อยากทราบประวัติสำเร็จลุน ท่านใดทราบกรุณาสงเคราะห์ด้วย
avatar
x




ผู้ตั้งกระทู้ x :: วันที่ลงประกาศ 2005-07-05 21:25:39 IP :


[1]

ความคิดเห็นที่ 1 (150587)
avatar
พุทธญาณ

เป็นพระเหนือโลกองค์หนึ่งของประเทศลาว คนลาวนับถือมากดั่งผู้วิเศษ ผมเคยไปเที่ยวประเทศลาวหลายหน เคยบูชาเหรียญสำเร็จลุนมาด้วย ในเหรียญเขาจารึกไว้ว่า "สำเร็จลุน ผู้เดินบนน้ำข้ามแม่น้ำโขง" ซึ่งก็คงเป็นจริงอย่างนั้น เพราะท่านมีอภิญญา คนไทยแถบชายแดนลาว หรือคนลาวเอง เข้าใจนับถือว่าท่านเป็นหลวงปู่เทพโลกอุดรอีกภาคหนึ่ง แต่ระยะหลังมีผู้ถามท่าน หลวงปู่ฯตอบว่าไม่ใช่หรอก สำเร็จลุนเป็นลูกศิษย์องค์หนึ่งของท่านต่างหาก บางคนก็เข้าใจว่าสำเร็จลุนเป็นสังฆราชของลาว ก็ไม่ใช่อีก เพราะลาวเมื่อก่อนไม่มีสังฆราช พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแบบของบ้านเรา ทางลาวเขาเรียกว่า"สำเร็จ"ทุกองค์.....อยากรู้รายละเอียดเกียวกับสำเร็จลุน แนะนำให้คุณไปหาหนังสือสำเร็จลุนโดยเฉพาะมีให้บูชาที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวงจังหวัดหนองคายครับ ผมก็ทำบุญบูชามา 1 เล่ม นานหลายปีมาแล้ว........

ผู้แสดงความคิดเห็น พุทธญาณ วันที่ตอบ 2005-07-06 07:17:30 IP :


ความคิดเห็นที่ 2 (1012748)
avatar
จิระเดช


สำเร็จลุนเป็นคนเดียวกับ หลวงปู่เทพโลกอุดรหรือเปล่า สุดท้ายนี้กระผมมีพระธาตุจะแจกให้ฟรี กรุณาแจ้งมาที่บอตร์ของaigda_da@hotmail.comฟรีครับั

ผู้แสดงความคิดเห็น จิระเดช วันที่ตอบ 2007-06-21 11:58:48 IP : 202.28.109.97


ความคิดเห็นที่ 3 (1110085)
avatar
147
ลองไปหาดูที่หนังสือเจ้าปู่สมเด็จลุนของอาจารย์สวิงบุญเจิมดูนะครับเผื่อจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง
ผู้แสดงความคิดเห็น 147 วันที่ตอบ 2007-09-18 11:49:57 IP : 58.147.36.88


