dot
dot
สมัครสมาชิกเว็บไซต์แห่งนี้
อีเมล :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletบทเพลงพระราชนิพนธ์
bulletเพลงธรรมะแสงทิพย์นิพพานจากwww.sangthipnipparn.com
bulletสมัครสมาชิกสถาบันแสงทิพย์อริยธรรม(ฟรี)คลิ๊กที่นี่
bulletติดต่อขอบูชาหนังสือแสงทิพย์จำนวนมาก ซีดี วัตถุมคงคลและอื่นๆ
bulletHome(Buddha-dhamma.com)พุทธธรรมดอทคอม
bulletเว็บบอร์ดถาม-ตอบปัญหาทั่วไป
bulletคิดอะไรไม่ออกบอกชัยแสงทิพย์(เว็บบอร์ดใหม่)
bulletถาม-ตอบปัญหาชีวิต การงานและทั่วไป
bulletSangthipNipparn-แสงทิพย์นิพพาน
bulletBuddha-Nibbana.com
bulletรวมบทกวีทิพย์-บทธรรมกวี
bulletพระวิสุทธิ พุทธรังษี
bulletเว็บไซต์ของอาจารย์คุณแม่เกษร สุทธจิตฯ
bulletเนิน นราธรออนไลน์-แพนทาวน์
bulletธรรมะเพื่อความหลุดพ้น(สมเด็จองค์ปฐม)
bulletธุดงคสถานสุทธาวงศ์มงคลราชพรหมปัญโญ กองทนหลวงพ่อปานฯ
bulletวัดป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
bulletหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
bulletสมเด็จโต พรหมรังสี(ปู่โต)
bulletธัมมทีโป-สัทธาธิโก(ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติบ้านวังเมือง จ.พังงา
bulletหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
bulletSangthipAriyadhamma-Nation
bulletSangthipHolyLightfromNippan-Nation
bulletThaiSangthipAriyadhamma-Nation
bulletSangthipfromNippan-NernSangthip(Kapook)
bulletบัวบานตระการฟ้า-เนชั่น
bulletบัวบาน แสงทิพย์ - เนชั่น
bulletแสงทิพย์จากนิพพาน-บัวบานเนชั่น
bulletSangthipDhammapratarnporn-Nation(ดร.ธรรมะประทานพร)
bulletดร.ธรรมยาตรา-เนชั่น
bulletดร.ธรรมธารา-เนชั่น
bulletนะโมพุทธายะ-ยะธาพุทโมนะ(เนชั่น)
bulletนะมะพะธะ-นะโมพุทธายะ(เนชั่น)
bulletนะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุ(เนชั่น)
bulletSangthipAriyadhamma-NJBlog
bulletChaiSangthip-NJBlog
bulletSangthipNippan-NJBlog
bulletWeloveThailand-NJBlog
bulletThailandAsia
bulletThaiBuddhism
bulletDhammafrommyheart-Sanook
bulletDhammaforyourlife-Sanook
bulletDhammaMetta-Sanook
bulletMiracle Pictures-Sanook
bulletDhammafromSukhawadee-Sanook
bulletPalungjit Buddharangsi(English)
bulletDhammatanforeverybody-Sanook
bulletSangthipHolyLight-Sanook
bulletThaiSangthipAriyadhamma-Sanook
bulletThaiSangthipHolyLight-Sanook
bulletSangthipforYou-Kapook
bulletแสงทิพย์จากนิพพาน-พุทธญาณ(ผู้จัดการ)
bulletแสงทิพย์อริยะ-ฐีติญาโณ (ผู้จัดการ)
bulletSangthipHolyLight(English)-Esnips
bulletสารานุกรมเสรีออนไลน์(Wikipedia)
bulletเพื่อนใจ-ชัย แสงทิพย์(O2blog.com)
bulletเนิน นราธร -มิตรรักยุวชน คนรุ่นใหม่(O2blog.com)
bulletเพื่อนใจคนรุ่นใหม่-ชัย กรุงศรี(O2blog.com)
bulletไปนิพพานกับพุทธญาณ แสงทิพย์(O2blog.com)
bulletใจเพชร ยอดขุนพล-เพื่อเยาวชน คนทำงาน(O2blog.com)
bulletมนุษย์ต่างดาว-เพื่อนชาวไทย(O2blog.com)
bulletพุทธญาณ แสงทิพย์-แสงทิพย์อริยธรรม(O2blog.com)
bulletDr.Dhammayatra-Google(English)
bulletพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม
bulletบ้านฉัตรไชย ชินะปัญชร-แพนทาวน์
bulletเนิน นราธร เว็บบอร์ด
bulletชมรมอดีตพนักงาน บมจ.กสท.-แพนทาวน์
bulletอมตะนิพพาน
bulletอมตะมหานิพพาน
bulletสุขาวดี
bulletพุทธเกษตร
bulletพลังจิตพุทธญาณ
bulletพุทธญาณ แสงทิพย์อริยธรรม
bulletชัย กรุงศรี-แดนหรรษา
bulletกัลยาณมิตร-แดนหรรษา
bulletDhammaforyou-Chaiyo
bulletDhammafrommetoyou-Chaiyo
bulletพลังจิต-พลังธรรม
bulletพลังจิตพุทธรัตนะ
bulletชัย แสงทิพย์-กวีทิพย์
bulletปิยมิตร-แดนหรรษา
bulletชัย กรุงศรีเว็บบอร์ด
bulletพุทธญาณเว็บบอร์ด
bulletพุทธธรรมนำทางสร้างชีวิต
bulletพุทธญาณ-กุ๊กเกิ้ลออนไลน์
bulletพุทโธโลยี-เนิน นราธรออนไลน์
bulletสายธารธรรมสู่โลกทิพย์พระนิพพาน
bulletChaiSangthipHolyLight-Google
bulletNernSangthipHolyLight-Google
bulletแสงทิพย์จากนิพพาน(SangthipHolyLight)-Spaces
bulletแสงทิพย์อริยธรรม(SangthipAriyadhamma)-Spaces
bulletแสงทิพย์อริยะ(SangthipAriya)-Spaces
bulletSuperSangthipHolyLight-Google
bulletชมรมรักษ์พระบรมธาตุแห่งประเทศไทย
bulletพระบรมธาตุและเจดีย์
bulletพลังจิต
bulletคนเมืองบัว
bulletหลวงพ่อพุธ ฐานิโยดอทเน็ท
bulletมูลนิธิพระบรมธาตุในพระสังฆราชูปถัมภ์
bulletพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระพุทธสาวก
bulletพระอาจารย์ทูล ขิปปัญโญ
bulletอกาลิโก
bulletวัดหินหมากเป้ง/หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
bulletพระธาตุล้านนา
bulletวัดเขาวง(ถ้ำนารายณ์) สระบุรี
bulletพระรัตนตรัย
bulletพระอาจารย์ชา สุภัทโท
bulletวัตรทรงธรรมกัลยาณี/ธัมมนันทาภิกษุณี
bulletวัดปากน้ำภาษีเจริญ/หลวงพ่อสด จันทสโร
bulletเครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย
bulletชมรมพุทธศาสตร์สากล
bulletวัดไทยในต่างประเทศ
bulletวัดป่าสุนันทาราม(พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)
bulletวัดเขาสุกิม จันทบุรี/หลวงพ่อสมชายฯ
bulletวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
bulletวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี
bulletวัดพระพุทธบาทสระบุรี
bulletมหาเถรสมาคม
bulletสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
bulletธรรมจักร
bulletวิโมกข์/วัดสังฆทาน นนทบุรี
bulletพระไตรปิฎก
bulletวัดธรรมประทีป วอชิงตัน ดี ซี
bulletกรรมฐานดอทคอม(ภาษาอังกฤษ-ไทย)
bulletวัดป่านานาชาติ
bulletวัดยานนาวา/มูลนิธิโคมคำ
bulletsunnataram
bulletคิดดี-ทำดี-จิตดี
bulletวัดโสมนัสราชวรวิหาร
bulletวัดพุทธวิหารแอสตัน เบอร์มิงแฮม อังกฤษ
bulletพุทธญาณ(มหายาน)
bulletหลวงพ่อเกษม เขมโก
bulletชมรมเวบพระพุทธศาสนา
bulletวัดท่าตอน เชียงใหม่
bullet84000 พระธรรมขันธ์
bulletวัดเขาหินเทิน ประจวบคีรีขันธ์
bulletวัดเกาะวาลุการาม ลำปาง
bulletวิปัสสนาดอทคอม
bulletกัลยาณมิตรดอทโออาร์จี
bulletดาวดึงส์ดอทคอม
bulletบ้านเรือนไทย ลาดพร้าว
bulletวัดร่ำเปิง เชียงใหม่
bulletพระรัตนตรัย-ไตรสรณาคมน์
bulletโลกทิพย์-โลกลี้ลับ
bulletดวงแก้ว
bulletลานธรรม
bulletสำนักข่าวชาวพุทธ
bulletbuddhanet
bulletพุทธภูมิ
bulletมิลาเรปะ/พระธิเบต
bulletสันติธรรม
bulletวิโมกข์ธรรม
bulletสวดมนต์ดอทคอม
bulletอารยัน.....แดนอาริยะ
bulletพุทธธรรมนำชีวิต
bulletสำนักพุทธพจน์ธรรมะ
bulletมูลนิธิพันดารา
bulletมังกรจักรวาล-ดร.สุวินัย ภรณวลัย
bulletพุทธธรรมดอทเน็ท
bulletวิถีอนุตตรธรรม
bulletร้องเรียน ร้องทุกข์เ สนอแนะนายกรัฐมนตรี
bulletร้องทุกข์ผู้ว่า กทม.ศูนย์ 1555
bulletตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล
bulletกัลยาณธรรม
bulletมโนธรรม
bulletศูนย์รับบริจาคออนไลน์(มูลนิธิอินเทอร์เนตร่วมพัฒนาไทย)
bulletแม่ชีพิมพา ทองเกลา
bulletมูลนิธิอภิธรรมฯ
bulletธรรมออนไลน์
bulletรื่นเริงในธรรม
bulletลึกลับพิศดาร
bulletsupawangreen
bulletธรรมสวนะ
bulletวัดพุสวรรค์ แก่งกระจาน เพชรบุรี
bulletพุทธสยาม
bulletบ้านธรรมะ
bulletพิษณุโลก
bulletโรงเรียนพระปริยัติธรรม
bulletคริสต์จักรยุคพระคุณ
bulletคริสต์จักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย
bulletมุสลิมไซเบอร์เน็ท
bulletmonkchat
bulletธรรมะไทย
bulletบ้านธรรมะ
bulletบ้านใส่ใจ
bulletศาลาธรรม
bulletกสิณ
bulletคนดี
bulletพระไทย
bulletกุศล
bulletสาธุ
bulletรักบ้านเกิด
bulletซีดีธรรมะ
bulletพระราหู
bulletชุมนุมพระไทยในอินเตอร์เนต
bulletจากใจถึงใจ
bulletปริยัติธรรมออนไลน์
bulletตะวันธรรม
bulletสถานีธรรมะ
bulletเทวาลัย
bulletdhammalife
bulletพระไทย
bulletอาจารย์บุญรักษาฯ
bulletdharmanet
bulletปิยะปรานี
bulletบ้านฝัน
bulletลานวัด
bulletนิพพาน
bulletน้ำใจไทย
bulletพระนิพพาน
bulletบ้านแสงจันทร์
bulletลานพุทธศาสนา


