dot
dot
สมัครสมาชิกเว็บไซต์แห่งนี้
อีเมล :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletบทเพลงพระราชนิพนธ์
bulletสมัครสมาชิกเว็บไซต์ฟรี)คลิ๊กที่นี่
bulletHome(Buddha-dhamma.com)พุทธธรรมดอทคอม
bulletคิดอะไรไม่ออกบอกชัยกรุงศรี(เว็บบอร์ดใหม่)
bulletถาม-ตอบปัญหาชีวิต การงานและทั่วไป
bulletรวมบทกวีทิพย์-บทธรรมกวี
bulletเนิน นราธรออนไลน์-แพนทาวน์
bulletธรรมะเพื่อความหลุดพ้น(สมเด็จองค์ปฐม)
bulletธุดงคสถานสุทธาวงศ์มงคลราชพรหมปัญโญ กองทนหลวงพ่อปานฯ
bulletวัดป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
bulletหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
bulletสมเด็จโต พรหมรังสี(ปู่โต)
bulletธัมมทีโป-สัทธาธิโก(ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติบ้านวังเมือง จ.พังงา
bulletหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
bulletBuddha Ariyadhamma-Nation
bulletDhammatoNippan-Nation
bulletบัวบานตระการฟ้า-เนชั่น
bulletบัวบาน - เนชั่น
bulletธรรมะสู่นิพพาน-บัวบานเนชั่น
bulletDr.Dhammapratarnporn-Nation(ดร.ธรรมะประทานพร)
bulletดร.ธรรมยาตรา-เนชั่น
bulletดร.ธรรมธารา-เนชั่น
bulletนะโมพุทธายะ-ยะธาพุทโมนะ(เนชั่น)
bulletนะมะพะธะ-นะโมพุทธายะ(เนชั่น)
bulletนะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุ(เนชั่น)
bulletThailandAsia
bulletThaiBuddhism
bulletMiracle Pictures-Sanook
bulletสารานุกรมเสรีออนไลน์(Wikipedia)
bulletเนิน นราธร -มิตรรักยุวชน คนรุ่นใหม่(O2blog.com)
bulletใจเพชร ยอดขุนพล-เพื่อเยาวชน คนทำงาน(O2blog.com)
bulletมนุษย์ต่างดาว-เพื่อนชาวไทย(O2blog.com)
bulletพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม
bulletบ้านฉัตรไชย ชินะปัญชร-แพนทาวน์
bulletเนิน นราธร เว็บบอร์ด
bulletชมรมอดีตพนักงาน บมจ.กสท.-แพนทาวน์
bulletอมตะนิพพาน
bulletอมตะมหานิพพาน
bulletสุขาวดี
bulletพุทธเกษตร
bulletพลังจิตพุทธญาณ
bulletชัย กรุงศรี-แดนหรรษา
bulletกัลยาณมิตร-แดนหรรษา
bulletDhammaforyou-Chaiyo
bulletDhammafrommetoyou-Chaiyo
bulletพลังจิต-พลังธรรม
bulletพลังจิตพุทธรัตนะ
bulletชัย กรุงศรี-กวีทิพย์
bulletปิยมิตร-แดนหรรษา
bulletชัย กรุงศรีเว็บบอร์ด
bulletพุทธญาณเว็บบอร์ด
bulletพุทธธรรมนำทางสร้างชีวิต
bulletพุทธญาณ-กุ๊กเกิ้ลออนไลน์
bulletพุทโธโลยี-เนิน นราธรออนไลน์
bulletสายธารธรรมสู่โลกทิพย์พระนิพพาน
bulletชมรมรักษ์พระบรมธาตุแห่งประเทศไทย
bulletพระบรมธาตุและเจดีย์
bulletพลังจิต
bulletหลวงพ่อพุธ ฐานิโยดอทเน็ท
bulletมูลนิธิพระบรมธาตุในพระสังฆราชูปถัมภ์
bulletพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระพุทธสาวก
bulletพระอาจารย์ทูล ขิปปัญโญ
bulletอกาลิโก
bulletวัดหินหมากเป้ง/หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
bulletพระธาตุล้านนา
bulletวัดเขาวง(ถ้ำนารายณ์) สระบุรี
bulletพระรัตนตรัย
bulletพระอาจารย์ชา สุภัทโท
bulletวัตรทรงธรรมกัลยาณี/ธัมมนันทาภิกษุณี
bulletเครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย
bulletชมรมพุทธศาสตร์สากล
bulletวัดไทยในต่างประเทศ
bulletวัดป่าสุนันทาราม(พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)
bulletวัดเขาสุกิม จันทบุรี/หลวงพ่อสมชายฯ
bulletวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
bulletวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี
bulletวัดพระพุทธบาทสระบุรี
bulletมหาเถรสมาคม
bulletสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
bulletธรรมจักร
bulletวิโมกข์/วัดสังฆทาน นนทบุรี
bulletพระไตรปิฎก
bulletวัดธรรมประทีป วอชิงตัน ดี ซี
bulletกรรมฐานดอทคอม(ภาษาอังกฤษ-ไทย)
bulletวัดป่านานาชาติ
bulletวัดยานนาวา/มูลนิธิโคมคำ
bulletsunnataram
bulletคิดดี-ทำดี-จิตดี
bulletวัดโสมนัสราชวรวิหาร
bulletวัดพุทธวิหารแอสตัน เบอร์มิงแฮม อังกฤษ
bulletพุทธญาณ(มหายาน)
bulletหลวงพ่อเกษม เขมโก
bulletชมรมเวบพระพุทธศาสนา
bulletวัดท่าตอน เชียงใหม่
bullet84000 พระธรรมขันธ์
bulletวัดเขาหินเทิน ประจวบคีรีขันธ์
bulletวัดเกาะวาลุการาม ลำปาง
bulletวิปัสสนาดอทคอม
bulletกัลยาณมิตรดอทโออาร์จี
bulletดาวดึงส์ดอทคอม
bulletบ้านเรือนไทย ลาดพร้าว
bulletวัดร่ำเปิง เชียงใหม่
bulletพระรัตนตรัย-ไตรสรณาคมน์
bulletโลกทิพย์-โลกลี้ลับ
bulletดวงแก้ว
bulletลานธรรม
bulletสำนักข่าวชาวพุทธ
bulletbuddhanet
bulletพุทธภูมิ
bulletมิลาเรปะ/พระธิเบต
bulletสันติธรรม
bulletวิโมกข์ธรรม
bulletสวดมนต์ดอทคอม
bulletอารยัน.....แดนอาริยะ
bulletพุทธธรรมนำชีวิต
bulletสำนักพุทธพจน์ธรรมะ
bulletมูลนิธิพันดารา
bulletมังกรจักรวาล-ดร.สุวินัย ภรณวลัย
bulletพุทธธรรมดอทเน็ท
bulletวิถีอนุตตรธรรม
bulletร้องเรียน ร้องทุกข์เ สนอแนะนายกรัฐมนตรี
bulletร้องทุกข์ผู้ว่า กทม.ศูนย์ 1555
bulletตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล
bulletกัลยาณธรรม
bulletมโนธรรม
bulletศูนย์รับบริจาคออนไลน์(มูลนิธิอินเทอร์เนตร่วมพัฒนาไทย)
bulletแม่ชีพิมพา ทองเกลา
bulletมูลนิธิอภิธรรมฯ
bulletธรรมออนไลน์
bulletรื่นเริงในธรรม
bulletลึกลับพิศดาร
bulletsupawangreen
bulletธรรมสวนะ
bulletวัดพุสวรรค์ แก่งกระจาน เพชรบุรี
bulletพุทธสยาม
bulletบ้านธรรมะ
bulletพิษณุโลก
bulletโรงเรียนพระปริยัติธรรม
bulletคริสต์จักรยุคพระคุณ
bulletคริสต์จักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย
bulletมุสลิมไซเบอร์เน็ท
bulletmonkchat
bulletธรรมะไทย
bulletบ้านธรรมะ
bulletบ้านใส่ใจ
bulletศาลาธรรม
bulletกสิณ
bulletคนดี
bulletพระไทย
bulletกุศล
bulletสาธุ
bulletรักบ้านเกิด
bulletซีดีธรรมะ
bulletพระราหู
bulletชุมนุมพระไทยในอินเตอร์เนต
bulletจากใจถึงใจ
bulletปริยัติธรรมออนไลน์
bulletตะวันธรรม
bulletสถานีธรรมะ
bulletเทวาลัย
bulletdhammalife
bulletพระไทย
bulletอาจารย์บุญรักษาฯ
bulletdharmanet
bulletปิยะปรานี
bulletบ้านฝัน
bulletลานวัด
bulletน้ำใจไทย
bulletพระนิพพาน
bulletบ้านแสงจันทร์
bulletลานพุทธศาสนา