ความคิดเห็นที่ 4 (1124386)
avatar
ยุทธพัด
ผมอ่านมาแล้วหนังสือประวัติและของดีสำเร็จลุนของอาจารย์สวิง บุญเจิม มีถูกบ้างผิดบ้างแต่ส่วนใหญ่ข้อมูลค่อนข้างจะถูกเพราะผมถามหลวงปู่ที่ท่านเป็นศิษย์สายสำเร็จลุนท่านก็ได้กรุณาเล่าให้ฟังแต่ก็ไม่มากเพราะท่านเป็นพระปฏิบัติ ผมก็ว่าจะไปศึกษาวิชาความรู้สายนี้เหมือนกัน แต่แม่ผมบอกว่าไม่ได้ต้องเรียนหนังสือให้ได้เกรดสูงๆเพราะอายุแค่ 20 ปีเอง พวกวิชาไสยศาสตร์มันรักษาข้อปฏิบัติยาก แต่หลวงปู่ท่านก็อยากให้ผมเรียนเอาเพื่อสืบทอดเหมือนกันเพราะท่านบอกว่าคนที่มีลักษณะที่จะเรียนได้อย่างผมค่อนข้างหายากเพราะหนึ่งพันคนจะเจอประมาณแค่คนเดียวเท่านั้น ส่วนเรื่องราวประวัติของท่านสำเร็จลุนผมยังไม่ค่อยได้ศึกษาอะไรมากมายแต่ถึงผมรู้ก็คงนำเอามาบอกที่นี่ไม่ได้ สำเร็จลุนไม่ไช่หลวงปู่เทพโลกอุดรหรอกครับท่านก็คือท่าน ท่านก็มรณะภาพไปนานแล้ว ถ้าอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันก็ติดต่อผมมาทางเมลล์ก็แล้วกันเพราะผมชอบศึกษาหาความรู้วิชาแทบทุกแขนง
ผู้แสดงความคิดเห็น ยุทธพัด วันที่ตอบ 2007-10-06 10:34:40 IP : 202.29.22.253


ความคิดเห็นที่ 5 (1124675)
avatar
ชัย แสงทิพย์

ศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดรในปัจจุบันก็มีหลายองค์ หลายคน  เช่น หลวงปู่ละมัย เพชรบูรณ์ สำเร็จวิชาปรอทเชี่ยวชาญด้านสมุนไพร ยารักษาโรคเป็นพิเศษ คุณแม่มณีจันทร์ เลิศหิรัญปัญญา สำนักปฏิบัติธรรม อ.บ้านไผ่ ขอนแก่น เชี่ยวชาญทางด้านสอนธรรมะแก่ประชาชนด้วยภาษาและการปฏิบัติตามได้ง่ายๆ ......

สำหรับคำตอบใน 1.เชื่อถือได้ว่ามีความชัดเจนถูกต้องพอสมควรอยู่แล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น ชัย แสงทิพย์ วันที่ตอบ 2007-10-06 19:28:37 IP : 58.8.162.187