พุทธธรรมดอทคอม-สถาบันพัฒนาทางจิต
พุทธกวีดอทคอม-สถาบันพัฒนาทางจิต
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


คำสอนและการสร้างพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม article

คำสอนและประวัติการสร้างสมเด็จองค์ปฐม(พระราชพรหมยาน)


คำสอนสมเด็จองค์ปฐม

พระราชพรหมยาน

“ดูก่อนท่านทั้งหลาย ท่านที่มาประชุมทั้งหมด จะเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี ขอทุกท่านจงอย่าลืม ความตาย นั่นหมายถึงว่า การจุติ ลืมความเป็นทิพย์เสีย อย่าเพลิดเพลินเกินไป อย่ามีความสุขเกินไปและมันจะทุกข์ทีหลัง จงดูภาพมนุษย์ ว่ามนุษย์เมืองไหนบ้างที่น่าเกิด ดินแดนไหนที่มีความสุข ไม่มีการงาน เราจะมองไม่เห็นความสุขของมนุษย์ เมืองมนุษย์มีแต่ความทุกข์ ต้องประกอบกิจการงานทุกอย่าง ต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ มีความปรารถนาไม่ค่อนจะสมหวัง ทุกอย่างต้องใช้แรงงาน
แต่ว่ามาเป็นเทวดา มาเป็นนางฟ้า ทุกอย่างหมดสิ้น นั่นหมายความไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด ร่างกายอิ่มเป็นปกติ ร่างกายเยือกเย็นอบอุ่น ไม่ต้องห่มผ้า และมีความปรารถนาสมหวัง ก็หมายความ ถ้าจะไปทางไหน ก็สามารถลอยไปถึงที่นั่นได้ทันทีทันใด ความป่วยไม่มี ความแก่ไม่มี ร่างกายไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความเป็นทิพย์อย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงอย่ามัวเมา จงอย่ามีความเข้าใจผิดว่า เราจะอยู่ที่นี่ตลอดกาลตลอดสมัย
ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะอายุเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี มีอายุจำกัด ตามบุญวาสนาบารมี ถ้าหมดบุญวาสนาบารมี ก็ต้องจุติ คือ ตาย แต่ว่าท่านทั้งหลาย จงอย่าลืมว่า เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด แม้แต่จะเป็นพระอริยเจ้า ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าก็มาก จงอย่าลืมว่า ทุกท่านยังมีบาปติดตัวอยู่ และการสะสมบาป มาเป็นชาติๆยังมีมากมาย “
(พอพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ บรรดาท่านทั้งหลาย อาตมาก็ใช้กำลังใจ ดูร่างกายเทวดานางฟ้ากับพรหม เห็นเงาบาปอยู่ในหนามาก เป็นอันว่า ทุกองค์ต่างองค์ต่างมีบาป แต่ก็มาเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมได้ แล้วก็ดูตัวเองเวลานั้น ร่างกายของตัวเองก็เป็นทิพย์ บาปมันก็ท่วมท้นเหมือนกัน ต่อไปองค์สมเด็จพระภควันต์ทรงตรัสว่า)
“ภิกขเว……..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย(เวลานั้นมีพระมาด้วยหลายองค์) และท่านทั้งหลาย ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด จงอย่าลืมว่า ทุกท่านมีบาปติดตัวมามากมาย อาศัยบุญเล็กน้อยก่อนจะตาย จิตใจนึกถึงบุญก่อน จึงได้มาเกิดบนสวรรค์บ้าง มาเกิดบนพรหมบ้าง ถ้าหากว่าท่านจุติเมื่อไร โน่น…..นรก! (ท่านชี้มือลง เห็นนรกไฟสว่างจ้า แดงฉานไปหมด) ท่านทั้งหลายจะต้องพุ่งหลาวลงนรก เพราะใช้กฎแห่งกรรม คือ บาป ชำระหนี้บาป กว่าจะมาเกิดเป็นคนก็นานหนักหนา และมาเป็นคนแล้ว ก็ไม่แน่ว่า จะได้กลับมาเป็นเทวดา นางฟ้า หรือพรหมใหม่
ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า เป็นคน อาจจะทำบาปใหม่ อาจลงนรกไปใหม่ก็ได้ ฉะนั้น เมื่อท่านทั้งหลายมาถึงที่นี่ มาอยู่สวรรค์ก็ดี พรหมโลกก็ดี เป็นทางครึ่งหนึ่งของนิพพาน ระหว่างมนุษย์กับนิพาน เป็นอันว่า ท่านทั้งหลายได้ครึ่งทาง การมาได้ครึ่งทางของท่าน ท่านทั้งหลายจงดูนั่น…..นิพพาน! “
(ท่านก็ยกมือชี้ขึ้น ให้ดูพระนิพพาน เวลานั้นเทวดานางฟ้ากับพรหมทั้งหมด อาตมาก็เหมือนกัน เห็นพระนิพพานไสวสว่างจ้า มีวิมานสีเดียวกัน คือ สีแก้วแพรวพราวเป็นระยับ เป็นแก้วสีขาว พระอรหันต์ทั้งหลายที่อยู่ที่นั่นมีความสุขขนาดไหน มีความเข้าใจหมด เห็นหมด แล้วองค์สมเด็จพระบรมสุคต ก็ทรงกลับมาพูดกับเทวดากับนางฟ้าใหม่ว่า)
“ท่านทั้งหลาย จงหวังตั้งใจคิดว่า ถ้าการจุติมีคราวนี้ ถ้าบุญวาสนาบารมีของเรานี้สิ้นสุดลง เราจะไม่ไปเกิดเป็นมนุษย์ เราจะไม่ไปเกิดเป็นเทวดา เราจะไม่เกิดเป็นนางฟ้า เราจะไม่ไปเกิดเป็นพรหม เราต้องการไปพระนิพพานจุดเดียว และการไปนิพพาน นี่ท่านทั้งหลายต้องยึดถือ อารมณ์พระนิพพาน เป็นสำคัญ สำหรับพรหมก็ดี เทวดานางฟ้าเก่าๆก็ดี อาตมาไม่หนักใจ ทั้งนี้ เพราะมีความเข้าใจแล้ว(ก็แสดงว่าพรหม เทวดา นางฟ้าเก่าๆเป็นพระอริยเจ้ามาก)
ที่มีความเป็นห่วง ก็เป็นห่วงเทวดานางฟ้าใหม่ๆ ที่มาเกิดใหม่ๆ จะหลงความเป็นทิพย์ นั่นหมายความ จะมีความเพลิดเพลินในความเป็นทิพย์ ยังมีความรู้สึกว่า เราจะเกิดอยู่ที่นี่ตลอดไป จะไม่มีการจุติ ไม่มีการเคลื่อน อันนี้เป็นความเห็นที่ผิด จงคิดตามนี้ เพื่อพระนิพพาน นั่นคือ จงมีความรู้สึกว่า เราจะต้องจุติวันนี้ไว้เสมอ และอาการของชีวิตนี่ เป็นของที่ไม่แน่นอน เราจะตายเมื่อไรก็ได้ ความตายเป็นของเที่ยง ความเป็นอยู่เป็นของไม่เที่ยง
เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว ทุกท่านจงอย่าประมาท จงใช้ปัญญา พิจารณาความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ว่าท่านทั้งหลายควรจะเคารพไหม ถ้าจิตใจของท่าน มีศรัทธามีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ ก็เป็นอาการขั้นที่สองที่ท่านจะไปนิพพานได้
หลังจากนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงทรงศีลให้บริสุทธิ์ จะเป็นศีล 5 ก็ตาม ศีล 8 ก็ตาม กรรมบถ 10 ก็ตาม ศีล 10 ก็ตาม ศีล 227 ก็ตาม” (พอท่านพูดถึงศีล 227 ก็คิดในใจว่า เทวดาจะไปบวชที่ไหน องค์สมเด็จพระจอมไตร ก็หันมาตรัสว่า)
“ฤาษี…..เทวดา เขาไม่ต้องบวช อย่างเทวดาชั้นยามาก็ดี ชั้นดุสิตก็ดี อย่างนี้เขามีศีลครบถ้วนบริบูรณ์ทั้ง 227 เหมือนกับความเป็นพระ พรหมก็ตามเช่นเดียวกัน ทุกท่านอยู่ด้วยธรรมปีติ ทุกท่านอยู่ด้วยความสุข เขาไม่อาบัติ สิ่งที่จะเป็นอาบัติไม่มี สิ่งที่จะเป็นบาปไม่มี” (แล้วท่านก็กลับ หันหน้าไปหาเทวดา นางฟ้า กับพรหม ว่า)
“ขอทุกท่าน จงอย่าลืมคิดว่า เราจะเป็นผู้มีศีล ให้ตั้งเฉพาะศีล 5 ก็ดี ศีล 8 ก็ได้ ศีล 10 ก็ได้ กรรมบถ 10 ก็ได้ ศีล 227 ก็ได้ ตั้งใจไว้ว่า เราจะไม่ละเมิดศีล หลังจากนั้น จึงมีจิตใช้ปัญญาคิด ว่าการเกิดเป็นเทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี เป็นพรหมก็ดี มีสภาพไม่เที่ยง จะต้องมีการจุติเป็นวาระสุดท้าย ในเมื่อการจุติจะเกิดขึ้น อารมณ์จะทุกข์ จงคิดไว้เสมอว่า เราจะต้องจุติ ในเมื่อเราจะต้องจุติ เราจะไม่ยอมลงอบายภูมิ เราจะไม่เกิดเป็นมนุษย์
ท่านทั้งหลาย จงดูภาพของมนุษย์(แล้วพระองค์ ก็ชี้มาที่เมืองมนุษย์) มนุษย์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มนุษย์เต็มไปด้วยความโสโครก มนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ มนุษย์เต็มไปด้วยการงานต่างๆ มนุษย์มีความหิว มีความกระหาย มีความอยาก มีความต้องการไม่สิ้นสุด สิ่งทั้งหลายที่ก่อสร้างขึ้นมาแล้ว จะเป็นทรัพย์สินยังไงก็ตาม ในเมื่อเราตายจากความเป็นมนุษย์ เราก็หมดสิทธิ อย่างบางท่านเป็นพระมหากษัตริย์ อยู่ในพระราชฐานดีๆ สร้างไว้เป็นที่หวงแหน คนภายนอกเข้าไม่ได้ได้แต่คนภายใน
แต่ว่าท่านทั้งหลายเมื่อตายมาแล้วกลับไปเกิดเป็นคน หากว่าท่านไม่ได้เกิดในตระกูลกษัตริย์ตามเดิม ท่านเป็นประชาชนคนภายนอก ท่านจะไม่มีสิทธิเข้าเขตนั้นเลย ทั้งๆที่เป็นของที่ท่านสร้างเอาไว้ ท่านทำเอาไว้ทุกอย่าง แล้วท่านจะไม่มีสิทธิ นี่ความไม่แน่นอนของความเป็นมนุษย์ มันเป็นทุกข์อย่างนี้ ถ้าเกิดเป็นคนก็ต้องหยุด ต้องเดินไปเดินมา ทำกิจการงานทั้งวัน เพื่อผลประโยชน์หน่อยเดียวคือเงิน ถ้าไม่มีเงิน ก็ไม่สามารถจะมีชีวิตทรงตัวอยู่ได้ เพราะมีความจำเป็นต้องหาเงิน(ในเมื่อท่านตรัสอย่างนี้แล้วก็บอกว่า)
จงอย่าคิดเป็นมนุษย์ต่อไป ตัดความเป็นมนุษย์เสีย เลิกความหมายความเป็นมนุษย์ เห็นว่าโลกมนุษย์เป็นทุกข์ มนุษย์มีสภาพไม่เที่ยง ไม่มีการทรงตัว มีความเกิดขึ้นและมีความเปลี่ยนแปลง มีความแก่ มีความป่วย ในการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความตายในที่สุด และจงอย่าอยากเป็นเทวดา อยากเป็นนางฟ้า เป็นพรหมต่อไป เพราะเทวดา นางฟ้า กับพรหม ก็มีสภาพไม่เที่ยงเหมือนกัน
เมื่อมีความเกิดในเบื้องต้น ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปธรรมดา ก็มีความจุติไปในที่สุด ทุกคนหวังนิพพานเป็นที่ไป ตั้งใจไว้เสมอว่า เราจะเป็นผู้มีศีล เราจะนับถือพระไตรสรณาคมน์ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ แล้วก็เราจะต้องจุติในวันหน้า ตถาคตมีความรู้สึกว่าท่านทั้งหลาย ที่เป็นเทวดา นางฟ้า พรหมเก่าๆมีความเข้าใจดีแล้ว(คำว่า”เข้าใจ”บรรดาท่านพุทธบริษัท หมายถึงว่า เขาปฏิบัติได้ นี่คืออารมณ์พระโสดาบันกับอารมณ์พระอรหันต์)
สำหรับเทวดา นางฟ้า และพรหมใหม่ๆ จงตั้งใจไว้เสมอว่า จงลืมความเป็นทิพย์เสีย อย่าเพลิดเพลินมากเกินไป อย่ามีความสุขเกินไปและมันจะทุกข์ทีหลัง ตั้งใจคิดว่า ความสุขที่ได้มานี่ เราได้มาจากบุญเล็กน้อยเท่านั้น และบาปใหญ่ที่ขังอยู่ที่ตัวของเรายังมีอยู่ ถ้าเราเผลอไม่สร้างความดี ในเมื่อจุติความเป็นเทวดาหรือพรหมในภพนี้แล้ว ทุกคนจะต้องลงอบายภูมิ
จงดูภาพนรกว่า มีขุมไหนบ้างที่น่าอยู่น่ารัก มันไม่น่าอยู่ไม่น่าเกิด ดินแดนไหนที่มีความสุขไม่มีการงาน เราจะมองไม่เห็นความสุขของมนุษย์ และก็ดูเทวดา นางฟ้ากับพรหม มนุษย์ที่เดินเกลื่อนกล่น ทุกคนอยู่ในเมืองมนุษย์ เคยเป็นเทวดา เคยเป็นนางฟ้า เคยเป็นพรหมมาแล้ว แต่ว่าท่านทั้งหลาย จงตั้งใจไว้เฉพาะนิพพาน จงดูภาพพระนิพพานให้ชัดเจนแจ่มใสว่า ดินแดนพระนิพพานไม่มีที่สิ้นสุด….”(เมื่อพระองค์ตรัสเพียงเท่านี้พระองค์ก็จบ)