พุทธธรรมดอทคอม-สถาบันพัฒนาทางจิต
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


ประวัติและการสร้างพระศรีอาริยเมตไตรย(พระราชพรหมยาน) article

ประวัติและการสร้างพระศรีอาริยเมตไตรย(พระราชพรหมยาน)


พระศรีอาริยเมตไตรย วัดถ้ำเมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
คำปรารภ

การจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ก็เพื่อเป็นการรวบรวมประวัติการสร้าง พระศรีอาริยเมตไตรย และ มณฑป อันเป็นที่ประดิษฐานตามความประสงค์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมญาณ นับตั้งแต่สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาในการสร้าง ท่านก็ได้มรณภาพไปเสียก่อน พระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นลำดับมา จึงได้สืบสานงานของท่านต่อ จนกระทั่งสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
หลังจากการอัญเชิญรูปหล่อ พระศรีอาริย์ มาประดิษฐานไว้บนมณฑปแล้ว ท่านก็ได้กั้นเป็นห้องกระจก พร้อมทั้งติดม่านมูลี่ไว้เป็นอย่างดี แล้วจึงเปิดมห้ญาติโยมทั้งหลาย ได้เข้าไปกราบไหว้บูชา ต่อมาท่านก็ได้มีดำริ ที่จะให้เรียบเรียงประวัติการสร้าง เพื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือเล่มเล็กๆสำหรับไว้แจกเป็นที่ระลึก แก่บรรดาผู้ที่เข้ามากราบไหว้ภายในมณฑป
ส่วนเนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ จะมีวัตถุประสงค์ในการสร้างตามที่หลวงพ่อได้เล่าไว้ พร้อมกับมีเรื่องของ พระศรีอาริย์ ที่กล่าวไว้ในหนังสือ อนาคตวงศ์ ซึ่งเป็นหนังสือเก่าแก่มีคุณค่าเล่มหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา ทำให้ได้รับทราบประวัติความเป็นมาเรื่อง”พุทธวงศ์” คือ วงศ์ของพระพุทธเจ้าในอนาคต ได้แก่ พระโพธิสัตว์ ที่จะมาตรัสรู้ในกาลข้างหน้าอีก 10 องค์ ซึ่งนับเป็นผู้ที่จะสืบสันตติวงศ์ ต่อจากองค์สมเด็จพระสมณโคดม แต่หลวงพ่อบอกว่า ยังมีผู้ปรารถนาพุทธภูมิบารมีเต็ม รอเวลาที่จะได้รับการบรรจุเป็นพระพุทธเจ้าอีกนับแสน
ฉะนั้น เรื่องของ พระโพธิญาณ ย่อมเป็นที่ต้องการของคน แต่การบำเพ็ญบารมีมิใช่เป็นเรื่องง่าย ส่วนผู้ที่มีกำลังใจเข้มแข็ง สามารถสร้างสมบารมีจนเต็มครบถ้วน แล้วจึงได้รับการบรรจุเป็นอันดับ 1 ภายในกัปนี้ นับว่าหายากมากทีเดียว การสร้างรูปพระมหาโพธิสัตว์ ที่จะได้มาตรัสรู้เป็นองค์ต่อไปไว้บูชา จึงถือว่ามีอานิสงส์มาก ดังที่จะเห็นได้ว่า หลังจากหลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว คณะศิษย์ทั้งหลาย อันมีพระภิกษุที่อยู่ภายในวัดก็ดี หรืออยู่ที่ต่างวัดก็ดี ตลอดถึงบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างก็มาช่วยกันสร้างจนสำเร็จ ตามเจตจำนงของหลวงพ่อครบถ้วนทุกประการ
เป็นอันว่า…….ภายในบริเวณวัดท่าซุงแห่งนี้ จึงเป็นที่สถิตย์ประดิษฐานอันสำคัญ เพื่อเป็นสถานที่กราบไหว้สักการบูชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 3 กาล ที่เป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต คือ
1.พระพุทธรูป”สมเด็จองค์ปฐม” นับเป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลายในสมัย “อดีตกาล”
2.พระพุทธรูปยืน 30 ศอก คือ สมเด็จพระสมณโคดม นับเป็นพระพุทธเจ้าในสมัย “ปัจจุบันกาล”
3.พระศรีอาริยเมตไตรย เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าในสมัย “อนาคตกาล” ดังนี้