ความคิดเห็นที่ 6 (3063355)
avatar
เอ

ชีวประวัติเจ้าปู่สำเร็จลุน ย่อ ๆ เกิดที่บ้านหนองไฮท่า ตาแสงเวินไซ เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก  พ่อชื่อ เซียงหล้า แม่ชื่อ คำบู่ เกิด พ.ศ. 2396 อายุ 12 บวชเณร ที่วัดหนองไฮท่า พออายุ 18-19 ปี อาจารย์ใหญ่บ้านนาหลัวได้มรณภาพลงก่อนมรณภาพได้ครองผ้าไว้อย่างดีเพราะรู้ว่าจะมรณภาพแล้วและสั่งไว้ว่าห้ามแตะต้องร่างกายแต่ให้จัดหาโลงใส่ไว้ตามธรรมดาและสวดตามประเพณีในระหว่างนั้นสามเณรลุนได้ไปงานและขอญาติโยมเปิดดูหน้าอาจารย์เป็นครั้งสุดท้ายในระหว่างที่เปิดดูนั้นก็ได้พบหนังสือก้อมเล็ก ๆ เหน็บอยู่ที่รักแร้จึงได้หยิบเอาไป (เป็นตำราที่ตกทอดมาจากพระครูโพนเสม็ด) จากนั้นก็หนีหายไปจากวัดประมาณปีเศษจึงกลับคืนมาชาวบ้านก็เลยจัดงานบวชให้และสั่งชาวบ้านว่าจะไม่หนีไปไหนอีกแล้วจะอยู่ที่วัดนี้ตลอดไปและสั่งให้สร้างกุฎิหลังเล็ก ๆให้อยู่ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นั้นเป็นพระที่เคร่งเก่งกาจในทางวินัย ไม่จับต้องเงินทอง แต่ผิดอยู่อย่างเดียวคือกินเหล้า หลักธรรมะรู้ทุกอย่างตอบได้หมด วัดไหนมีตำราดี ๆ ก็ไปอ่านเรียนรู้หมด อยู่มาวันหนึ่งได้แสดงความมหัศจรรย์คือได้ให้สามเณรทำส้มตำ ส่วนสำเร็จได้ไปเอากะปิ และมะนาวที่กรุงเทพมาใส่ และทันเวลาที่กำลังตำอยู่ และยังมีอีกหลายเรื่องที่แสดงความมหํศจรรย์ ขี้เกียดพิมพ์ หลวงปู่สำเร็จลุนได้ถึงแก่มรณภาพ พ.ศ. 2466 ปีระกา เดือน 11 เพ็งขึ้น 15 ค่ำ เวลาตอนบ่าย เมื่อถวายเพลิงเสร็จแล้วก็บรรจุกระดูกเข้าธาตุที่วัดเวินไซใหญ่ ส่วนบริเวณที่เผาศพนั้นได้เกิดต้นโพธิ์ขึ้นมา 5 ต้น ต่อมาได้ตั้งวัดขึ้นมาชื่อวัดโพธิ์เวินไซ เท่าทุกวันนี้  ผู้ที่รู้เรื่องดีที่สุดคือพระอาจารย์มหาผ่อง วัดองตื้อ เวียงจันทน์ ปัจจุบันยังชีวิตอยู่ อายุ 95 ปีแล้ว