(หลวงพ่อได้สรุปใจความสั้นๆตามที่ท่านเทศน์ไว้ดังนี้)
“ท่านทั้งหลาย การหลบหลีก ไม่ต้องตกอบายภูมิ มีนรก เป็นต้น เป็นของไม่ยาก
1.ขอทุกท่าน จงอย่าลืมความตาย จงคิดว่าความตาย อาจจะมีกับเราเดี๋ยวนี้ไว้เสมอๆ
2.เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยศรัทธาแท้(ด้วยความจริงใจ)
3.มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ และ
4.เป็นกรณีพิเศษ ปฏิเสธการเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา นางฟ้า และพรหมในชาติต่อไป ทุกท่านเห็นนิพพานแล้ว ตั้งใจไปพระนิพพานโดยเฉพาะ เท่านี้ทุกท่านจะหนีอบายภูมิพ้น และไปพระนิพพานได้ในที่สุด”

หมายเหตุ : เทศน์ที่”เทวสภา”วันที่ 8 สิงหาคม 2535 เวลา 8.00 น. พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน เมตตาเล่าให้ลูกหลานฟัง เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2535 เวลา 21.00 น.

***********************



สมเด็จองค์ปฐมที่วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

คำปรารภ

หลังจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน ได้มรณภาพแล้ว ก็ยังมีท่านพุทธศาสนิกชนทั่วทุกภาค เดินทางมาชมพุทธสถาน อันเป็นผลงานของท่านที่ทิ้งไว้ สร้างความประทับใจ ให้แก้ผู้ที่พบเห็นทั้งหลาย ต่างก็ชื่นชมในความสวยสดงดงามของวัดท่าซุงเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทุกท่านได้เหยียบย่างเข้ามาสู่ วิหารสมเด็จองค์ปฐม แล้ว ต่างก็ตื่นตลึงในความวิจิตรพิศดาร ของพระพุทธปฏิมากร “สมเด็จองค์ปฐม” ที่มีเรือนแก้วทอแสงเป็นประกาย ตัดกับองค์พระ ที่เปล่งสีทองสุกปลั่ง เมื่อต้องกับแสงไฟ แล้วไปกระทบกับกระจกเข้า ทำให้เกิดแสงสะท้นระยิบระยับ เป็นแก้วผสมทองไปรอบด้าน มองดูแล้วสวยงามยิ่งนัก
แต่ก็เป็นปัญหาสำหรับท่านที่ยังไม่เคยมาวัด ไม่ทราบว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร อาตมาจึงขอรวบรวมเรื่องราว โดยเริ่มตั้งแต่หลวงพ่อทำพิธีเททอง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2535 แล้วทำพิธีอัญเชิญ ขึ้นไปประดิษฐานไว้บนวิหาร เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2535 ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา
หลังจากหลวงพ่อมรณภาพเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535แล้ว ต่อมาในวันที่ 14 มีนาคม 2536 ซึ่งเป็นงานทำบุญประจำปี เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา ได้เป็นองค์ประธาน ในงานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ”สมเด็จองค์ปฐม” ท่านถึงกับชมว่า สร้างได้สวยงามมาก แล้วท่านได้บอกว่า
“พระองค์นี้มีลาภมากนะ….”
เป็นอันว่า หนังสือเล่มนี้ได้เกิดขึ้น เพื่อสนองศรัทธาบรรดาญาติโยมทั้งหลาย สำหรับท่านที่ทราบมาก่อนแล้ว คงไม่มีปัญหา แต่เผื่อท่านที่มาภายหลัง อาจจะยังไม่ทราบเรื่องราว จึงขอน้อมนำคำของหลวงพ่อที่ได้เล่าไว้แล้ว โดยรักษาเจตนารมย์ของท่านไว้ว่า
“…..หนังสือนี้ ทำเพื่อแจกแก่ท่านที่มาทำบุญ ตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ให้เปล่าไม่ได้ เกรงว่าจะรกบ้านท่าน สาระก็ไม่มีอะไร นอกจากบอกให้ทราบความเป็นมาของการก่อสร้าง พระพุทธรูปพระพุทธเจ้าองค์ปฐม และเจดีย์ดอกพุดตานประดับแก้วเท่านั้น….”
ต่อไปนี้ ขอเชิญท่านผู้อ่าน พบกับเหตุการณ์ต่างๆในการสร้าง”สมเด็จองค์ปฐม”โดยสรุปไว้ ตั้งแต่ต้นจนจบ คือ สร้างเสร็จแล้วนั่นเอง จึงขอให้ทุกท่านที่ร่วมสร้างหรือร่วมอนุโมทนาในภายหลังก็ตาม ได้ย้อนระลึกถึงเรื่องราวประวัติของการสร้าง โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านได้เล่าไว้ตั้งแต่สมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2534

พระชัยวัฒน์ อชิโต
ผู้รวบรวม
(26 เมษายน 2536)