พระชัยวัฒน์ อชิโต
1 ตุลาคม 2540


ประวัติการสร้าง
พระศรีอาริยเมตไตรย

พระราชพรหมยาน

พระพุทธบัญชา

“……ทีนี้ จะมาพูดถึงด้านอานิสงส์ต่างๆ ที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายทำ เฉพาะอย่างยิ่ง กรรมบถ 10 กับ ศีล 5 พระศรีอาริย์ ท่านเคยสั่งไว้ว่า เมื่อ วันที่ 16 มีนาคม 2535 วันนั้นตอนกลางคืนมันจะตาย…..ล้างท้อง….! ตามธรรมดา….”ล้างท้อง”ไม่มีอาการอย่างอื่นมาแทรก มันก็สบาย นอนหลับ แต่วันนั้นแปลก พระออกไปหมด คนออกไปหมด เหลือคนเดียว….!
เวลาประมาณทุ่มครึ่ง…..มีอาการเสียด…..ปวดท้องอย่างมาก อากาศก็ร้อนจัด มันก็บังคับให้ไปถ่าย…..ไปเข้าส้วม เข้าก็ออกนิดหน่อย กลับมาอีก มันก็ปวดท้องอีก…….ปวดมวนอีก…! เดินอย่างนี้เกือบ 10 เที่ยว เดินก็เดินจะไม่ไหว
พอถึงเวลาสองทุ่มเศษ…..ก็มีความคิดในใจว่า ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 มันมีความทุกข์อย่างนี้ เราอย่าสนใจอะไรกับขันธ์ 5 ในเมื่อขันธ์ 5มันจะป่วย…..ก็เชิญมันป่วย ขันธ์ 5 มันจะตาย…..ก็เชิญมันตาย การป่วยการตายนี่…..ใครช่วยไม่ได้ ใครจะแบ่งเบาภาระไม่ได้ จึงตัดสินใจเอนกายลงนอน……นอนแล้วใจนึกถึงพระ……ภาวนาตามปกติ…..จิตจับ “นิพพาน”เป็นอารมณ์
หลังจากนั้น เมื่อไหว้พระเสร็จ ก็ออกจากร่างกาย….ขอบคุณเทวดาที่ท่านอารักขา มีเทวดา….มีนางฟ้า…..มากท่าน มายืนอารักขาใกล้ๆ ขอบคุณท่านแล้ว ก็ไปที่ เทวสภา ที่นั่นมีเทวดา มีพรหม ประชุมกันเต็มหมด เมื่อไปคุยกับท่าน ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การช่วยเหลือในงานต่างๆแล้ว หลังจากนั้นก็ไปนิพพาน ไปเฝ้าสมเด็จพระประทีปแก้ว คือ “องค์ปัจจุบัน”
เมื่อไหว้ท่านแล้ว ท่านแนะนำรีบไปหา “องค์ปฐม” ประเดี๋ยวท่านจะมาที่วิมานของเธอ ไปวิมานของท่านก่อน ก็ไปวิมานของท่านก่อน เมื่อไปถึงแล้วไหว้ท่านเสร็จ ท่านบอกไปวิมานของเธอ เพราะว่าพระพุทธเจ้าทุกองค์มาพร้อมที่นั่น แล้วก็กลับมาที่วิมาน
พอถึงวิมาน เห็นพระพุทธเจ้าเต็มไปหมด ไม่รู้ว่ากี่แสนองค์ ท่านใหญ่สูงสวยงามมาก พระพุทธเจ้าสวยงามเหมือนๆกัน ความจริงตอนเย็นตอนก่อนที่จะป่วย ก็มีความรู้สึกว่า เมื่อวานนี้(15 มีนาคม 2535) เราหล่อ สมเด็จองค์ปฐม แล้ว ภารกิจใหญ่ของเราใกล้จะหมด วิหารก็ใกล้จะเสร็จ เหลือแต่เครื่องประดับและต่อไปก็ทางเดิน 100 ไร่ก็ใกล้จะเสร็จ เข้าใจว่าอย่างช้าอีก 4 ปีก็เสร็จ เราก็หมดภาระในการงาน เมื่อหมดภาระในการงานเรื่องกังวลต่างๆก็ไม่มี