ผู้แสดงความคิดเห็น เอ วันที่ตอบ 2009-08-11 15:12:04 IP : 203.113.1.130


ความคิดเห็นที่ 7 (3260297)
avatar
เอ

 

ต่อไปนี้ขอเสนอกาพย์กลอนเนื่องในงานศพของเจ้าปู่สัมเด็จลุน
 
สาธุสา : ข้าขอยอมือน้อม                              นำพระองค์ประสงค์โปรด
ขอให้ลุลาภได้                                           โดยด้ามดั่งประสงค์ แด่ท้อน
ความนิยมข้าน้อยขอบังคับ                             ถวายคำนับย่ำขหม่อมจอมหัว
ตนตัวข้าขอยอมเป็นไพร่                                เหนือและใต้ลือล้ำแต่พระองค์ แท้แล้ว
นะโมนะมาวันทาสุดฤทธิ                               ติดต่อกองธรรม
พระจำนำอาสัยคุณแก้ว                                ข้าไหว้แล้วพระบาทนาโถ
องค์พุทธโธธรรมโมสอนสั่ง                              จนกระทั่งเฒ่าฮอดเวลา
พระสัทถาบุญมีล้ำเลิศ                                  ผู้ประเสริฐองค์สัมเด็จลุน
เพิ่นมีบุญ กุศลหลายชาติ                               เพิ่นตัดขาดบ้วงบาดตัณหา
ตัวปานา อะทินนา กาเม                               มุสา หลักเว้น
เป็นจังชั้นด้วยเดชสมภาร                               ตัดสังวาสานเอาบุญข้างหน้า
น่อยบ่ช้าเกิดโรคประชวร                               อายุจวบ 70 ปีเศษ
เป็นเหตุด้วยร้อนธาตุร้อนขัน                           คันละนาทนทวยทนยาก
บ่อึดยากหมอแพทย์หมอยา                            มารักษาบ่หายพยาธิ
องค์พระบาทสิ้นชั่วปีระกา                              เดือนตุลามื้อเพ็งออกใหม่
นับฤกษ์ใส่ถึกหน่วยวิสะขา                             พระสัทถาตนบุญหนีจาก
คนลำบากร้องไห้ตีอก                                   น้ำตาตกเรรินลำบาก
ด้วยคึดยากย่านบ่มีผู้สอน                              ในนครหง่อมเหง้าแสนเศร้า
สังฆะเจ้าเณรน้อยพระสงฆ์                             ใจพะวงย่านบ่คือเพิ่น
ฟัง เนอ เจ้านักปราชญ์อาจารย์                        ข้า ซิ เล่านิทานเรื่องศพพระบาท
เพิ่นหากมรณภาพในวัดเวินไช                          ในคาเมตีกองตีฆ้อง
พวกพี่น้องบวชเป็นนางขาว                            อาชญาลาวเจ้ายั้งขะหม่อม
เพิ่นเกลี้ยกล่อมพวกราษฏร์                             ในนครจำปาฝ่ายใต้
เพิ่นจัดให้พวกช่างพวกเซา                              เพิ่นจัดเอาฆ้องวงปี่พาทย์
มีสู่วาดมาเสพมางัน                                     ผู้สำคัญคือสมบัติหมั้น
ผู้หนึ่งนั้นนายต้มหลานชาย                            เพิ่นเป็นคนค้าขายบ่ทุกข์บ่ยาก
บ่อึดยากพวกพระพวกสงฆ์                             ได้พากันลงมือหาไม้
หามาได้แมนไม้ส้มกบ                                   ภาระศพส้มโฮงลำใหญ่
มาสุมใส่เมี้ยนคาบพระองค์                             แล้วจึงปงเอาศพมาใส่
เฮ็ดด้วยไม้ซีแก่นส้มกบ                                 กระดาษจบจงโกติดเอ้
มีตะเข้รูปนาคสามตัว                                   ใหญ่พาโลได้สามวาขาด
ยาวขนาดแทกได้แปดวา                               มีบุปผาใบสีดอกใหม่
มาสุบใส่ติดยอดดวงปี                                   งามอีหลีใส่สีดังแก้ว
งามเลิศแล้วประดับใส่คำใบ                            ดูแต่ไกลแสงใสสะอาด
มีสู่วาดมาเสพมางัน                                     ตั้งเป็นถันทุงไชทุกช่อ
หอกระดาษเป็นกลีบเป็นกง                            เจ้าองค์ครองเมืองเป็นคนจัดแต่ง
มีทั้งแซ่งปีพาทย์สวนไล                                 คือเมืองไทยมุนตีเสพฆ้อง