ประวัติการสร้าง
สมเด็จองค์ปฐม

พระราชพรหมยาน

ท่านสาธุชนทั้งหลาย ตอนนี้ก็มาพูดกันถึงเรื่อง สมเด็จองค์ปฐม สำหรับคำว่า “สมเด็จองค์ปฐม” ก็คือ พระพุทธเจ้าองค์แรก องค์แรกหรือองค์ที่หนึ่ง เรียกว่า”องค์ปฐม” การที่จะหล่อรูปสมเด็จองค์ปฐม ก็มีอยู่ว่า นายแพทย์จรูญ ปิรยะวราภรณ์ เคยปรารภว่า หลวงพ่อเคยปรารภเรื่องสมเด็จองค์ปฐมเสมอ ทำไมจึงไม่หล่อรูป จึงคิดตั้งใจจะหล่อรูปท่านขึ้นมา
ขอเล่าย้อนตอนหลังสักนิดหนึ่ง คือเมื่อประมาณ พ.ศ.2511 ตอนนั้นอาตมามาอยู่วัดท่าซุงแล้ว และ พล.อ.อ.อาทร โรจนวิภาต เวลานั้นเป็นนาวาอากาศเอก เป็นผู้บังคับกองฝึกโรงเรียนการบิน ที่นครราชสีมา ทราบว่าอาตมาป่วย จึงนิมนต์ไปพักที่นั่น
ตอนกลางคืน สามีภรรยา ก็นั่งเจริญพระกรรมฐาน อาตมาเป็นคนแนะนำ ขณะที่แนะนำเขาอยู่ เมื่อเสร็จแล้วก็ทำสมาธิ ขณะที่ทำสมาธิ บรรดาท่านพุทธบริษัท สิ่งที่คาดไม่ถึงก็ปรากฏขึ้น นั่นคือ เห็นเป็นพระพุทธเจ้าในปางนิพพาน ยืนสองแถวยาวเหยียดไปข้างหน้า แล้วก็พนมมือ
จึงมีความรู้สึกในใจว่า บางทีอาจจะเป็นอุปาทานของเรา เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยก้มศีรษะให้ใคร แม้แต่บ้านเรือนเล็กๆ ที่หลังคาต่ำๆที่พระพุทธเจ้าเข้าไป หลังคาก็สูงขึ้น แต่เวลานี้ เราเห็นพระพุทธเจ้ายืนพนมมือ อุปาทาน คือ กิเลสคงกินใจมาก เมื่อนึกเพียงเท่านี้ ก็เห็นภาพ หลวงพ่อปาน ปรากฏขึ้นข้างๆ ท่านบอกว่า “คุณ….ไม่ใช่อุปาทาน ประเดี๋ยวพระพุทธเจ้าองค์ปฐมจะเสด็จมา”
อีกประมาณสัก 5 นาที ปรากฏว่ามีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง รูปร่างใหญ่โตมาก สูงมาก มาในรูปของปางนิพพาน เดินมาระหว่างช่องกลาง พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ก้มศีรษะแสดงความเคารพเพราะพนมมืออยู่แล้ว พอท่านเดินมาถึงอาตมา ท่านก็พูดว่า
“ข้าจะนั่งที่ไหนหว่า…..ในเมื่อไม่มีที่นั่ง ข้าก็เอาหัวแกเป็นแท่นก็แล้วกัน” ก็เลยนั่งบนหัว แล้วท่านก็บอกว่า
“นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ก่อนที่แกจะสอนกรรมฐานก็ดี จะพูดธรรมะก็ดี จะเทศน์ก็ดี บอกฉันก่อน ฉันให้พูดตอนไหน จะให้เทศน์ตอนไหน ให้ว่าตามนั้น”
ก็เป็นความจริงบรรดาท่านพุทธบริษัท เวลาสอนกรรมฐานก็ดี เทศน์ก็ดี บางทีคิดว่าวันนี้จะพูดเรื่องอย่างนี้ แต่พอพูดเข้าจริงๆ เรื่องนั้นไม่ได้พูด ไปพูดอีกจุดหนึ่ง อันนี้เป็นลีลาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ การเทศน์ของพระพุทธเจ้ามุ่งเฉพาะบุคคลสำคัญคนใดคนหนึ่ง ไม่ได้หวังคนทั่วไป คนจะนั่งสักหนึ่งพัน สองพัน ห้าพันก็ตาม ท่านจะดูจิตใจว่า บุคคลใดจะรับคำเทศนาของท่านได้ จะสามารถบรรลุมรรคผลได้ ท่านจะจี้จุดเฉพาะคนนั้น เอาจุดเด่น แต่ว่าคนที่มีความดีใกล้เคียงกัน ก็พลอยบรรลุมรรคผลไปตามๆกัน
อันนี้ก็เช่นเดียวกัน อาตมาเวลาเทศน์หรือสอนกรรมฐาน ก็ไม่เคยได้พูดตามที่คิดไว้สักที อาจจะเป็นเพราะท่านดลใจ ถ้าจะถามว่า เป็นที่ชอบใจของคนทุกคนไหม ก็ขอตอบว่า ไม่แน่นัก ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะท่านอาจจะจี้จุดเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่คนบางคน อาจจะไม่ถูกใจก็ได้ นี่เป็นเรื่องธรรมดา ก็จึงมาคิดว่า ในเมื่อท่านมีพระคุณอย่างนี้ และก็เห็นเป็นปกติ จึงคิดจะหล่อรูปท่านขึ้นมา

ทรงแสดงพระพุทธลักษณะ

วันหนึ่ง จึงอาราธนา เมื่อเจริญพระกรรมฐานเสร็จแล้ว ท่องเที่ยวไปที่ต่างๆตามความพอใจ เมื่อกลับมาถึงที่ ก็คิดว่า สมเด็จองค์ปฐมจริงๆ รูปร่างสมัยที่เป็นมนุษย์ ท่านเป็นอย่างไร ก็ขออาราธนา ขอต้องการพบท่าน ท่านก็มาปรากฏพระองค์ให้เห็น ทรวดทรงสวยมาก หน้าของท่านอิ่มเหมือนรูปไข่ แก้มอิ่ม ยิ้มน้อยๆ ริมฝีปากไม่บุ๋ม ไม่เหมือนพระพุทธรูปที่เขาปั้นกัน พระพุทธรูปที่เขาปั้นกัน แก้มตอนปากบุ๋มลงไป ท่านบอกว่า
“รูปร่างของฉันจริงๆเป็นอย่างนี้ ในสมัยที่เป็นมนุษย์” และต่อมาก็เปลี่ยนรูป “รูปร่างของฉันสมัยนิพพานแล้ว เป็นอย่างนี้” ท่านก็เปลี่ยนให้ดู ก็ถามว่า ถ้าจะปั้นรูปของท่าน จะให้ปั้นแบบไหน จะให้ปั้นแบบปางนิพพานหรือแบบมนุษย์
ท่านบอกว่า ปั้นอย่างนี้ก็แล้วกัน แล้วท่านก็นั่งทำภาพให้ดู เป็นเหมือนพระพุทธรูปปั้น แล้วก็มีเรือนแก้ว เป็นพระพุทธชินราช รูปจริงๆที่ให้ปั้น ไม่เหมือนกับรูปจริง คือ ไม่เหมือนกับรูปที่เป็นมนุษย์ และก็ไม่เหมือนกับรูปที่นิพพาน แต่ว่าเป็นรูปที่ท่านต้องการ ท่านมาแสดงแบบนั้นอยู่ถึง 3 วันติดๆกัน มานั่งให้เห็น วันหนึ่งประมาณ 1 ชั่วโมง ก็ดูจนละเอียด
ก็คิดในใจว่า เราเป็นคนเห็น แต่ช่างเขาไม่ได้เห็น เขาอาจปั้นได้ไม่เหมือนก็ได้ จึงขอบารมีของท่านบอกว่า เวลาที่ช่างเขาปั้น ขอได้โปรดดลใจให้เป็นไปตามพระพุทธประสงค์ ท่านก็ยอมรับ จึงได้สั่งให้ นายประเสริฐ แก้วมณี ปั้นรูปขี้ผึ้งขึ้น บอกลักษณะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ในที่สุดเมื่อเขาปั้นเสร็จ เขาเอามาให้ดูเหมือนกับรูปที่ท่านแสดงจริงๆ นี่ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์
และนายประเสริฐคนนี้ ก็เจริญกรรมฐานมโนมยิทธิได้ แกก็ทำอะไรตามกำลังใจที่แกได้มา อาตมาก็บอกว่า ก่อนจะปั้นให้จุดธูปจุดเทียนก่อน อาราธนาบารมีของท่านก่อน ขอให้ท่านดลใจให้มือทำตามไปที่ท่านต้องการ ความจริงก็เป็นอย่างนั้น

พระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จองค์ปฐม

ทีนี้ก็มานั่งนึกอีกทีว่า เรามีพระพุทธรูปทุกองค์ในสถานที่สำคัญ เราก็บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่พระบรมสารีริกธาตุโดยมากเป็นขององค์ปัจจุบัน สำหรับพระบรมสารีริกธาตุขององค์ปฐม จะหาได้ที่ไหน กำลังใจก็นั่งนึก คิดว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะได้พระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จองค์ปฐม ก็คิดว่าเวลากาลนานมาแล้ว พระบรมสารีริกธาตุย่อมหาไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ถ้าหาไม่ได้ ก็เอาขององค์ปัจจุบันบรรจุ เพราะถือว่าเป็นคนขั้นตอน เป็นคนละองค์
ต่อมาเมื่อขณะที่ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆจบ ก่อนจะนอนก็ไป…..ไอ้การไปนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท การทัศนาจรไปเมืองสวรรค์ก็ดี เมืองนรกก็ดี พรหมก็ดี มันเบื่อเต็มทีแล้ว…..จืด! เวลานี้ไม่ไปไหน ที่ไปจุดแรก คือ เทวสภา ไปที่ตรงนั้น ก็ไปไหว้ท่านผู้มีคุณ ตั้งแต่ชาติก่อนโน้น มาถึงชาติปัจจุบัน ที่ท่านเป็นครูบาอาจารย์บ้าง เป็นผู้มีคุณบ้าง เป็นบิดามารดาบ้าง เป็นต้น ไหว้ท่านแล้ว ท่านก็แนะนำบางอย่าง ที่ทำถูกบ้าง ผิดบ้าง ที่ไหนถูก ท่านก็บอกว่าถูก ที่ผิดท่านก็บอกให้แก้ไข
ก็เป็นอันว่า ไปอย่างนี้ทุกคืน หลังจากนั้นก็เข้า พระจุฬามณีเจดียสถาน ไปนมัสการพระพุทธเจ้าที่นั่น พระอรหันต์มีเยอะ ก็ไหว้ท่าน ออกจากพระจุฬามณีเจดียสถานแล้ว ก็ไปนิพพาน ไปวิมานของสมเด็จองค์ปัจจุบันก่อน พระสมณโคดม ไปนมัสการท่านเสร็จ ถ้ามีอะไรที่ท่านจะบอก ท่านก็บอก ถ้าไม่มีอะไรที่ท่านจะบอก ท่านก็เฉย ก็นั่งสบายๆด้วยความชื่นใจ
หลังจากนั้น ท่านก็สั่งให้ไปวิมานของเธอ ในเมื่อไปวิมานของอาตมาเอง ในที่นั้นจะพบพระอรหันต์มาก จะมีพระพุทธเจ้าหลายๆพระองค์ มีองค์ปฐมเป็นประธาน ทรงให้โอวาทอยู่ทุกวัน เตือนทุกวัน มีอะไรผิด มีอะไรถูก มีอะไรควรทำ มีอะไรควรพูด ท่านจะแนะนำ
เมื่อกลับมาแล้วก็นอน คิดว่าเราจะนอนให้หลับ พอกำลังจิตจะเริ่มเคลิ้ม ก็ได้ยินเสียงว่า “พระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จองค์ปฐม เอามาให้แล้วนะ วางไว้ที่ตลับบนเตียงข้างๆหัวนอน” ได้ยินเสียงชัดเจนแจ่มใสมาก เหมือนเสียงขององค์ปัจจุบัน
จึงลุกขึ้นมาเปิดไฟฟ้า ปรากฏว่าที่ตรงนั้นไม่เคยวางตลับ มีแต่วางหนังสือสำหรับดูก่อนหลับ ก็มี ตลับพลาสติก แบบปัจจุบันอยู่ลูกหนึ่ง ไปเปิดดูเห็น พระบรมสารีริกธาตุองค์โต 2 องค์ ก็ดีใจว่าเป็นขององค์ปฐมแน่ เพราะเราไม่เคยวางไว้ ก็เก็บไว้ในที่สักการะบูชา เอาไว้บรรจุท่าน ต้นเหตุเป็นอย่างนี้นะ