ความจริงถึงแม้จะมีงานก็ไม่มีกังวล ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าหาเงินได้ก็ทำงานสร้างต่อไป หาเงินไม่ได้ก็เลิก มันจะไปค้างแค่ไหนก็ช่างมัน ก็ถือว่าไม่ใช่ภาระที่เราจะต้องเข้าไปผูกพัน ความรู้สึกตอนนี้ มีอยู่ใกล้ๆจะภาวนา พอเข้าไปถึงวิมานแล้ว สมเด็จองค์ปฐม ทรงตรัสว่า “เธอคิดหรือว่า งานที่เธอจะทำมันใกล้จะเสร็จ” ก็บอกว่า “มันน้อยแล้วครับ ช่างก็น้อยลง และงานก็เหลือน้อย” ท่านบอก “ยังไม่เสร็จ…!ฉันมีความต้องการให้หล่อ “พระศรีอาริย์” ถามว่า “หล่อทำไม?” ท่านก็เลยบอกว่า
“ต้องหล่อ…..เพราะเงินที่เขาทำบุญหล่อฉันมันเหลือ เวลานี้ยังมีญาติโยมส่งเงินมาอีก…..หล่อองค์ปฐม” ท่านจึงสั่งให้สร้าง มณฑปพระศรีอาริย์ ขึ้นในสถานที่ใกล้ๆมณฑปของท่าน ทำแบบเดียวกับ มณฑปหลวงพ่อปาน ท่านบอกว่า
“ที่ตรงนั้น…..ฉันดลใจเธอไม่ให้ปลูกต้นไม้ ฉันต้องการให้สร้าง มณฑปพระศรีอาริยเมตไตรย เพราะคนจำนวนมากที่มีบารมียังไม่เข้มข้น และคนจำนวนแสนที่ติดตามพระศรีอาริย์ ต้องการเป็นสาวกของท่าน ก็มาเกิดสมัยนี้เป็นแสน ทั้งพระศรีอาริย์ก็ฝากเธอไว้ว่า ให้ช่วยแนะนำให้เข้าใจตามเกณฑ์ ที่เขาเหล่านั้นจะเกิดทันท่าน” เลยถามว่าจะหล่อพระศรีอาริย์เป็นอย่างไร?
ท่านก็เรียกพระศรีอาริย์มา……พระศรีอาริย์ก็มา ในเมื่อพระศรีอาริย์มาแล้ว ก็ถามท่านว่า จะให้หล่อแบบไหน? แต่ความจริงพระศรีอาริย์สีสดสวยมาก เครื่องประดับแพรวพราวและสว่างเป็นพิเศษ…..สวยจัด!สีหลายสี……เครื่องประดับ แต่ว่าเวลาจะหล่อจริงๆท่านยืนให้ดู

รูปลักษณะที่จะหล่อ

ท่านบอก…….หล่อเป็นรูปยืนครับ และเครื่องประดับทั้งหมด ไม่ต้องการให้มีสี ต้องการเป็นแก้วใสอย่างเดียว ส่วนที่เป็นเนื้อให้เป็นเนื้อ…..เนื้อของท่าน ก็เป็นเนื้อสีขาว จึงถามว่า
“ถ้าจะเอาแก้วปิด ก็จะเหมือนเครื่องประดับที่เสื้อกางเกงจะทำอย่างไร?” ท่านบอก “ปิดทองก็ได้ ปิดแผ่นเงินก็ได้”
ถ้าปิดแผ่นเงิน จะคล้ายคลึงเนื้อของท่าน ส่วนที่เป็นเครื่องแต่งกาย ให้ใช้กระจกเงาใส ท่านแสดงให้ดูท่ายืน มือขวาถือ “จักร” แต่ห้อยเฉยๆ มือซ้ายถือ “พระขรรค์” ก็ถามว่า “มีจักร มีพระขรรค์ทำไม?” ท่านบอก “ผมห้อยเฉยๆ ไม่ใช่ท่าของนักรบ”
“จักร” ก็หมายถึง “ธรรมจักร” ก็หมายความว่า หากคนใดที่มีกิเลสหนามาก มีทิฏฐิมานะหนามาก ต้องใช้จักรปราบปราม คือ “ธรรมจักร” คนใดที่มีกิเลสน้อย ก็ให้ใช้ “พระขรรค์” เคาะหรือให้ถู หรือขูดก็หาย อย่างเทศน์พระสูตรก็ดี หรือชาดกก็ดี เลยถามว่า “จะให้หล่อเป็นพระหรือเป็นเทวดา?”
ท่านบอกว่า “เวลานี้ผมเป็นเทวดา…..ให้หล่อเป็นรูปเทวดา อย่าเพิ่งหล่อเป็นรูปพระ” (เป็นอันยืนยันได้ว่า ขณะนี้ท่านยังเป็นเทวดา ยังมิได้จุติลงมาอย่างที่บางคนเข้าใจ ขอให้ระวังอุปาทาน) ก็ถามท่านว่า “ถ้าคนต้องการไปเกิดในสมัยของท่าน จะต้องทำบุญอะไรไว้? ท่านบอกว่า “คนของผม…..ผมฝากท่านไว้แล้วนะ ให้แนะนำด้วย มีหลายแสนคน…..คนที่จะเกิดในสมัยของผม”

