรณบุรี ความรู้ถึงกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระเอกาทศรถจึงยกกองทัพมาช่วยพระเชษฐาถึงสุพรรณบุรี “ ทั้งสองพระองค์ได้โสมนัส ทรงพระยินดียิ่งนักพระเอกาทศรถจึงกราบลงกับพระบาทพระยา พระเชษฐานั้นก็สวมกอดเอาทันใจ ทั้งสององค์ปรีเปรมเกษมศรี ” สมเด็จพระเอกาทศรถทรงอาสาเข้าทำการรบกับพม่า แต่สมเด็จพระเชษฐาทรงตรัสบอกว่าแม่ทัพฝ่ายพม่านั้นมีความสามารถสูงพระองค์จะเข้าต่อกรกับพม่าเอง แล้วให้สมเด็จพระเอกาทศรถนั้นเป็นกองหนุน ครั้งนั้นนับเป็นศึกครั้งแรกที่สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทำการสู้รบและทรงมีชัยไล่ทัพพม่ากลับไปได้


                จากสงครามครั้งนั้นสมเด็จพระเอกาทศรถก็เสด็จเข้าร่วมทำสงครามเคียงบ่าเคียงไหล่กับพระเชษฐาตลอด ในปี ๒๑๑๔ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรเสด็จไปครองเมืองพิษณุโลก และเสด็จลงมาเยี่ยมพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา คราวนั้นพระยาจีนจันตุ ขุนนางเขมรที่เข้ามาสวามิภักดิ์ต่อไทย แล้วต่อมาเอาใจออกห่าง ลอบลงเรือสำเภาจะหนีออกทะเลกลับไปยังกัมพูชา สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถจึงทรงเร่งลงเรือเร็วไปตามทันพระยาจีนจันตุที่ปากน้ำเจ้าพระยา พระยาจีนจันตุหันหัวเรือเข้ามาสู้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จออกไปยืนที่หัวเรือทรงพระแสงปืนต่อสู้กับข้าศึกโดยมิยอมหลบ จึงถูกพระยาจีนจันตุ ยิงปืนมาถูกรางพระแสงปืนที่ทรงอยู่แตกกระจายไป สมเด็จพระเอกาทศรถทรงห่วงใยในพระเชษฐายิ่งนัก และด้วยความกล้าหาญได้เร่งเรือทรงของพระองค์ เข้าบังคับเรือของสมเด็จพระนเรศวรไว้ เป็นการเอาพระชนม์ชีพเข้าปกป้องพระเชษฐาครั้งสำคัญ


                 หลังจากการสู้รบกับพระยาจีนจันตุแล้ว สงครามใหญ่ๆ ที่พม่ายกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๑๓๓ ทั้งสองพระองค์เข้าร่วมทำสงครามคู่กันมา และในคราวสงครามยุทธหัตถี ในปี พ.ศ. ๒๑๓๕ สมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงกระทำยุทธหัตถีกับมังจาปะโร เจ้าเมืองแปร และทรงสามารถฟันแม่ทัพพม่าสิ้นชีวิตบนคอช้างได้ เช่นเดียวกับพระเชษฐา


                 สมเด็จพระเอกาทศรถ นอกจากจะมีความสามารถความกล้าหาญแล้ว ทรงมีน้ำพระทัยเยือกเย็นสุขุมคัมภีรภาพ จะเห็นได้จากเมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรแต่งตั้งพระรามเดโชชาวเชียงใหม่ ที่รับราชการมีความดีความชอบขึ้นไปครองเมืองเชียงแสน ต่อมาเจ้าเมืองพะเยา เมืองแพร่ เมืองลอ เมืองน่าน เมืองฝาง ซึ่งเคยขึ้นต่อเมืองเชียงใหม่ ได้หันมาเข้ากับพระรามเดโชไม่ยอมขึ้นต่อเมืองเชียงใหม่ซ้ำจะรวมกันโจมตีเมืองเงชียงใหม่ จนทำให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ไม่กล้ายกกองทัพไปสมทบกองทัพกรุงศรีอยุธยาไปตีเมืองตองอู เมือยกทัพกลับจากตีเมืองตองอูสมเด็จพระนเรศวรยกทัพลงไปที่เมืองสุพรรณบุรี แล้วตรัสให้สมเด็จพระเอกาทศรถยกกองทัพขึ้นไปว่าเจ้าเมืองทั้งหลายให้ยินยอมอยู่ใต้อำนาจของเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่เมื่อเสด็จขึ้นไปถึงเมืองเถินก็ได้มีพระราชโองการก็ได้มีเจ้าเมืองเหนือมาเฝ้า แต่เจ้าเมืองเชียงใหม่ยงไม่เชื่อมั่นในพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระเอกาทศรถจึงมิได้ลงมาเฝ้าซ้ำยังให้กองทัพซุ่มโจมตีกองทัพพระรามเดโชที่จะยกมาเฝ้าสมเด็จพระเอกาทศรถความทราบถึงพระองค์ก็มิได้ทรงพิโรธ เหล่าแม่ทัพนายกองกราบบังคมทูลให้เสด็จกลับไม่ให้ช่วยเหลือเจ้าเมืองเชียงใหม่ต่อไป แต่พระองค์เกรงจะเสียพระเกียรติยศพระเชษฐา ทรงอดกลั้นดำเนินการให้เจ้าเมืองเหนือทั้งหลายยอมอ่อนน้อมต่อเมืองเชียงใหม่


