หน้ารวมกระทู้ > พุทธศาสนิกชน

พุทธศาสนิกชน
avatar
แสงทองส่องธรรม


-อะไร ที่มีชื่อว่า "พุทธศาสนิกชน"?

-พุทธศาสนิกชน มีลักษณะ หน้าที่ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไทยอย่างไรบ้าง?

-คุณสมบัติของพุทธศาสนิกชนมีอย่างไรบ้าง?



ผู้ตั้งกระทู้ แสงทองส่องธรรม :: วันที่ลงประกาศ 2008-04-17 13:37:47 IP : 58.8.150.198


[1]

ความเห็นที่ 1 (1426053)
avatar
นภากาศ

คนไทยที่เรียกตนเองว่าเป็นชาวพุทธในปัจจุบันมีจำนวนมากมายเหลือเกิน ที่ยังไม่รู้ว่าแก่นแท้ของความเป็นพุทธศาสนิกชนคืออะไร

  เนื้อความสั้นๆต่อไปนี้เป็น ธรรมะที่เชื่อว่าเป็นสุดยอดแก่นแท้ของคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าพุทธสานิกชน ควรมีอยู่



......พระพุทธองค์สอนให้เราปลดเปลื้องจากกิเลสตัณหาทั้งปวง ซึ่งเราเคยชินที่จะถูกกระตุ้นโดยง่าย จากสัมผัสที่เข้ากระทบ การที่จะฝึกสติให้สามารถใช้ปัญญา แยกจิตของเราออกจากอิทธิพลของสิ่งกระทบนั้น ต้องผ่านการอบรมตนมาพอสมควร เพราะด้วยความเคยชินเป็นอนันตชาติ มักจะฉุดรั้งให้เราโลดแล่นไปกับอารมณ์อย่างเคย

....ดวงจิตของเรานั้นเสพอารมณ์มาโดยตลอด จึงไขว่ขว้าหาอารมณ์ต่างๆมาเสพด้วยเข้าใจว่าเป็นความปกติ ความสุขที่เกิด ก็มาจากความเข้าใจผิดนี้ จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เมื่อใดที่เรามีปัญญามองเห็นการทำร้ายตัวเองที่กระทำมาเป็นอนันตชาติ เราจึงเริ่มที่จะพบความเป็น ปรมํ สุขํ อย่างแท้จริง

.....จึงเห็นได้ว่าตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตนได้เท่านั้น การคิดหวังพึ่งผู้อื่น ยึดถือผู้นั้นผู้นี้ว่าเป็นต้นเหตุแห่งสุขหรือทุกข์ของตน ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำร้ายตนเองทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงสอนให้ผู้ที่มีความมุ่งมั่นจะพ้นทุกข์จัดให้ตนเอง มีกายวิเวก เพื่อส่งผลให้จิตวิเวก อันเป็นปัจจัยแห่งสติ และปัญญา

.....กายวิเวก คือการเปิดตนเองให้สัมผัสกับ สิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด เช่น การพูดคุย อาหาร เรื่องนุ่งห่ม หรือ ที่พักอาศัยก็ให้ลดลงเหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆ


....จิตวิเวก คือ อารมณ์ลดน้อยลง ส่วนหนึ่งจากการลดสิ่งเร้า เพราะกายวิเวก ก็จะเป็นผลให้ ฝึกฝน สมาธิ และสติ ได้เป็นผลมากขึ้น สตินี่เองก็จะช่วยกล่อมเกลาปัญญาให้ เห็น เข้าใจ ความเป็นจริงต่างๆได้ชัดเจน และในที่สุดก็จะสามารถเท่าทัน อารมณ์และสิ่งเร้าต่างๆ จนไม่มีอิทธิพลให้เกิดความทุกข์ได้อีกต่อไป ซึ่งก็คือการดับสิ้นอย่างไม่มีเชื้อ หรือพระนิพพานนั้นเอง ....

บางส่วนของผู้ที่เรียกตัวเองว่า.พุทธศาสนิกชน ควรสังวรเถิด

ผู้แสดงความคิดเห็น นภากาศ วันที่ตอบ 2008-04-17 20:07:05 IP : 125.25.88.39


ความเห็นที่ 2 (1427275)
avatar
พุทธญาณ แสงทิพย์

1.พุทธศาสนิกชน-คือ ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา ในประเทศไทย มีคนไทยนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณกาลมาถึง 93-95%  แต่พุทธศาสนิกชนที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่เพียงนับถือศาสนาพุทธแต่ในทะเบียนบ้านโดยกำเนิดเท่านั้น ทุกคนควรสนใจศึกษาทำความเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างละเอียด ลึกซึ้ง แล้วลงมือปฏิบัติพัฒนาจิตตนเองให้ผ่องแผ้วบริสุทธิ์สะอาดเท่าที่จะทำได้ เมื่อช่วยเหลือตนเองได้แล้ส ก็ต้องช่วยแนะนำสั่งสอนผู้อื่นด้วย จึงจะถือว่าทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนโดยสมบูรณ์

2.คนไทยชาวพุทธ-มีลักษณะใจคอกว้างขวาง  โอบอ้อมอารี จิตใจดี มีเมตตา เป็นกันเอง ยิ้มง่าย คบง่ายกันคนทั่วไป ชาติไทย มีพระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ เป็นองค์อุปถัมภกโดยตรงกับพระพุทธศาสนามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ไทย จึงผนึกเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดมา แยกกันไม่ได้เลย ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน และอนาคต!!  ผู้ใดคิดคดทรยศ ทำไม่ดีไม่ควรกับสถาบันศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามนี้(หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง) ย่อมมีอันเป็นไปในเวลารวดเร็วในชาตินี้ทั้งสิ้น!!!