คำสอนของพระศรีอาริย์

ถามว่า “แนะนำแล้วทุกอย่าง แต่ว่าไม่รู้ข้อเจาะจง ให้เจาะจงไปว่าทำบุญอย่างไร…..จึงจะทันศาสนาพระศรีอาริย์?”
(นี่….สำหรับคนมี”บารมีอ่อน”นะ คนมี “บารมีเข้ม”ให้ตั้งใจไปนิพพานชาตินี้ ถ้าคน”บารมีอ่อน” ตั้งใจไปนิพพานชาติพระศรีอาริย์ หรือวางแผนไว้ 2 อย่างก็ได้ว่า ตั้งใจไปนิพพานชาตินี้ ถ้าพลาดชาตินี้ ขอให้ได้นิพพานสมัยพระศรีอาริย์ก็ได้)
ท่านบอกว่า “ให้ทุกคนที่ต้องการเกิดทันสมัยผม ให้รักษา ศีล 5 เป็นปกติ รักษา กรรมบถ 10 เป็นปกติทุกวัน ไม่คลาดเคลื่อนอย่างนี้เป็น อุคฆฏิตัญญู ไปเกิดในสมัยผม ฟังเทศน์แค่หัวข้อเล็กๆสั้นๆก็บรรลุมรรคผลทันที
ถ้าบางท่านปฏิบัติอ่อนกว่านั้น รักษาได้ กรรมบถ 10 เหมือนกัน ศีล 5 ก็ครบ แต่ว่าบางที ก็มีอาการเผลอเล็กน้อย อย่างนี้เป็น วิปจิตัญญู หมายความไปเกิดสมัยผม เทศน์หัวข้อฟังไม่เข้าใจ ต้องอธิบายเล็กน้อยจึงบรรลุอรหันต์
บางท่านที่มีบารมีอ่อนกว่านั้น วันธรรมดาๆ อาจจะบกพร่องไปบ้างเป็นของธรรมดา แต่สำหรับวันพระ ต้องรักษาให้ครบถ้วนทั้ง ศีล 5 และ กรรมบถ 10 หมายความตามธรรมดา คนเรามีอาชีพต่างกัน บางคนปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็ต้องฉีดยาฆ่าเพลี้ยฆ่าสัตว์ที่มารบกวนพืชพันธุ์ธัญญาหารบ้าง บางคนมีอาชีพไปในทางการประมง ต้องทำการประมงฆ่าปลาฆ่าสัตว์บ้าง
ถ้าอย่างนี้ ถือว่าวันธรรมดาบกพร่องได้ และวันพระต้องครบถ้วนบริบูรณ์ อย่างนี้ถ้าเกิดในสมัยผม เขาเรียกว่า เนยยะ เทศน์ครั้งเดียวสองครั้ง ยังไม่มีผล ต้องฟังเทศน์หลายๆหน สามารถเป็นพระอริยะได้
เอาละ……บรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ท่านทั้งหลายมานั่งอยู่กันที่ตรงนี้และฟังเทศน์แล้ว เรื่องของ พระศรีอาริยเมตตไตรย ถ้าจะว่ากันไป ก็คงไม่แตกต่างกับเรื่องขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าทุกท่านรักษา ศีล 5 ครบถ้วน กรรมบถ 10 ครบถ้วน ที่มีบารมีเข้มข้น สามารถจะไปนิพพานได้ในชาตินี้ ถ้าบังเอิญชาตินี้พลาดไปนิพพาน ไปเกิดเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี หรือพรหมก็ตาม อีกไม่นานนักพระศรีอาริย์ก็ตรัส เราก็ฟังเทศน์จากพระศรีอาริย์ ภายในไม่ช้าก็บรรลุอรหันต์สามารถไปนิพพานได้”