                   เมื่อสมเด็จพระนเรศวรได้เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตั้งทัพหลวงอยู่ที่เมืองราชบุรี สมเด็จพระเอกาทศรถได้แยกทางเสด็จประพาสทางชลมารคถึงเมืองพิษณุโลกในท้องที่ต่างหลายตำบล ในครั้งนั้นเสือตัวใหญ่เข้ามาทำร้ายคนพิษณุโลกพระองค์ได้เสด็จประทับช้างพระที่นั่งบัญชาการปราบเสือได้สำเร็จและได้ทรงโปรดเกล้าทองนพคุณเครื่องราชูปโภคของพระองค์ทำเป็นทองประทาศี จากนั้นได้เสด็จไปปิดทองทาศีพระพุทธชินราชจนเสร็จสมบูรณ์นับว่าพระองค์ทรงมีพระทัยผูกพันกับเมืองพิษณุโลกอันเป็นดินแดนมาตุภูมิของพระองค์เป็นอย่างมาก


                     ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๑๔๘ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จยกกองทัพไปตีตองอูของพม่าไปเสด็จรวมพลที่เชียงใหม่ก่อนจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรจึงยกทัพไปเมืองหาง ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จไปทางเมืองฝาง แต่พอถึงเมืองหางสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประชวรหนักและเสด็จสวรรคต สมเด็จพระเอกาทศรถเมื่อทรงทราบข่างก็ทรงเสด็จไปเฝ้าที่เมืองหางทันทีทรงโศการ่ำรักพระบรมเชษฐาเป็นที่โศกสลดแก้แม่ทัพนายกองที่ได้เห็นยิ่งนัก


                     ครั้นเมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถขึ้นครองราชสมบัตินั้นทรงมีพระชนม์ได้ ๔๔ พรรษาเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. ๒๑๕๖ ครองราชสมบัติอยู่ ๘ ปี พระราชโอรสของพระองค์คือเจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ได้ครองราชสมบัติสืบต่อมา


ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2008-03-11 08:52:43 IP : 58.8.155.106


ความเห็นที่ 6 (1405835)
avatar
Admin

ประวัติสมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเอกาทศรถ
สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเป็นพระโอรสในสมเด็จพระมหาธรรมราชา และพระวิสุทธิ์กษัตริย์ สันนิฐานว่า ทรงมีพระราชสมภพที่เมืองพิษณุโลก ชาวต่างประเทศขนานพระนามว่า THE WHITE PRINCE หรือพระองค์ขาว

สมเด็จพระเอกาทศรถ ในฐานพระราชอนุชา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการกอบกู้อิสรภาพจากพม่าตลอดมา โดยเฉพาะในด้านการรบในคราวสงครามยุทธหัตถีเมื่อ พ.ศ.2135 ทรงรบเคียงบ่าเคียงไหล่พระเชษฐา โดยกระทำยุทธหัตถีกับเจ้าเมืองจาปะโร จนประสบชัยชนะ ในการสงครามทุกครั้ง สมเด็จพระเอกาทศรถทรงเป็นกำลังสำคัญของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ดังจะเห็นได้จากที่ ทรงส่งสมเด็จพระเอกาทศรถ ไประงับข้อพิพาทขอแง่หัวเมืองฝ่ายเหนือ ที่เชียงใหม่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงตระหนักถึงความสำคัญ ของสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นพระมหาอุปราช มีศักดิ์สูงเสมอพระเจ้าแผ่นดิน ชาวต่างประเทศเรียกขานพระนามว่า The Second King


เมื่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จสวรรคตแล้ว ท้าวพระยาข้าราชการพร้อมกันอันเชิญสมเด็จพระเอกาทศรถ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ครองราชสมบัติอยู่ประมาณ 7 - 8 ปี ก็เสด็จสวรรคต ในปี 2163 กล่าวได้ว่าสมเด็จพระเอกาทศรถเป็นพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ นับแต่ยังทรงพระเยาว์ ตราบจนสวรรคต ด้วยทรงเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้ทำสงคราม เพื่อประกาศอิสรภาพรักษาสถานะของอาณาจักร ตลอดจนแผ่ขยายดินแดนให้เป้นปึกแผ่นมั่นคงขึ้น ตลอดรัชสมัยของพระองค์ เป็นรัชสมัยที่บ้านเมืองสงบมั่นคง ไม่มีศึกสงคราม และได้ทรงปรับปรุงกิจการ หลายอย่างทั้งการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งนับว่าการต่างประเทศรุ่งเรืองมากในสมัยนี้จากหลักฐานในพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า