เกิดอัศจรรย์ตรงสถานที่สร้างมณฑป

ต่อมาท่านก็บอกว่า จะทำมณฑปฉันที่ไหน ก็ถามท่านว่า สถานที่ไม่มีแล้ว ด้านหน้าวัดเต็มไปหมด ที่มองเห็นได้ไม่มี มีแต่หลังวัด หลังวัดก็ไม่สมควร ท่านก็บอกว่า มีที่สำคัญอยู่ที่หนึ่ง เวลานั้นกำลังป่วยมาก ก็พยายามให้พระขับรถไป ไปดูสถานที่ ค่อยๆลงจากรถ เดินมันก็จะล้ม
แต่ญาติโยมพุทธบริษัท ไม่มีใครเข้าใจ เพระเวลารับแขก เห็นท่าทางพูด ท่าทางแข็งแรง ความจริงไม่ใช่ เป็นกำลังพระท่านช่วย หลังจากรับแขกแล้วก็ป่วย อาเจียน ลุกไม่ขึ้น เดินไม่ไหว นี่เป็นอำนาจพุทธานุภาพ และสถานที่ตรงนั้น ท่านบอกว่าเอาตรงนี้ สถานที่ตรงนั้นมีความสำคัญ ท่านบอกว่ามีพระบรมสารีริกธาตุสำคัญมาก แต่ความจริงก็เป็นความจริง มีคนเห็นอยู่เสมอว่า มีดาวดวงใหญ่ขึ้นจากที่ตรงนั้น มีแสงสว่างมาก ลอยไปเหนือยอดไม้น้อยๆ วนไปวนมาในวัด แล้วก็กลับที่เดิม
มีคราวหนึ่ง พ.ต.พงษ์เทพ เธอมาอยู่เป็นเพื่อน เธอเห็นเข้า เธอก็นั่งรถกวดว่า ดาวดวงนี้จะลอยไปไหน เธอก็วิ่งตามไป วนไปวนมาอยู่พัก ก็กลับที่เดิม เธอก็มาบอกว่า เมื่อคืนนี้แปลก เห็นดวงดาวขึ้นจากแผ่นดิน ก็เลยบอกเธอว่า นั่นไม่ใช่ดวงดาว เป็นพระบรมสารีริกธาตุ ท่านให้สร้างมณฑปตรงนั้น จึงสั่ง ลุงชิด แก้วแดง เป็นนายช่างทำการก่อสร้าง

วัตถุที่จะใช้สร้าง

โดยเฉพาะเรือนแก้ว บรรดาท่านพุทธบริษัท องค์ปฐมสร้างหน้าตัก 4 ศอก เป็นพระหล่อด้วยโลหะ แล้วก็ผสมทองคำ เฉพาะ”เพชร”ที่ประดับเรือนแก้ว หรือว่า ผ้าทิพย์ เท่าที่เราเห็น มีราคา 770,000 บาทเศษ แต่ความจริงไม่ใช่เพชรจริงๆ อย่าขโมยไปนะ ถ้าแกะมาหนึ่งเม็ด ราคาเต็มของเขาจะประมาณ 12-13 บาทเท่านั้นเอง
ทีนี้ซื้อมาก เพื่อประดับเรือนแก้วให้สวย เพราะว่าคนใกล้จะตาย คือ อาตมาเองใกล้จะตาย อายุครบอายุขัยแล้ว ครบอายุขัย ก็เป็นอายุที่ควรตาย ก็ทำทิ้งทวน และก็มีคนช่วยมาก มีใครบ้าง จะไปขอบัญชีเขามาดู ถ้าเขาคัดไว้ ก็จะมาพิมพ์ท้ายหนังสือ มี พล.ต.ท.นายแพทย์สมศักดิ์ กับคณะ ช่วยมา 1 ล้านบาทเท่าที่จำได้นะ นอกนั้นมีใครบ้างก็ไม่ทราบ องค์ปฐมนี่ช่วยกันมามาก
สำหรับพื้น ทีแรกคิดว่าจะใช้แกรนิต หรืออะไรไม่ทราบ มันสวยๆ แต่ว่าพระท่านบอกว่า มันแข็งมาก ต้องสั่งให้เขาตัดให้พอดี ก็เลยล้มความตั้งใจ ก็พอดี พ.ท.นายแพทย์นพพร กลั่นสุภา พร้อมด้วย คณะชาวจังหวัดกาญจนบุรี
พ.ท.นายแพทย์นพพรนี่ เป็นผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ กองพลที่ 9 สนใจเรื่องบุญกุศลมาก ได้ทำตาดำตาขาวของพระ พระพุทธรูปหน้าตัก 4 ศอกมาถวาย ประมาณ 600 คู่เศษ และนำนิลก้อนเล็กๆนำมาให้ทำพื้น ก็เลยตัดสินใจว่า ในเมื่อมีผู้ศรัทธานำนิลมาให้ตั้ง 1 ตันกว่า เราก็ไม่ควรใช้อย่างอื่น ใช้ขัดพื้นด้วยนิล แทนที่จะเป็นหินขัด หรือว่าจะเป็นหินอ่อน จะเป็นแกรนิต ไม่เป็นแล้ว ใช้นิลเป็นพื้นขัด ถ้านิลไม่พอจริงๆก็เอาอย่างอื่นผสม
ก็รวมความว่า ความสำคัญเนื่องในการสร้างองค์ปฐม คือ ว่าคนไม่เคยคิด หรือ ว่าอาจจะคิดบ้างก็ไม่ทราบว่า พระพุทธเจ้าจริงๆที่มีความลำบากมาก คือ “องค์ต้น” เพราะไม่เคยมีพระพุทธเจ้าเป็นครูมาก่อน ต้องลำบากบุกมา ทั้งๆที่ไม่มีแบบ เป็นเหตุดลใจ ให้ตั้งใจคิดจะเป็นพระพุทธเจ้า ต้องใช้เวลาถึง 40 อสงไขยกัปเศษ จึงจะได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ
ถ้าถามว่า รู้ได้อย่างไร ก็ต้องขอตอบว่า ถามท่านซิ คนฟัง หรือคนอ่าน จะคิดไหมว่า พูดอย่างนี้เป็นคนบ้าหรือคนดี บางท่านจะบอกว่า พระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว มีสภาพสูญ จะไปคุยกันได้อย่างไร ก็ขอตอบว่า ก็ต้องเป็นคนสูญเหมือนกัน ก็ท่านสูญไปแล้ว เราก็สูญบ้าง ถ้าสูญกับสูญพบกัน ก็ต้องเป็นสองสูญ สองสูญก็มีสภาพกลมเหมือนกัน แต่โตเล็กกว่ากันเท่านั้น เมื่อสูญต่อสูญคุยกัน ก็รู้เรื่องกัน ถ้าท่านสูญ เรายังไม่สูญ เราก็คุยกับท่านไม่ได้
ก็รวมความว่า อาตมาก็เป็นคนสูญเพราะ 1.สูญจากความเป็นหนุ่ม 2.สูญจากความเป็นคนปกติ มีอาการป่วยไข้ ไม่สบายเป็นปกติ และก็ 3.สูญจากความเป็นคนที่คิดว่าไม่สูญ นั่นคือ ความหวังมีอย่างเดียว คิดว่าเราจะต้องตาย เวลานี้อายุ 75 ปี ตามใบสุทธิเป็นอายุขัย ควรตายแล้ว ไหนๆจะตายก็ทำทิ้งทวน เฉพาะสมเด็จองค์ปฐม ราคาเท่าไรไม่ทราบ เฉพาะเพชรที่ประดับ ราคา 770,000 บาทเศษ แล้วก็มณฑปทั้งหมด ก็จะบุแก้ว ปิดแก้วทั้งข้างนอกและข้างใน ให้คล้ายๆกับวิมานของท่าน ทำแบบคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือน เพราะวิมานของท่านสวยมาก
เดี๋ยวจะถามว่า รู้ได้ยังไง ก็ตอบตามเดิมว่า คนสูญก็รู้อย่างคนสูญ ที่เขาบอกว่า นิพพานมีสภาพสูญ อาตมาขอย้อนว่า นิพพานมีสภาพไม่สูญ นิพพานจะสูญไปจากความชั่ว จะทรงไว้แต่ความดี ถ้าหากจะมีคนคัดค้านว่า ตายแล้วมีสภาพสูญ ก็ต้องตอบว่า เป็นเรื่องของท่าน ต่างคนต่างรู้ ต่างคนต่างมีความเห็น จะให้เหมือนกันไม่ได้ ถ้าหากว่านิพพานมีสภาพสูญจริงๆ ทำไมสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวอ้างอิงถึงพระพุทธเจ้าองค์นั้น พระพุทธเจ้าองค์นี้ อย่างคำว่า
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง ท่านทั้งหลาย จงอย่าทำความชั่วทุกอย่าง
กุสะลัสสูปะสัมปะทา จงทำแต่ความดี
สะจิตตะปริโยทะปะนัง จงทำใจให้ผ่องใสจากกิเลส
เอตัง พุทธานะสาสะนัง พระพุทธเจ้าทุกองค์ ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด
พระพุทธเจ้าท่านรู้ได้ยังไง ถ้านิพพานมีสภาพสูญ ทำไมจึงจะรู้ว่า พระพุทธเจ้าทุกองค์ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด ก็แสดงว่า นิพพานมีสภาพไม่สูญ เฉพาะของคนไม่สูญ นิพพานมีสภาพสูญ เฉพาะของคนที่สูญจากนิพพาน
รวมความว่า บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย การหล่อรูปองค์ปฐมนี้ บรรดาญาติโยมพุทธบริษัท นำทองมาถวายกันมากเป็นกรณีพิเศษ และการหล่อรูปนี้จะหล่อ วันที่ 15 มีนาคม 2535 มี สมเด็จพระพุทธโฆษจารย์ วัดสามพระยา เป็นประธานจับสายสิญจน์ในการหล่อ
ความจริงหลวงพ่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์นี่ บางท่านอาจจะไม่รู้ “ท่านเป็นพระสูญเหมือนกัน” คือ สูญจากการยึดตัว ถือยศฐาบรรดาศักดิ์ ท่านเป็นสมเด็จ ท่านไม่เคยแสดงองค์เป็นสมเด็จเลย ไม่เคยถือเนื้อถือตัว ถือเป็นกันเองทุกอย่างกับทุกคนที่ไปหา ไม่มีมานะทิฏฐิและมีความเข้าใจเรื่องของคน มีความเข้าใจในเรื่องของใจคน อย่าง พล.ต.ท.สมศักดิ์ สืบสงวน เคยไปกับ หมอลัดดา ไปหาท่าน ท่านจำวัดอยู่บนกุฏิ ทั้งสองคนก็ไปคอย พอถึงเวลาท่านยังไม่ลงมา ทั้งสองคนก็บอกว่า ในเมื่อท่านจำวัด เราก็กลับเถอะ พูดเบาๆเท่านั้นแหละ เสียงกระแอมเปิดประตูหน้าต่าง แล้วท่านก็ลงมา
อาตมาเคยปรึกษากับ มหาวิจิตร เรื่องที่จะทำบุญวันเกิดของท่าน ปรึกษากันที่ซอยสายลมว่า เราคิดจะทำอย่างนี้ และไปกราบเรียนให้ท่านทราบ ถ้าหากว่าอันไหนท่านตัด เราก็ตัดตามท่าน อันไหนท่านให้เติม เราก็เติมตามท่าน เสร็จแล้วก็ไปหาท่าน ท่านนั่งรอรับอยู่ ท่านยังไม่ขึ้นกุฏิ เมื่อกราบพอเงยหน้าขึ้นมา ท่านก็บอกว่า ปีหน้าจะให้ทำอะไรก็บอกนะ ทำตามทุกอย่างแหละ นั่นคุยกันที่ซอยสายลม ท่านอยู่ที่วัดสามพระยาทำไมจึงรู้
ก็เป็นอันว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์องค์นี้ มีความสำคัญมาก เป็นประธานการหล่อพระคราวไร ไม่เคยเสีย คราวหนึ่งลมแรงจัด ช่างบอกว่า ถ้าลมแรงแบบนี้ การเททองลำบาก ยังไงๆพระต้องเสียแน่ ต้องมีเว้า มีแหว่ง แต่เธอก็พยายามทำไปด้วยความลำบากจนเสร็จ นี่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์จับสายสิญจน์นะ ช่างรีบไปทุบหุ่นไม่อยากให้คนอื่นเห็น คิดว่าถ้าเสียจะรีบเก็บ แต่ที่ไหนได้ บรรดาท่านพุทธบริษัท พระทุกองค์เรียบร้อยเกือบไม่ต้องแต่ง ช่างดีใจจนน้ำตาไหล นี่ขอให้ท่านทั้งหลายจงมีความเข้าใจว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา เป็นพระที่มีสภาพสูญเช่นเดียวกัน
เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ก็เล่าสู่กันฟังก็แค่นี้ ขอจบเพราะเวลาหมด เหลือเวลาประมาณครึ่งนาที ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านพุทธศาสนิกชน ผู้รับฟังก็ตาม ผู้อ่านก็ตาม จงมีแต่ความสุข ปรารถนาสมหวัง รวยตลอดชาติ ทั้งชาตินี้และชาติหน้า ถ้าใครต้องการหวังนิพพาน ขอให้ได้นิพพานสมความปรารถนา ใครไม่อยากไปนิพพาน ก็ขอให้รวยตลอดทุกชาติ…..สวัสดี