3.คุณสมบัติสำคัญๆของพุทธศาสนิกชนคนไทย มีอยู่ 6 ประการ

คติสมบัติ-ถึงพร้อมด้วยคติ คือได้อัตภาพเกิดมาเป็นมนุษย์

กาลสมบัติ-ถึงพร้อมด้วยกาล คือ เกิดมาในคราวที่คำสอนของพระพุทธเจ้าดำรงอยู่

ปเทสสมบัติ-ถึงพร้อมด้วยประเทศ คือ อยู่ในถิ่นที่มีการนับถือพระพุทธศาสนา

กุลสมบัติ-ถึงพร้อมด้วยตระกูล คือ เกิดในตระกูลที่เป็นสัมมาทิฏฐิ นับถือพระพุทธศาสนา

อุปธิสมบัติ-ถึงพร้อมด้วยอุปธิ คือ มีอวัยวะร่างกาย สุขภาพ พลานามัยสมบูรณ์

ทิฏฐิสมบัติ-ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ ตนเองเป็นคนมีสัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ......

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธญาณ แสงทิพย์ วันที่ตอบ 2008-04-20 20:08:39 IP : 58.8.233.106


ความเห็นที่ 3 (2936417)
avatar
นู๋เองค่ะ

คนไทยที่เรียกตนเองว่าเป็นชาวพุทธในปัจจุบันมีจำนวนมากมายเหลือเกิน ที่ยังไม่รู้ว่าแก่นแท้ของความเป็นพุทธศาสนิกชนคืออะไร

  เนื้อความสั้นๆต่อไปนี้เป็น ธรรมะที่เชื่อว่าเป็นสุดยอดแก่นแท้ของคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าพุทธสานิกชน ควรมีอยู่



......พระพุทธองค์สอนให้เราปลดเปลื้องจากกิเลสตัณหาทั้งปวง ซึ่งเราเคยชินที่จะถูกกระตุ้นโดยง่าย จากสัมผัสที่เข้ากระทบ การที่จะฝึกสติให้สามารถใช้ปัญญา แยกจิตของเราออกจากอิทธิพลของสิ่งกระทบนั้น ต้องผ่านการอบรมตนมาพอสมควร เพราะด้วยความเคยชินเป็นอนันตชาติ มักจะฉุดรั้งให้เราโลดแล่นไปกับอารมณ์อย่างเคย

....ดวงจิตของเรานั้นเสพอารมณ์มาโดยตลอด จึงไขว่ขว้าหาอารมณ์ต่างๆมาเสพด้วยเข้าใจว่าเป็นความปกติ ความสุขที่เกิด ก็มาจากความเข้าใจผิดนี้ จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เมื่อใดที่เรามีปัญญามองเห็นการทำร้ายตัวเองที่กระทำมาเป็นอนันตชาติ เราจึงเริ่มที่จะพบความเป็น ปรมํ สุขํ อย่างแท้จริง

.....จึงเห็นได้ว่าตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตนได้เท่านั้น การคิดหวังพึ่งผู้อื่น ยึดถือผู้นั้นผู้นี้ว่าเป็นต้นเหตุแห่งสุขหรือทุกข์ของตน ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำร้ายตนเองทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงสอนให้ผู้ที่มีความมุ่งมั่นจะพ้นทุกข์จัดให้ตนเอง มีกายวิเวก เพื่อส่งผลให้จิตวิเวก อันเป็นปัจจัยแห่งสติ และปัญญา

.....กายวิเวก คือการเปิดตนเองให้สัมผัสกับ สิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด เช่น การพูดคุย อาหาร เรื่องนุ่งห่ม หรือ ที่พักอาศัยก็ให้ลดลงเหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆ


....จิตวิเวก คือ อารมณ์ลดน้อยลง ส่วนหนึ่งจากการลดสิ่งเร้า เพราะกายวิเวก ก็จะเป็นผลให้ ฝึกฝน สมาธิ และสติ ได้เป็นผลมากขึ้น สตินี่เองก็จะช่วยกล่อมเกลาปัญญาให้ เห็น เข้าใจ ความเป็นจริงต่างๆได้ชัดเจน และในที่สุดก็จะสามารถเท่าทัน อารมณ์และสิ่งเร้าต่างๆ จนไม่มีอิทธิพลให้เกิดความทุกข์ได้อีกต่อไป ซึ่งก็คือการดับสิ้นอย่างไม่มีเชื้อ หรือพระนิพพานนั้นเอง ....