งานพิธีเททองหล่อพระศรีอาริย์

ครั้นหลวงพ่อมรณภาพไปแล้วในปี 2535 จึงได้จัดงานทำบุญประจำปีและงานพิธีหล่อ พระศรีอาริย์ วันที่ 12 มีนาคม 2537 อันเป็นวันเริ่มงาน เวลา 17.00 น. พระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ เป็นประธานในการทำพิธีบวงสรวงเนื่องในพิธีสุมทอง
และวันที่ 13 ตอนเช้า เวลา 07.00 น. ได้ทำพิธีบวงสรวงอีกครั้งหนึ่ง เนื่องในพิธีเททองหล่อรูปพระศรีอาริย์ ณ ปะรำพิธีหน้าวิหาร 100 เมตร เสร็จแล้วไปรับแขกที่ศาลา 2 ไร่ เมื่อถวายภัตตาหารและเครื่องไทยทานแด่พระมหาเถรานุเถระแล้ว จึงเดินทางมาที่วิหาร 100 เมตร ก่อนพิธีเททอง มีญาติโยมพุทธบริษัท เข้ามาถวายทองคำบ้าง ทองเหลืองบ้าง ส่วนผู้ที่ทำบุญ 500 บาท ได้รับล็อกเก็ต 1 องค์เป็นที่ระลึกด้วย
ครั้งถึงเวลา 14.00 น. หลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธาจารย์ วัดสระเกศ ซึ่งเป็นองค์ประธานเททองในวันนี้(แทนหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา) เดินทางมาถึงปะรำพิธี นั่งพักสักครู่ จึงเริ่มพิธีเททอง โดยเจ้าหน้าที่ ยกเบ้ามาให้ใส่ทอง ยังหน้าปะรำพิธี พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา
สำหรับ “ทองคำ” ที่ญาติโยมพุทธบริษัทถวายมาร่วมหล่อรูปพระศรีอาริยเมตตไตรยในครั้งนี้ ชั่วได้น้ำหนัก 50 กิโลกรัมเศษ หลังจากเทไปได้ 3 เบ้า หลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จฯจึงให้พระครูปลัดอนันต์ พัทธญาโณ นำทองคำที่เหลือไปใส่เบ้าในเตาหลอมจนหมดสิ้น เสร็จแล้วหลวงพ่อเจ้าประคุณสมเด็จฯจึงเดินทางกลับ ก่อนเดินทางกลับ ท่านบอกกับพระครูปลัดอนันต์ว่า “จัดงานได้เรียบร้อยดี….!”ได้ยินแล้ว เป็นที่ชื่นใจมาก ดังนี้

พระอนาคตวงศ์

บัดนี้ จะได้วิสัชนาในเรื่อง “พระอนาคตวงศ์” โดยพุทธภาษิตปริยาย มีเนื้อความตามพระบาลีว่า
เอกัง สะมะยัง…..ครั้งหนึ่ง สมเด็จพระสรรเพชรพุทธเจ้า เสด็จยับยั้งอาศัยใกล้กรุงสาวัตถีมหานคร วะสันโต ….เมื่อสมเด็จพระชินวร ผู้ทรงญาณสำราญพระอิริยาบถ เข้าพระพรรษาอยู่ในบุพพาราม อัน นางวิสาขา สร้างถวายสิ้นทรัพย์ 27 โกฏิฯ
ครั้งนั้น พระองค์ทรงปรารภซึ่ง พระอชิตะเถระ ผู้เป็นหน่อบรมพุทธางกูร “อาริยเมตไตรยเจ้า” ให้เป็นเหตุ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชฏฐ์ จึงตรัสพระธรรมเทศนา แสดงซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้ง 10 พระองค์ อันจะมาตรัสรู้ เป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ครั้งนั้นพระธรรมเสนา สารีบุตรเถรเจ้า จึงกราบทูลอาราธนาพระองค์ก็นำมาซึ่ง “อดีตนิทาน”แห่งองค์สมเด็จพระพิชิตมารทั้ง 10 พระองค์ ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตกาลเบื้องหน้าต่อไป เป็นใจความว่า(บางคำ”ผู้เขียน”ขอเกลาสำนวนที่ฟุ่มเฟือยออกไปบ้าง)
“…..เมื่อศาสนาพระตถาคตครบ 5,000 ปีแล้ว ฝูงสัตว์ก็มีอายุถอยลงคงอยู่ 10 ปีเป็นอายุขัย ครั้งนั้นแล…….จะบังเกิดมหาภัยเป็นอันมาก มี “สัตถันตรกัป” คือเป็นกัปที่มนุษย์ทั้งหลาย จะวุ่นวายเป็นโกลาหล เกิดรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งกันและกัน จะจับไม้และใบหญ้า ก็กลายกลับเป็นหอกดาบแหลนหลาว อาวุธน้อยใหญ่ไล่ทิ่มแทงกัน ฝูงมนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญา ก็หนีไปซุกว่อนตัวอยู่ในซอกห้วยหุบเขา จะเหลืออยู่ก็แต่มนุษย์ที่มีปัญญา นอกกว่านั้นแล้ว ก็ถึงซึ่งความพินาศฉิบหายเป็นอันมาก
เมื่อพ้น 7 วันล่วงไปแล้ว มนุษย์ทั้งหลายที่ซ่อนเร้นอยู่นั้น เห็นสงบสงัดเสียงคนก็ออกมาจากที่ซ่อนเร้น ครั้นเห็นซึ่งกันและกัน ก็มีความสงสารรักใคร่กันเป็นอันมาก เข้าสวมสอดกอดรัดร้องไห้กันไปมา บังเกิดมีความเมตตากรุณากันมากขึ้นไป ครั้นตั้งอยู่ใน”เมตตาพรหมวิหาร” แล้วก็อุตสาหะรักษาศีล 5 จำเริญกรรมฐานภาวนาว่า
“อะยัง อัตตะภาโว……อันว่ากายของอาตมานี้ อนิจจัง…..หาจริงมิได้ ทุกขัง….เป็นกองแห่งทุกข์ฝ่ายเดียว หาสัญญาสำคัญมั่นหมายมิได้ ด้วยกายอาตมาไม่มีแก่นสาร…..”
เมื่อมนุษย์ทั้งหลาย ปลงปัญญาเห็นในกระแสพระกรรมฐานภาวนาดังนี้เนืองๆ อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็วัฒนาจำเริญขึ้นไป ที่มีอายุ 10 ปีเป็นอายุขัยนั้น ค่อยทวีขึ้นไปถึง 20 ปีเป็นอายุขัย ค่อยทวีขึ้นไปทุกชั้นทุกชั้น จนอายุได้ร้อย พัน หมื่น แสน โกฏิ จนถึงอสงไขยหนึ่ง
ครั้นนานไป เห็นว่าไม่รู้จักความตายแล้ว ก็มีความประมาท มิได้ปลงใจลงในกอง ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา อายุก็ถอยน้อยลงมาทุกที จนถึง 8 หมื่นปี ฝนก็ตกเป็นฤดู คือ 5 วันตก 10 วันตก ใน”ชมพูทวีป”ทั้งปวง มีพื้นแผ่นดินราบคาบสม่ำเสมอเป็นอันดี
เกตุมดีราชธานี