"อันพระเกียรติ พระยศ แผ่ไพศาลไปนานาประเทศธานีน้อยใหญ่ทั้งปวงก็เกรงพระเดชานุภาพเป็นอันมากพระนครศรีอยุธยาครั้งนั้นเกษมสุขสมบูรณ์"

ผู้แสดงความคิดเห็น Admin วันที่ตอบ 2008-03-11 09:03:51 IP : 58.8.155.106


ความเห็นที่ 7 (2906703)
avatar
รักชาติ

เก่งจังค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น รักชาติ วันที่ตอบ 2008-11-24 13:34:20 IP : 203.172.253.83


ความเห็นที่ 8 (3034733)
avatar
เก่งจัง

ผู้แสดงความคิดเห็น เก่งจัง วันที่ตอบ 2009-07-05 10:43:12 IP : 222.123.175.215


ความเห็นที่ 9 (3058761)
avatar
ตะวัน

พระเอกาทศรถอยู่ในใจผมเสมอครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น ตะวัน (TANYA_2540-at-HOTMAIL-dot-COM)วันที่ตอบ 2009-08-05 17:40:27 IP : 118.172.237.84


ความเห็นที่ 10 (3117247)
avatar
wv

ผู้แสดงความคิดเห็น wv วันที่ตอบ 2009-10-23 10:55:55 IP : 58.147.41.172


ความเห็นที่ 11 (3143815)
avatar
เด็กเถื่อนอย่างที่เห็น

เก่งได้แค่นี้เองหรอ

หามาให้มากกว่านี้ได้ไหมนะเนื้อหา

ผู้แสดงความคิดเห็น เด็กเถื่อนอย่างที่เห็น วันที่ตอบ 2009-12-17 14:31:38 IP : 113.53.71.159


ความเห็นที่ 12 (3196962)
avatar
rat

 

 

 

ดีค่ะเนื้อหาชัดเจนดี

อ่านง่ายดี

เข้าใจง่ายดี

แต่อ่านแล้วตาลายค่ะ

เนื้อหาเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

อ่านแทบไม่ไหวเลย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น rat วันที่ตอบ 2010-02-26 14:23:31 IP : 113.53.181.66


ความเห็นที่ 13 (3215897)
avatar
นู๋แบมมม

นู๋เคยไปมาแร้ววววว

พี่นู๋ดั้ยเปงทหารที่นั่นนนน  อิอิ

หยั่ยยยมากกกก

ผู้แสดงความคิดเห็น นู๋แบมมม วันที่ตอบ 2010-05-07 17:46:08 IP : 124.122.131.53


ความเห็นที่ 14 (3215983)
avatar
ช.วังหน้า

โยนก-ลานนา-ลานช้าง-เชียงแสน-สุโขทัย-กรุงศรีอยุธยา-กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร-รัตนโกสินทร์.....

๐ จากอดีตถึงปัจจุบัน  อนาคตนั้นมันต้องจบ

เป็นนักบวช-นักรัก-และนักรบ   ทั่วไตรภพแสนนานที่ผ่านมา

เป็นกษัตริย์ขัตติยะ-ประชาไทย    สยามในนามรักเป็นหนักหนา

ในจิตชาติ-ศาสน์-กษัตริย์เต็มอัตรา    ต่างภาษาจีน-ธิเบตเหตุแต่เดิม

ลาว-ลานนา-ลานช้างแลโยนก     เชียงแสนตกแตกต่างบุญสร้างเสริม

เป็นชายหญิงก็ยังมีที่ต่อเติม     ชฎิลเจิมพระฤาษีพวกชีไพร

ฉันเป็นลูกองค์ปฐมบรมพุทธ    ธ วิสุทธิ์ดวงจิตพิสมัย

มาช่วยคนช่วยโลกนำโชคชัย    มาทำให้โลกเป็นทิพย์แดนนิพพาน

เป็นวิมานบนดินไทยนถิ่นเกิด    ก่อกำเนิดศากยะศุขศานติ์

พระพุทธเจ้าเป็นคนไทยสมัยโบราณ    จำเนียรกาลนับไม่ได้เพราะไกลเกิน

ฉันเดินทางกลับบ้านมานานมาก    ขอลาจากในชาตินี้ที่ห่างเหิน

พระนิพพานหมดเชื้อเบื่อเหลือเกิน    รักชังเมินขอกลับลาลับเอยฯ......

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ช.วังหน้า (Chai-dot-Wangna-at-gmail-dot-com)ตอบโดยเว็บมาสเตอร์วันที่ตอบ 2010-05-08 09:50:51 IP : 58.8.160.204


ความเห็นที่ 15 (3234312)
avatar
หญิง วัน

เนื้อหาดีค่ะ แต่อยากให้มีรูปภาพที่เกี่ยวกับพระองค์มากกว่านี้ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น หญิง วัน วันที่ตอบ 2010-07-30 16:17:52 IP : 192.168.50.249



[1]



กระทู้นี้ไม่เปิดให้แสดงความคิดเห็น

Copyright © 2010 All Rights Reserved.