บางส่วนของผู้ที่เรียกตัวเองว่า.พุทธศาสนิกชน ควรสังวรเถิด

ผู้แสดงความคิดเห็น นู๋เองค่ะ (milk_jah_som_-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2009-01-22 17:44:14 IP : 125.27.195.2


ความเห็นที่ 4 (2942616)
avatar
..........

.........

ผู้แสดงความคิดเห็น .......... วันที่ตอบ 2009-02-06 21:10:17 IP : 124.121.80.238


ความเห็นที่ 5 (3117940)
avatar

คนไทยที่เรียกตนเองว่าเป็นชาวพุทธในปัจจุบันมีจำนวนมากมายเหลือเกิน ที่ยังไม่รู้ว่าแก่นแท้ของความเป็นพุทธศาสนิกชนคืออะไร

  เนื้อความสั้นๆต่อไปนี้เป็น ธรรมะที่เชื่อว่าเป็นสุดยอดแก่นแท้ของคำสอนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าพุทธสานิกชน ควรมีอยู่

 



......พระพุทธองค์สอนให้เราปลดเปลื้องจากกิเลสตัณหาทั้งปวง ซึ่งเราเคยชินที่จะถูกกระตุ้นโดยง่าย จากสัมผัสที่เข้ากระทบ การที่จะฝึกสติให้สามารถใช้ปัญญา แยกจิตของเราออกจากอิทธิพลของสิ่งกระทบนั้น ต้องผ่านการอบรมตนมาพอสมควร เพราะด้วยความเคยชินเป็นอนันตชาติ มักจะฉุดรั้งให้เราโลดแล่นไปกับอารมณ์อย่างเคย

....ดวงจิตของเรานั้นเสพอารมณ์มาโดยตลอด จึงไขว่ขว้าหาอารมณ์ต่างๆมาเสพด้วยเข้าใจว่าเป็นความปกติ ความสุขที่เกิด ก็มาจากความเข้าใจผิดนี้ จึงไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง เมื่อใดที่เรามีปัญญามองเห็นการทำร้ายตัวเองที่กระทำมาเป็นอนันตชาติ เราจึงเริ่มที่จะพบความเป็น ปรมํ สุขํ อย่างแท้จริง

.....จึงเห็นได้ว่าตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตนได้เท่านั้น การคิดหวังพึ่งผู้อื่น ยึดถือผู้นั้นผู้นี้ว่าเป็นต้นเหตุแห่งสุขหรือทุกข์ของตน ก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำร้ายตนเองทั้งสิ้น พระพุทธองค์จึงสอนให้ผู้ที่มีความมุ่งมั่นจะพ้นทุกข์จัดให้ตนเอง มีกายวิเวก เพื่อส่งผลให้จิตวิเวก อันเป็นปัจจัยแห่งสติ และปัญญา

.....กายวิเวก คือการเปิดตนเองให้สัมผัสกับ สิ่งกระตุ้นจากสภาพแวดล้อมให้น้อยที่สุด เช่น การพูดคุย อาหาร เรื่องนุ่งห่ม หรือ ที่พักอาศัยก็ให้ลดลงเหลือเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆ


....จิตวิเวก คือ อารมณ์ลดน้อยลง ส่วนหนึ่งจากการลดสิ่งเร้า เพราะกายวิเวก ก็จะเป็นผลให้ ฝึกฝน สมาธิ และสติ ได้เป็นผลมากขึ้น สตินี่เองก็จะช่วยกล่อมเกลาปัญญาให้ เห็น เข้าใจ ความเป็นจริงต่างๆได้ชัดเจน และในที่สุดก็จะสามารถเท่าทัน อารมณ์และสิ่งเร้าต่างๆ จนไม่มีอิทธิพลให้เกิดความทุกข์ได้อีกต่อไป ซึ่งก็คือการดับสิ้นอย่างไม่มีเชื้อ หรือพระนิพพานนั้นเอง ....

บางส่วนของผู้ที่เรียกตัวเองว่า.พุทธศาสนิกชน ควรสังวรเถิด
 

ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2009-10-24 14:47:20 IP : 118.173.109.149


ความเห็นที่ 6 (3118511)
avatar
jtj

คิดดี-พูดดี-ทำดี คิดดีสำคัญที่สุด และทำดีดีที่สุด


 
ผู้แสดงความคิดเห็น jtj วันที่ตอบ 2009-10-25 10:14:15 IP : 118.173.109.149


ความเห็นที่ 7 (3194906)
avatar
กูไม่บอกเว้ย

ขอใจเว้ย...เหอะเขียนก็มั่ว...น่ารังเกียจ...เลววววววว

ฝึกออกเสียงน่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น กูไม่บอกเว้ย วันที่ตอบ 2010-02-20 10:50:54 IP : 125.27.64.178


ความเห็นที่ 8 (3262872)
avatar
เค็นจิ ทาคิยะ

ใช่หรือป่าวฟะ

ผู้แสดงความคิดเห็น เค็นจิ ทาคิยะ วันที่ตอบ 2010-11-02 20:01:17 IP : 125.26.33.211



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.