ครั้งนั้น กรุงพาราณสี เปลี่ยนนาม ชื่อว่า เกตุมดี โดยยาวได้ 16 โยชน์ โดยกว้างได้ 1 โยชน์ มีไม้กัลปพฤกษ์เกิดทั้ง 4 ประตูเมือง มีแก้ว 7 ประการ ประกอบเป็นกำแพงแก้ว 7 ชั้นโดยรอบพระนคร
ครั้งนั้น มหานฬการเทพบุตร ก็จุติลงมาเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขจักรพรรดิ เสวยศิริราชสมบัติในเกตุมดีราชธานี เป็นพระราชาที่ทรงธรรม ครอบครองแผ่นดิน มีมหาสมุทรทั้ง 4 เป็นขอบเขต และในท่ามกลางพระนครนั้นมี “ปราสาท” อันสำเร็จแล้วด้วยแก้ว 7 ประการ ผุดขึ้นมาจากมหาคงคา ลอยขึ้นมายังนภากาศ มาตั้งอยู่ในท่ามกลางพระนคร ปราสาทแก้วนี้ ในสมัยพุทธกาลเป็นปราสาทแห่ง”พระเจ้ามหาปนาท”(ในตอนนี้ จะขอแทรกประวัติไว้ด้วยดังนี้)