เตาะต่อยต้องคือดั่งมะโหรี                              โคมไฟสีตะเกียงพายุ
บั้งไฟพุบั้งไฟตะไล                                       ดูแต่ไกลแสงใสสะอาด
คือยอดธาตุเกตุแก้วจุนลา                              มีทั้งรูปเทพามังกรจี่แข้
บ่ขี้แพ้รูปช้างรูปเสือ                                    เจอละเมอรูปหมาวิ่งแล่น
ฟ้อนแอะแอ่นรูปนางมะโนรา                           มีทั้งรูปพญาจักพรรดิราช
ธงกระดาษฝูงหมู่ใบสี                                   สังคะนีสูดมนต์คื่นเค้า
พวกผู้เฒ่ามานั่งฟังธรรม                                ฟังในลำเมลินธิราช
ชาวตลาดซื้อสิ่งขายของ                                ขายข้าวฟองข้าวหนมข้าวต้ม
ขายทั้งส้มทอดหมีหมูมัน                                ขายสู่อันสุราต้มไก่
ข้าวหนมไข่ข้าวหนมดอกบัว                            พี่บ่ตั๋วซิพาไปเที่ยว
ขายอยู่เชิงสองขอกหนทาง                             อยู่หว่างกลางสองแถวตลาด
เสียงชวาดวงไพ่วงโป                                    ลางคนโถแทงปลาออกกุ้ง
เกินคิดยุ่งเสียกักเสียหลาย                              เกินเพิ่นคุยแทงปลาแทงแข้
พวกแม่ค้าขายข้าวหนมเอง                             แม่สำเพ็งเที่ยวหารับจ้าง
มีทุกอย่างสูบฝิ่นกินชา                                  ในสาขานอนอยู่ตามฮ่มไม้
ลางคนได้เล่นไพ่เสียเงิน                                 ตกกระเทินถอยหลังถอยหน้า
แพขาวม้าชวาดกักสานหลาย                          ลุยเข้าวงแทงลงขาวคู่
เบี้ยบ่อยู่เกิดเป็นดำเดียว                                เบี้ยท่อเดียวหลบหน้าหลัง
แก้เอาผ้าชวาดใช้จำนำ                                 แหวนทองคำจำนำเล่นโบก
เล่นบ่โบกเสียสิ้นในตัว                                  หมวกอยู่หัวจำอกสองกัก
ทั้งเข็นกักจำกักท้าหลาย                               กุยเอาไปบ่อนเข้าแทงเล่น
โชคบ่พร้อมแทงหนึ่งติดสอง                            เลยเสียของหักเหลี่ยมท้ากัก
นี้จั่งแม่นนับคักกอดเข้าชงมง                           เข้าไปวงฟังลำเสียก่อน
ลำอยู่บ่อนริมเสาพะเมรุ                                ลำชัดเจนหมอลำทั้งคู่
หมดทั้งหมู่พวกจานสีดา                                หมอลำพิมพาจานบุญร่องโคก
เรื่องลำโกกแม่นจานพิมพา                             หมอลำอาชญาแม่นลุงเชียงสินเฒ่า
ลาวหากลำเข้าเจ้าย่ำขหม่อมครองเมือง                ชื่อว่าเชียงทาดเฉลียวฉลาด
ศพพระบาทซิจูดวันศุกร์                                เกินว่ามันสนุกมางันมาแห่
งันตั้งแต่เดือนสิบเอ็ดเพ็ง                                จนมาถึงเดือนมานแรมสิบสามค่ำ
ตะเว้นต่ำพอบ่ายสามโมง                               ศพพระองค์ชิบันจุไฟฟ้า
บั้งไฟม้าจูดใส่เป็นสาย                                  เจ้าและนายญาหลวงผู้ใหญ่
บ่าวและไพร่อ้อมอยู่เป็นวง                             เจ้าองค์ครองเมืองเข้าจูดก่อนหมู่
บั้งไฟลุกวู่ ๆ ขึ้นฮอดมณฑป                            เกินว่ามันจบคือดังไฟฟ้า
หน่วยบ่ช้าขึ้นฮอดเทิงปลาย                            อธิบายฝูงคนไปเบิ่ง
ยืนอยู่เกิ่งสองขอกหนทาง                              บั้งไฟหางสายเชือกเผือกขาด
มัจุราชของท่านขุนศรี                                  บุญเผิ่นมีเดินตามพระบาท
ด้วยอำนาจของท่านวิงวอน                            ประนมกอนยอมือใส่เกล้า
ขอให้พระบาทเจ้า                                      เอาข้ามฝั่งน้ำ แด่ท้อน
โจ๊ะบทบั้นลงกอนไว้ก่อนกลอนบ่หมดท่อนี้ตูข้าหากเมื่อยเขียนท่านเฮย
                  