สนทนาที่สายลม
(เดือนกันยายน 2533)
ผู้ถาม : “ได้ข่าวว่าหลวงพ่อจะหล่อองค์สมเด็จองค์ปฐม และสร้างมณฑปใกล้พระ 30 ศอกหรือครับ?”
หลวงพ่อ : “ที่ตรงนั้นแปลก รถแทรคเตอร์เคยเข้าไปดินแห้งๆฟรีไปไม่ได้ พอเข้าไปถึงเครื่องติด ล้อหมุน แต่สายพานไม่เดิน และก็ยามปกติ เวลาพระบรมสารีริกธาตุเสด็จขึ้นจากที่นั้นบ่อย เห็นกันบ่อยครั้งมาก ก็เป็นว่าสร้างทับที่พระบรมสารีริกธาตุ
เมื่อตอนขากลับขึ้นไป หมอจรูญ เขาขึ้นไป มีหมอหลายคนก็คุยกัน ถามว่าจะสร้างวิหารแบบไหน ก็เลยคิดจะสร้างวิหารแบบโบสถ์ใช่ไหม ท่านเลยตัดสินใจบอก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน สร้างเหมือนหลังนี้(มณฑปแก้วที่ข้างตึกรับแขก) เอาเหมือนหลังนี้ทุกอย่าง และหาที่ให้เสร็จในวัดนี้นะ และนั่งมองที่ว่า จะสร้างที่ไหนจะเหมาะ ท่านก็ชี้ให้ “
ผู้ถาม : “คงจะเป็นองค์แรกของโลก”
หลวงพ่อ : “.ใช่ ๆ ๆ เออ…..ไม่มีใครเขาพูดถึงกันนะ อย่างเก่งๆก็ สมเด็จพุทธทีปังกร
คือว่า สมเด็จพุทธทีปังกรนี่ พระพุทธเจ้าเราปรารถนาพุทธภูมิเป็นครั้งแรก แต่ว่าองค์ปฐมไกลกว่านั้นแยะ พระพุทธเจ้านี่มีหลายแสนองค์นะ ไม่ใช่มีองค์เดียว องค์ปฐมนี่ลำบากมาก
ถามท่านว่า บำเพ็ญบารมีมาเท่าไหร่ บอกเขาบำเพ็ญบารมี 16 อสงไขย ฉัน 40 อสงไขยกว่า เพราะไม่มีตัวอย่าง ก็ถามท่านว่า ทำไมจึงคิดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ท่านบอกไม่รู้ มันมีชาติหนึ่งคิดว่า คนเราเกิดมาแล้วมันมีทุกข์ ทำไงจึงหมดทุกข์ ทำไปมันก็ทำผิดบ้างถูกบ้าง ใช่ไหม…..ใหม่ๆ ต่อไปก็เข้าเขตถูก”
ผู้ถาม : “หลวงพ่อเคยมีความเกี่ยวพันกับพระองค์ท่านบ้างไหมครับ?”
หลวงพ่อ : “องค์ปฐมนี่ท่านเคยบอกว่า ฉันเคยเป็นลูกท่าน เคยเป็นลูกในสมัยที่ท่านยังไม่เป็นพระพุทธเจ้านะ ในกาลก่อนๆนะ แล้วต่อมาในสมัยที่ท่านเป็นพระพุทธเจ้า ฉันก็ปรารถนา 16 อสงไขย อยากจะให้เก่งเหมือนพ่อ…..”(หัวเราะ)
(หลังจากสอนพระกรรมฐาน และลูกหลานสวดอิติปิโสถวาย 3 จบแล้ว ในขณะหลวงพ่อฟังสวด หลวงพ่อพนมมือนั่งนิ่งเป็นสมาธิ สวดจบแล้วท่านมีเรื่องเล่าให้ฟังอีกว่า)
สมเด็จองค์ปฐมท่านมาบอกว่า “เออ……ถ้าหล่อรูปฉันน่ะ เอาแก้วอย่างดี ติดที่นิ้วก้อยสักแก้วได้ไหม…..นิ้วก้อยซ้าย?” เลยถามท่านว่า ถ้าบังเอิญเขาให้มากกว่านั้นล่ะ “ก็ติดที่แท่นก็แล้วกัน”
แก้วอย่างดีมันก็เพชร เอาแก้วอย่างดี ท่านบอกอย่างนั้น ถามว่าขโมยเขาไม่ลักหรือ “แกทำให้ดีลักไม่ได้ ท้าวมหาราชมีมากบีบคอแน่” ถ้ามากจริงๆ ท่านบอกให้ติดที่ผ้าอะไร……ผ้าทิพย์
ก็เป็นอันว่า ท่านบอกว่า ถ้าบอกเขาว่าหนึ่ง มันจะไม่เป็นหนึ่ง เพราะองค์ปฐม ท่านเลยบอกเอางั้นก็แล้วกันนะ แก้วน่ะไม่ต้องดีนัก ราคาแพงมากเกินไป เวลาขโมยลักไปจะเสียดาย เอาแก้วอย่างเลว ตูดขวดก็ได้……(หัวเราะ)

บทผนวก

หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า สมเด็จองค์ปฐมทรงพระนามว่า “สมเด็จพระพุทธสิกขี” แต่พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ผ่านไปแล้ว อาจจะมีชื่อซ้ำกันก็ได้ โดยเฉพาะชื่อนี้ มีด้วยกันถึง 5 พระองค์ จึงเรียกขานกันว่าเป็น “พระพุทธสิกขีที่ 1 “พระองค์จึงทรงเป็นต้นพระวงศ์ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ จึงสมควรยกย่องพระพุทธองค์ว่าทรงเป็น “สมเด็จองค์ปฐมบรมครู”อย่างแท้จริง
ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์เสด็จมาเล่าให้หลวงพ่อฟังที่บ้านสายลมว่า สมัยที่พระองค์ทรงอุบัติในโลกมนุษย์ ในเวลานั้นคนมีอายุขัย ประมาณ 8หมื่นปี พระองค์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ เมื่อพระชนมายุได้ 4 หมื่นปี
หลังจากทรงผนวชแล้วเป็นเวลาอีก 2 หมื่นปี จึงได้ทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์แรกของโลก พระองค์ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์อีกประมาณ 2หมื่นปี จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน หลังจากทรงใช้เวลาอันยาวนานถึง 40 อสงไขยกัป ในการบำเพ็ญพระบารมี เพื่อแสวงหาพระโพธิญาณด้วยพระองค์เอง ดังนี้