         
ผู้แสดงความคิดเห็น เอ วันที่ตอบ 2010-10-28 15:16:15 IP : 203.113.0.206

ความคิดเห็นที่ 8 (3265529)
avatar
เอ

ชีวะประวัติเจ้าปู่สัมเด็จลุน

 

เจ้าปู่สำเด็จลุน เกิดที่บ้านหนองไฮ่ท่า ตาแสงเวินไช เมืองโพนทอง แขวงจำปาสัก พ่อชื่อ เชียงหล้า แม่ชื่อนางคำบู่ ก่อนเจ้าปู่จะลงมาเกิด นางคำบู่ ผู้เป็นแม่ได้นิมิตคำฝันว่า มีดาวเสด็จลงมาจากฟ้าตกใส่กลางเรือนแล้วดาวที่ตกมานั้นเกิดเป็นตู้หนังสือ ต่อจากวันที่ฝันมาหลายวันนางคำบู่ก็ได้ตั้งครรถ์ ๆ อยู่ประมาณ 10 เดือน ก็ได้คลอดลูกออกมาปี พ.ศ. 2396 พ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่า ท้าวลุน ๆ เมื่อเจริญเติบโตมาก็เป็นปรกติทุกอย่างเป็นคนเจ้าระเบียบไม่ถูกต้องไม่เอา เมื่ออายุ 12 ปี พ่อแม่ก็ฝึกหัดให้ไถนาซึ่งก็เป็นปรกติของเด็กในวัยนี้ แต่เด็กชายลุนนี้ไถนาไม่เหมือนคนอื่น ๆ พอเอาแอกใส่คอควายแล้วก็ไล่ไปเลยแล้วแต่ควายจะพาไป ก็เลยถูกผู้ใหญ่ต่อว่า ถ้าขี้เกียดก็ไปบวช ซ่ะ ต่อมาพ่อแม่ได้นำไปฝากให้บวชเณรอยู่กับอาจารย์วัดหนองไฮ่ท่า ท้าวลุนเมื่อบวชเป็นเณรก็ปฏิบัติไม่เหมือนคนอื่นคือฉันข้าวมื้อเดียวตลอด การนุ่งสบงห่มจีวร ก็เป็นระเบียบ และมีสิ่งพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือตั้งแต่บวชมาปีกว่า ๆ แล้วไม่เคยอ่านและท่องหนังสือเลย ฉันข้าวเสร็จก็เอาหนังสือตำราต่าง ๆ ไปนอนอยู่หอธรรมาส ค่ำมาก็นอน ไม่เคยอ่าน ท่องหนังสือชักครั้ง เมื่อเห็นเป็นดังนั้นอาจารย์เจ้าวัดจึงเรียกไปชักถาม ว่าทำไมจึงไม่เห็นสวดมนต์ อีกหน่อยชาวบ้านเขาจะว่าได้ ว่ากินข้าวเสียข้าวกินปลาเสียปลาหรือว่าเณรท่องอ่านได้หมดแล้ว เณรลุนก็ตอบว่าพออ่านสวดได้ อาจารย์เจ้าวัดจึงให้ทดลองอ่านและสวดมนต์ จากนั้นเณรลุนก็ได้สวดมนต์ให้อาจารย์เจ้าวัดฟัง เริ่มตั้งแต่ มนต์น้อย มนต์กลาง สัทธา สังฆธา  ปาติโมก สวดได้หมดไม่ติดขัด แม้แต่อาจารย์เจ้าวัดก็ยังสู้เณรลุนไม่ได้ ท่านอาจารย์เห็นดังนั้นก็มีความงึดง้ออัศจรรย์ใจตังเองว่า  เณรลุนนี้เรียนมาจากที่ไหนจะท่อง สวด อะไรก็ไม่ติดขัด หลังจากผ่านเหตุการณ์ครั้งนั้นมาเณรลุนก็มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว ต่อมาวันเวลาได้ล่วงมาหลายปีเณรลุนมีอายุได้ประมาณ 18-19 ปี ในระหว่างนั้นมีอาจารย์ใหญ่วัดนาทุ่ง บ้านนาทุ่งกับบ้านเวินไช อยู่คนละฟากน้ำโขง บ้านเวินไชอยู่ทางทิศตะวันตกบ้านนาทุ่งอยู่ทางทิศตะวันออกแต่ก็ไม่ไกลกันเกินไปเป็นบ้านเคยร่วมบุญร่วมทานกันเป็นประจำ อาจารย์ใหญ่บ้านนาทุ่งองค์ที่ว่านี้ได้เจ็บป่วยลงท่านก็คงพิจารณาเห็นว่าสังขารร่างกายคงจะหมดลงในไม่ช้านี้ หลังจากนั้นท่านจึงครองผ้าใส่สังฆามัดอกให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วท่านจึงได้สั่งพระสงฆ์สามเณรพร้อมทั้งญาติโยมไว้ว่า เมื่ออาตมาได้มรณภาพ ห้ามไม่ให้ใครแตะต้องร่างกายและห้ามไม่ให้เอาน้ำมาล้างหน้าโดยเด็ดขาด เมื่อท่านได้สั่งไว้โดยเด็ดขาดแล้วญาติโยมก็ไม่มีใครกล้าล่วงเกินร่างกายท่าน มีแต่จัดหาโลงใส่ร่างท่านไว้ตามปรกติและมีงานสวดกันไปตามประเพณี  ในระหว่างนี้เณรลุนก็ยังไม่ได้บวชเป็นพระ เมื่อได้ข่าวว่าอาจารย์ใหญ่วัดนาทุ่งมรณภาพ เณรลุนจึงตั้งใจเดินทางไปกราบคารวะตามประเพณีอันดีงาม

          เมื่อไปถึงแล้ว ก็ร้องขอต่อครูบาอาจารย์และญาติโยมว่า ขอเปิดดูหน้าท่าน และก็ได้รับอนุญาตตามคำขอนั้น ดังนั้นเมื่อเณรลุนเปิดผ้าคลุมร่างท่านออกเณรลุนได้เห็นหนังสือก้อมเล็ก ๆ เหน็บอยู่ที่รักแร้ท่านอาจารย์บ้านนาทุ่งที่มรณะภาพนอนอยู่ในโลงนั้น เมื่อเณรลุนเห็นดังนั้นจึงหยิบเอาไป (ตามคำเล่าที่สืบต่อกันมา เป็นหนังสือก้อมน้อยที่เป็นตำราที่ตกทอดมาจากท่านอาจารย์พระครูโพนเสม็ด ที่อาจารย์บ้านนาทุ่งได้มาจากเมืองจำปาสัก) ในระหว่างนั้นอายุของเณรลุนก็ใกลจะถึงเกณฑ์บวชเป็นพระได้แล้ว แต่ในเมื่อเณรลุนได้หนังสือก้อมเล่มนั้นไปแล้วเณรลุนก็หนีหายไปไม่มีใครเห็นและไม่กลับคืนบ้านเกิด หนีไปประมาณปีกว่าจึงกลับคืนมาบ้านเกิดในวันที่กลับมาถึงบ้านนั้นเป็นวันปาวารนาออกพรรษาเดือน 11 เพ็ญ เณรลุนนั่งแพล่องน้ำโขงมาในเวลาเช้ามาหยุดอยู่ที่หน้าวัดเวินไช  เมื่อขึ้นจากเรือมาเณรลุนก็พูดขึ้นว่า จะมาออกพรรษาที่นี่ และจะอยู่วัดเวินไชตลอดไป ครูบาอาจารย์และญาติโยมบ้านเวินไช เมื่อได้ฟังดังนี้แล้วก็ยินดีต้อนรับเณรลุน ด้วยความพอใจของเณรลุนและชาวบ้านก็พูดกันว่าจะสร้างกุฏิให้เณรลุนอยู่แต่เณรลุนก็พูดว่าไม่ให้ทำหลังใหญ่ให้ทำเป็นกระท่อมหลังเล็ก ๆ เท่านั้นจะพอใจมาก ญาติโยมจึงปฏิบัติตาม (ต่อจากนั้นเข้าใจว่าพวกญาติโยมพร้อมทั้งคณะสงฆ์คงจะได้พากันอุปสมบทให้เณรลุนบวชเป็นพระตามจารีตพระวินัย) แต่ไม่ทราบว่าที่บวชนั้นอ