อานิสงส์การสร้างสมเด็จองค์ปฐม

หลวงพ่อ : ช่างมาถามเกี่ยวกับลักษณะองค์ปฐม อาจมาบอก สร้างแบบพระพุทธรูปธรรมดา แต่ต้องอ้วนหน่อยนะ คือ มีเนื้อมากหน่อย ไม่ใช่อ้วนพุงพลุ้ยนะ และก็เวลาลงไปสอนกรรมฐาน เมื่อเสร็จแล้วเขาก็คุยกัน เขาก็ถามปัญหา ถามไปถามมา เขาถามถึงพระพุทธเจ้าองค์ปฐมว่า ถ้าจะสร้าง จะมีอานิสงส์ยังไง ลุงสองลุง นายบัญชี กับ ลุงพุฒิ ท่านมายืนอยู่นานแล้ว ท่านไม่มีโอกาสคุย เพราะอาตมาขึ้นไปคุยกับพระซะ
ท่านบอกว่า การสร้างองค์ปฐมนี่ ท่านเปลี่ยนบัญชีใหม่ เอาบัญชีมาให้ดู บอก นี่……บัญชีเล่มนี้(คือว่าเป็นอีกเล่มหนึ่งจากที่ที่จดธรรมดา)”บัญชีสีทอง” เป็นทองคำล้วนทั้งเล่มเลย ฉันอยากได้บัญชีเอามาขาย ท่านบอก ถ้าสร้างองค์ปฐม ลงบัญชีเล่มนี้โดยเฉพาะ ก็แสดงว่า คนที่จะสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมได้นี่ ต้องเป็นคนมีบุญมาก…..หรือไง?
แต่ก็ไม่ได้หมายความต้องเงินมากนะ คือว่าโดยมากเราจะนึกไม่ถึงกันใช่ไหม เรานึกกันถึง พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระพุทธกัสสป แต่ยังไม่เคยนึกถึงองค์ปฐม ส่วนใหญ่ไปนึกถึง พระศรีอาริย์ ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าใช่ไหม นี่องค์นี้เป็นองค์แรก ก็คุยกันแล้ว
ท่านบอกว่า การสร้างพระพุทธเจ้าองค์ปฐมทำได้ยาก คือว่าเป็นพระพุทธเจ้าต้นพระพุทธเจ้าทั้งหมด ใช่ไหม และการทำบุญเนื่องในการสร้างวิหารก็ดี สถานที่ก็ดี เอาของไปประดับก็ตาม ทีนี้อย่างคนมีเงินน้อยๆใช่ไหม ก็มีสตางค์ไม่มาก เอาสตางค์ 9 สตางค์ 10 สตางค์ไปใส่แท่น อย่างนี้ลงบัญชีสีทองหมด
คือไม่หมายความต้องมีเงินมากเสมอไปนะ ที่เขามีน้อยๆบาทสองบาท 10 สตางค์ 20 สตางค์ พวกนี้เอาไปใส่แท่น อย่างนี้ลงบัญชีสีทองหมด ก็ถามว่า บัญชีสีทองหมายถึงอะไร ท่านบอก มันหมายถึงกลับไม่ได้ เพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ต้องโมทนาหมด “
ผู้ถาม : “หลวงพ่อครับ การหล่อองค์ปฐมด้วยทองคำนี่ อานิสงส์จะเหมือนกับหล่อพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน หรือว่าจะแตกต่างกันอย่างไรครับ ถ้าเป็นทองคำเหมือนกัน?”
หลวงพ่อ : “ก็มีอานิสงส์เหมือนกัน แต่ว่าต่างกันอยู่นิดหนึ่ง ที่ไปนิพพานเร็ว ไปนิพพานเร็วมาก เพราะเขาเข้า บัญชีสีทอง ไม่ใช่ตัวทอง บัญชีทั้งเล่มเป็นทอง ลงบัญชีเล่มนั้น”
ผู้ถาม : “หมายถึงเป็นเจ้าภาพหล่อองค์ปฐมนี่หรือครับ?”
หลวงพ่อ : “ใช่ ๆ ๆ จะทองคำก็ดี จะเป็นเงินก็ตาม…..เหมือนกัน ลงบัญชีเล่มเดียวกัน”

งานพิธีเททองหล่อรูปสมเด็จองค์ปฐม
วันที่ 14 มีนาคม 2535 เวลา 18.00 น. หลวงพ่อทำพิธีบวงสรวง ที่ปะรำพิธีเททองหน้าวิหาร 100 เมตร
วันที่ 15 มีนาคม 2535 เวลา 08.00 น. หลวงพ่อทำพิธีบวงสรวง ที่ปะรำพิธีเททองอีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วเดินทางไปที่ศาลา 2 ไร่ เพื่อทำบุญประจำปีของท่าน ซึ่งมีพระเถรานุเถระและญาติโยมพุทธบริษัทเดินทางมากันมากมาย
หลังจากเสร็จงานที่นั่นแล้ว หลวงพ่อจึงเดินทางไปที่วิหาร 100 เมตร ซึ่งมีญาติโยมไปนั่งรออยู่ในเต๊นท์หน้าวิหาร ก่อนจะถึงเวลาเททอง มีญาติโยมพุทธบริษัทที่คอยทำบุญและถวายทองกับหลวงพ่อเป็นจำนวนมาก จนใกล้เวลาบ่าย 2 โมง ก็ดูทีท่าว่าจะยังถวายไม่เสร็จ ดร.ปริญญา จึงประกาศให้วิ่งเร็วๆเข้า กลายเป็นวิ่งทำบุญไป สนุกไปอีกแบบ
เวลา 14.00 น. เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา เป็นประธานในพิธีเททอง โดยท่านนั่งอธิษฐานถือสายสิญจน์ภายในระเบียงวิหาร 100 เมตร ส่วนหลวงพ่อลงไปที่ปะรำพิธีเททองเอง ทองคำที่หลวงพ่อเทลงในเบ้าหล่อสมเด็จองค์ปฐม รวมทั้งสิ้น 78 กิโลกรัม นับว่ามากที่สุดตั้งแต่เททองมาและเจ้าประคุณสมเด็จฯท่านบอกว่า “พระองค์นี้บูชาให้ดีจะมีลาภมาก”
ในขณะที่หลวงพ่อเททองยังไม่ทันเสร็จ เจ้าประคุณสมเด็จฯขอกลับก่อน เมื่อหลวงพ่อเททองเสร็จแล้ว จึงขึ้นมาที่วิหาร 100 เมตรอีกครั้งหนึ่ง เพราะยังมีคนทำบุญกันอีก จนถึงเวลาบ่าย 3 โมงจึงขึ้นพัก

รายรับ-รายจ่าย
งานหล่อรูปสมเด็จองค์ปฐม
รายรับ
รับเงินเพื่อสร้างองค์ปฐมโดยตรง 3,682,136 บาท
ถวายเพื่อใช้สอยส่วนองค์ 2,117,382 บาท
ผาติกรรมสังฆทาน 1,951,570 บาท
รวมรับทั้งสิ้น 7,751,088 บาท
รายจ่าย
ถวายพระที่นิมนต์มาในงานและพระในวัด 1,990,000 บาท
ค่าหล่อองค์ปฐมรวมทั้งค่าทองที่หล่อด้วย 250,000 บาท
ค่าเบ้าหลอมทอง 14 เบ้า 53,900 บาท
ค่าพนักงานรักษาความปลอดภัยและอย่างอื่น 17,500 บาท
ค่าอาหารฟรีที่วัดจ่าย 100,000 บาท
รวมจ่ายทั้งสิ้น 2,411,400 บาท
ยอดรับยกมา 7,551,088 บาท
คงเหลือจากงานทำบุญ 5,339,688 บาท
รับก่อนงาน
มีท่านผู้มีจิตศรัทธาสร้างองค์ปฐมก่อนงาน
และส่งมาทางไปรษณีย์ รวมทั้งสิ้น 11,689,346 บาท
จ่ายก่อนงาน
(1)ค่าเพชรเทียมจากประเทศออสเตรีย 776,131 บาท
(2)ค่าโคมไฟระย้า 1,800,000 บาท
(3)เหลือจากนี้ก็จ่ายค่าก่อสร้างวิหาร เวลานี้วิหารยังไม่เสร็จ ยังขาดเครื่องประดับ เช่น ยอดช่อฟ้า หน้าบัน ประดับกระจกทั้งภายในและภายนอก ปูกระเบื้องชั้นล่าง ขัดนิลชั้นบน สร้างรูปองค์ปฐมชั้นที่ 3 ประดับกระจกทั้งองค์(ปางนิพพาน)
ถ้าเงินเหลือ จะใช้ในงานสร้างวิหารพระศรีอาริย์ต่อไป วิหารพระศรีอาริย์นั้น ขณะนี้เริ่มก่อสร้างแล้ว
เรื่องน่าหนักใจ
งานก่อสร้างวิหารนี้ สร้าง 1 หลัง เท่ากับสร้าง 2 หลัง เพราะปูนซีเมนต์ขาด เคยได้โควต้าปูนเดือนละ 300 ตัน ถูกตัดเหลือ 30 ตัน ต้องหาซื้อตามท้องตลาด ต้องเพิ่มเงินขึ้นอีกตันละ 80 เปอร์เซ็นต์ วัตถุก่อสร้างอย่างอื่นก็ราคาสูงขึ้นทุกอย่าง ค่าแรงงานช่างก็ต้องเพิ่ม เดิมมีช่าง 300 คนเศษ เมื่อปูนหายากต้องตัดช่างออกเหลือ 40 คน งานสร้างจึงล่าช้า และต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกเท่าตัว เป็นอันว่าสร้าง 1 หลังปัจจุบัน เท่ากับสร้าง 2 หลังก่อนหน้านี้ ค่าใช้จ่ายยังสรุปไม่ได้ เพราะยังสร้างไม่เสร็จ

พระราชพรหมยาน
9 เมษายน 2535
หมายเหตุ : นิลขัดพื้น พ.ท.นายแพทย์นพพร กลั่นสุภา ร่วมกับญาติโยมชาวกาญจนบุรี ร่วมกันถวายมา 6 ตัน และขอแจ้งให้ทราบ ตามที่ได้ประกาศไว้ในธัมมวิโมกข์ว่า จะบรรจุพระบรมธาตุสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่หล่อแล้ว วันกลางดือน 6 คือ วันวิสาขบูชา (16 พ.ค.2535)
แต่ปรากฏว่า ช่างมาขอร้องว่าทำไม่ทัน เพราะต้องทำแท่น และประดับเพชรเทียม ทั้งองค์พระที่หล่อก็ใหญ่ ประกอบไม่ทัน จึงขอเลื่อนวันบรรจุ พระบรมธาตุองค์ปฐม เป็นวันอาทิตย์ที่ 14 มีนาคม 2536 อาราธนา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา เป็นองค์บรรจุ จึงขอแจ้งมาให้ทราบทั่วกัน







สมเด็จองค์ปฐม ที่วัดโพธิ์ อ.บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
งานพิธีอัญเชิญพระพุทธรูป
ขึ้นประดิษฐานบนแท่นภายใน
วิหารสมเด็จองค์ปฐม
วันที่ 16 พฤษภาคม 2535 เป็นวันวิสาขบูชา หลวงพ่อได้กระทำพิธี 3 อย่างในวันเดียวกัน คือ
ตอนเช้า เวลา 7.00 น. หลวงพ่อทำพิธีบวงสรวงที่วิหารสมเด็จองค์ปฐม หลังจากนั้น ท่านได้เดินขึ้นไปบนวิหาร เพื่ออัญเชิญพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม ขึ้นประดิษฐานบนแท่นภายในวิหาร เมื่อเห็นว่าช่างได้ยกพระขึ้นบนแท่นเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงเดินลงไปจากวิหาร ท่ามกลางผู้ที่มาร่วมพิธีมากมาย
เวลา 08.00 น. หลวงพ่อแสดงพระธรรมเทศนา ที่ศาลาพระพินิจอักษร
เวลา 09.00 น. หลวงพ่อเดินทางมาที่ศาลา 12 ไร่ และทำพิธีบวงสรวง เนื่องในงานพิธีสะเดาะเคราะห์
เวลา 18.00 น. หลวงพ่อทำพิธีบวงสรวงที่วิหาร 100 เมตร เนื่องในพิธีพุทธาภิเษกพระคำข้าว มีดหมอชาตรี และวัตถุมงคลอื่นๆ

งานพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ในพระเกตุมาลาพระพุทธรูป
สมเด็จองค์ปฐม
งานนี้เป็นงานทำบุญประจำปีที่หลวงพ่อเคยจัดมา ถึงแม้ท่านจะมรณภาพไปแล้วก็ตาม ท่านพระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ เจ้าอาวาสองค์ใหม่ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ภายในวัดท่าซุง และญาติโยมพุทธบริษัท ได้ร่วมกันจัดงานเหมือนสมัยที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ โดยอาราธนาสมเด็จพระราชาคณะ รองสมเด็จพระราชาคณะ และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด จำนวน 64 รูป ฉันภัตตาหารเพลที่ศาลา 2 ไร่
วันที่ 13 มีนาคม 2536 เป็นวันเริ่มงาน ทางวัดได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ที่วิหาร 100 เมตร สำหรับญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย จะได้สรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จองค์ปฐม(จำนวน 2 องค์ ที่เสด็จมาเองในห้องนอนหลวงพ่อ) ก่อนที่จะอัญเชิญไปบรรจุไว้ในพระเกตุมาลาพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม
ทางด้านวิหารสมเด็จองค์ปฐม ก็มีการจัดเตรียมสถานที่เช่นกัน โดยประดับธงและผูกผ้า และกางเต๊นท์ไว้ข้างๆวิหาร เพื่อญาติโยมทั้งหลาย ได้นั่งชมพิธีอยู่ด้านล่างทางโทรทัศน์วงจรปิด ส่วนชั้นล่างและชั้นบนของวิหาร ได้ทำความสะอาดอย่างรีบด่วน เพราะช่างเพิ่งจะทำองค์พระเสร็จ ส่วนช่างไฟก็เพิ่งเสร็จเหมือนกัน เมื่อจัดโต๊ะหมู่เรียบร้อยแล้ว ก็เปิดไฟทั้งหมดภายในวิหาร
ปรารฏว่าภาพที่ประจักษ์ต่อสายตา ของบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทขณะนั้นแล้ว ต่างก็ร้องชื่นชม ด้วยความปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง สมกับเวลาที่รอคอยมานานแล้ว บางท่านที่เพิ่งเดินทางมาถึง เมื่อก้าวขึ้นไปพบบ้าง ก็ได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า สร้างได้วิจิตรตระการตายิ่ง บางคนคงจะเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ชื่นชม พร้อมกับหลวงพ่อของเรา เหมือนกับที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
วันที่ 14 มีนาคม 2536 หลังจากฉันภัตตาหารและถวายเครื่องไทยทาน พระสงฆ์ให้พร เป็นเสร็จพิธี ที่ศาลา 2 ไร่แล้ว เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา เดินทางไปที่วิหาร 100 เมตร
หลังจากญาติโยม ได้สรงน้ำพระบรมธาตุกันแล้ว เมื่อได้เวลาอันสมควร (เดิมจะเริ่มพิธีเวลา 14.00 น. แต่เจ้าประคุณสมเด็จฯมีกิจนิมนต์ที่ จ.นครปฐม จำเป็นจะต้องเลื่อนเวลาให้เร็วขึ้นกว่าเดิม จึงต้องขออภัยญาติโยมในวันนั้นด้วย)
ในเวลา 12.15 น. ท่านพระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ เจ้าอาวาสวัดท่าซุง ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุสมเด็จองค์ปฐม เพื่ออาราธนาเจ้าประคุณสมเด็จฯบรรจุไว้ในผอบทองคำ ในขณะทำพิธีบรรจุนั้น พระสงฆ์จำนวน 9 รูปสวดชยันโต
เมื่อบรรจุในผอบทองคำแล้ว จึงนำไปวางไว้ในเจดีย์แก้วอีกชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วท่านเจ้าอาวาสพร้อมด้วยพระสงฆ์ และท่านสาธุชนทั้งหลาย ได้ร่วมขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุ ไปยังวิหารสมเด็จองค์ปฐม โดยมีวงโยธวาทิต โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยานำขบวน
เวลา 12.40 น. ขบวนแห่ไปถึงแล้ว พระสงฆ์ก็ขึ้นไปนั่งในด้านซ้ายมือของวิหาร ส่วนญาติโยมนั่นอยู่ด้านตรงข้ามและนั่งรอกันแน่นวิหาร ก่อนที่ขบวนแห่จะมาถึงด้วยซ้ำไป ท่านที่มาภายหลัง จึงต้องไปนั่งอยู่ภายในเต๊นท์ข้างวิหาร
เวลา 12.45 น. เจ้าประคุณสมเด็จฯเดินทางมาถึงวิหารสมเด็จองค์ปฐม ท่านเจ้าอาวาสส่งเทียนชนวนให้เจ้าประคุณสมเด็จ จุดธูปเทียนบูชาที่โต๊ะหมู่บูชา เมื่อกราลนมัสการแล้ว ท่านก็มานั่งเก้าอี้รับแขกที่จัดไว้ แล้วท่านก็พูดขึ้นว่า
“พระองค์นี้มีลาภมากนะ” และท่านกล่าวชมอีกว่า
“สร้างได้สวยงามมาก เสียดายที่จะต้องรีบไป อยากจะอยู่นานๆกว่านี้อีก ต่อไปคงจะมีโอกาสได้มาชมอีก”
หลังจากนั้น พระชัยวัฒน์ อชิโต ได้อัญเชิญพระเกตุมาลาของพระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม ซึ่งประดิษฐานอยู่ในพานทอง อันวางรอไว้อยู่ที่บนชั้นสูงสุดของโต๊ะหมู่บูชา
เมื่อมาถึงแล้ว ท่านพระครูปลัดอนันต์ กราบอาราธนาเจ้าประคุณสมเด็จฯ อัญเชิญผอบทองคำ ที่บรรจุพระบรมธาตุของสมเด็จองค์ปฐม จำนวน 2 องค์ บรรจุไว้ในผอบทองเหลืองก่อนแล้ว จึงนำไปใส่ไว้ในพระเกตุมาลานั้น พระสงฆ์ 9 รูป สวดชยันโต
เสร็จแล้ว ท่านพระครูปลัดอนันต์ กราบอาราธนาเจ้าประคุณสมเด็จฯขึ้นไปสวมไว้บนพระเศียร ท่านแหงนดูบันไดที่เตรียมไว้ด้านหน้าองค์พระนั้นแล้ว ท่านบอกขึ้นไม่ไหว จึงมีบัญชาให้ท่านเจ้าอาวาสนำขึ้นไปแทน โดยท่านยกมือทั้งสองขึ้นพนมอธิษฐานเสียก่อน
ในระหว่างเดินขึ้นไปบนบันไดนั้น พระชัยวัฒน์เป็นผู้อัญเชิญพานทองพระเกตุมาลา เพื่อให้ท่านพระครูปลัดอนันต์ ได้ทำพิธีสวมไว้บนพระเศียร ขณะขึ้นไปสวมนั้น พระสงฆ์สวดชยันโต เป็นเสร็จพิธี
เมื่อใกล้เวลา 13.00 น. อันเป็นเวลาที่ท่านจะต้องเดินทางกลับ พระสงฆ์วัดท่าซุง ได้เข้ามากราบนมัสการ เจ้าประคุณสมเด็จฯได้ให้โอวาทสั้นๆว่า ขอให้ช่วยกันดูแลรักษาสมบัติของพระศาสนาไว้ให้ดี ให้มีความสามัคคีต่อกันไว้ ดังนี้
พวกเราได้ฟังในขณะนั้นแล้ว แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ปลื้มใจที่พระผู้ใหญ่ ให้ความเมตตาปรานี ท่านมีความห่วงใยต่อวัดของเราจริงๆ ถึงกลับพลั้งปากออกไปเบาๆว่า พวกเราจะพยายามช่วยกันรักษาไว้ด้วยชีวิตเลยครับ…..!
ก่อนจะกลับ ท่านก็บอกว่า ผมขอไปกราบพ่อก่อน แล้วท่านได้เข้าไปกราบยังหน้าโต๊ะหมู่บูชานั้น ในระหว่างที่ท่านเดินลงมาจากวิหาร บรรดาลูกหลานหลวงพ่อทั้งหลาย ต่างก็ถวายปัจจัยใส่ย่าม ตามธรรมเนียมที่เคยประพฤติมา จนกระทั่งท่านเดินไปถึงรถ ก็ยังทำบุญกันไม่ขาดสาย แล้วท่านได้มอบปัจจัยทั้งหมดให้เจ้าอาวาส เพื่อไว้ใช้จ่ายในงานนี้ต่อไป
หลังจากเจ้าประคุณสมเด็จฯกลับแล้ว ญาติโยมพุทธบริษัทและลูกหลานของหลวงพ่อ ต่างก็ทยอยขึ้นไปทำบุญและถวายเครื่องประดับ เช่น สร้อย แหวน ของมีค่าต่างๆมากมาย โดยบรรจุไว้ ในแท่นที่ประทับสมเด็จองค์ปฐม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ไว้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาต่อไป
ทั้งนี้ เพราะทุกคนมุ่งหวังอานิสงส์ใหญ่ คือ การไม่กลับมาเกิดอีกต่อไป ตามสิทธิ์ที่จะได้ใน “บัญชีทอง” และได้ทราบว่า พระศรีอาริย์ เคยมาบอกกับหลวงพ่อว่า
“คนของท่านเหลือไปถึงสมัยผม…..ไม่ถึง 10 คนหรอก……!ส่วนที่ยังไปไม่ได้นั้น เพราะยังชอบเมาอยู่”
ฉะนั้น พวกที่ไม่ชอบเมา คงจะสบายใจได้ จึงขอให้สมความปรารถนาทุกๆท่านเทอญ…….ขอเจริญพร!
ก่อนจะจบ ขอย้ำเตือนความทรงจำของท่านทั้งหลาย ที่ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม พร้อมด้วยวิหารแก้วแห่งนี้ เพื่อถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในวาระมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม 2535

**************************





แสงทิพย์อริยธรรม




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ทาน-ศีล-ภาวนา = ศีล-สมาธิ-ปัญญา = มรรค-ผล-นิพพาน