ประวัติพระเจ้ามหาปนาท

อันว่าปราสาทของพระเจ้ามหาปนาทนั้น เป็นปราสาทที่ ท้าวสักกเทวราช ตรัสสั่ง วิษณุกรรมเทพบุตร ลงมาสร้างถวายพระราชา กล่าวคือ …..สมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงอุบัติขึ้นนั้น ยังมีช่างเสื่อลำแพน 2 คนพ่อลูก ได้พากันสร้างบรรณศาลาแล้วด้วยไม้อ้อและไม้มะเดื่อ เพื่อถวายแด่พระปัจจเจกพุทธเจ้า แล้วทั้ง 2 คนก็ช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นด้วยปัจจัย 4
ครั้นพ่อลูก 2 คนนั้นตายแล้ว จึงได้ไปบังเกิดในเทวโลก ส่วนบิดายังอยู่ในเทวโลก ฝ่ายบุตรได้จุติจากเทวโลก ลงมาเกิดเป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าสุรุจิ และ พระนางสุเมธาเทวี มีพระนามว่า มหาปนาทกุมาร เวลาได้เสวยราชย์แล้ว จึงมีพระนามว่า พระเจ้ามหาปนาท ต่อมาท้าวสักกเทวราช ได้ตรัสสั่งให้วิษณุกรรมเทพบุตร ลงมาสร้างปราสาทถวายแก่ พระเจ้ามหาปนาทนั้น ทั้งนี้ ด้วยอำนาจแห่งบุญญาธิการที่ได้เคยสร้างบรรณศาลาถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ปราสาทแก้ว 7 ประการนี้ สูง 25 โยชน์ จำนวน 7 ชั้น ยาว 9 โยชน์ กว้าง 8 โยชน์
ครั้นพระเจ้ามหาปนาทสวรรคตแล้ว ปราสาทนั้นก็ได้เลื่อนลงไปสู่กระแสมหาคงคา ในที่ตั้งบันไดปราสาทนั้น ได้กลายเป็นบ้านเมืองขึ้นเมืองหนึ่ง ชื่อว่า ปยาคปติฏฐนคร ที่ตรงยอดปราสาทนั้น ได้กลายเป็นหมู่บ้านชื่อว่า โกฏิคาม
ในเวลาต่อมา เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสมณโคดม อุบัติขึ้นในโลกแล้ว เทพบุตรองค์นี้ ซึ่งมีนามว่า นฬการเทพบุตร จึงได้จุติลงมาเกิดเป็นบุตรเศรษฐี มีนามว่า ภัททชิ เป็นผู้มีทรัพย์ 80 โกฏิ มีปราสาทถึง 3 หลัง เป็นที่ยับยั้งอยู่ในฤดูทั้ง 3
หลังจากได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อกราบทูลขอบรรพชาแล้ว จึงเข้าไปนั่งเข้าฌาน อยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ฝ่ายชาวบ้านโกฏิคาม ได้ยกเรือทานถวายพระภิกษุสงฆ์ เวลาสมเด็จพระพุทธองค์เสด็จลงประทับในเรือแล้ว โปรดให้พระภัททชิไปในเรือลำเดียวกันด้วย พอไปถึงกลางแม่น้ำคงคา สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสถามว่า
“ดูก่อน….ภัททชิ..! ปราสาทแก้วที่เธอเคยอยู่ในเมื่อครั้งเป็นพระเจ้ามหาปนาทนั้นอยู่ที่ไหน?”
พระภัททชิ กราบทูลว่า “จมอยู่ตรงนี้…..พระเจ้าข้า”
บรรดาพระภิกษุทั้งหลายที่เป็นปุถุชน ก็พากันร้องกล่าวโทษว่า พระภัททชิ อวดมรรคผล องค์สมเด็จพระทศพล จึงตรัสบอกพระภัททชิ ให้แก้ความสงสัยของภิกษุทั้งหลาย พระเถระถวายบังคม แล้วก็บันดาลปลายนิ้วเท้าลงไปคีบยอดปราสาทอันสูงได้ 25 โยชน์นั้นขึ้นมา จากแม่น้ำคงคา ไปปรากฏอยู่บนอากาศสูงจากพื้นน้ำได้ถึง 3 โยชน์ แล้วปล่อยไปในแม่น้ำคงคา มหาชนทั้งหลายก็หมดความสงสัย องค์สมเด็จพระจอมไตร จึงตรัสว่า ปราสาทหลังนี้ พระภัททชิ เคยอยู่มาตั้งแต่ครั้งเป็นพระเจ้ามหาปนาท
มีคำถามว่า เพราะเหตุใด ปราสาทหลังนั้นจึงยังไม่อันตรธาน
มีคำแก้ว่า เป็นเพราะอานุภาพแห่งช่างทำเสื่อลำแพน ซึ่งเป็นบิดาในชาติก่อน อันมีนามกรว่า มหานฬการเทพบุตร จะจุติลงมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิปกครองโลก ทรงพระนามว่า พระเจ้าสังขจักร แล้วพระพุทธองค์จึงทรงตรัสต่อไปว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า เมตไตรย อุบัติขึ้นในโลกแล้ว พระองค์จักแสดงธรรม มีคุณอันดีในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด พร้อมทั้งอรรถะพยัญชนะ จกประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง และจักปกครองพระภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนกันกับเราตถาคตในบัดนี้
พระเจ้าสังขจักรนั้นจักเสวยราชย์อยู่ที่ปราสาทของพระเจ้ามหาปนาท อันมีมาในอดีตกาลนั้น แล้วจักทรงสละปราสาทนั้นให้เป็นทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทางไกล คนขอทานทั้งหลาย แล้วจักปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ออกบรรพชาในสำนักของพระศาสดาผู้ทรงพระนามว่า พระเมตไตรย แล้วจักออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว จักไม่ประมาท จะมีความเพียร จะมีใจตั้งมั่น แล้วจะสำเร็จที่สุดแห่งพรหมจรรย์ อันเป็นสิ่งยอดเยี่ยมและปรารถนาของกุลบุตรทั้งหลายผู้บรรพชาในไม่ช้า”
สมัยต่อมาพระเจ้าสังขจักร ได้เสวยราชสมบัติในเกตุมดีนั้น ปราสาทแก้วก็ผุดขึ้นมาแต่แม่น้ำคงคา ด้วยอานุภาพแห่งผลบุญที่เคยร่วมกันกับลูกชาย ถวายภัตตาหาร ผ้าไตรจีวร และสร้างบรรณศาลา ถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าให้มีความสุขสบาย ด้วยอานิสงส์มหาศาลนี้ จึงได้เกิดมาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ประดับไปด้วยหมู่พระสนม แสนสาวสุรางค์ทั้งหลายประมาณ 8 หมื่น 4 พันองค์ มีพระราชโอรสมากกว่า 1 พันองค์ ซึ่งล้วนแล้วแต่แกล้วกล้า สามารถย่ำยีเสียซึ่งเสนาของผู้อื่น
แก้ว 7 ประการ
พระราชโอรสองค์ใหญ่ ทรงพระนามว่า อชิตราชกุมาร เจ้าอชิตราชกุมารนั้น ดำรงตำแหน่งเป็น ปรินายกแก้ว แห่งสมเด็จพระราชบิดา ผู้เป็นพระยาบรมสังขจักร อันสมบูรณ์ไปด้วยแก้ว 7 ประการ คือ จักรแก้ว1 นางแก้ว 1 แก้วมณีโชติ 1 ช้างแก้ว 1 ม้าแก้ว 1 คหบดีแก้ว 1 ปรินายกแก้ว 1 อันว่าสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดินั้น ย่อมมีทุกสิ่งทุกประการ เป็นที่เกษมสานต์ยิ่งนักเหลือที่จะพรรณนาได้ในกาลนั้น
ฝ่ายว่า มหาปุโรหิตผู้ใหญ่ ของสมเด็จพระเจ้าสังขจักรนั้น เป็นมหาพราหมณ์ ประกอบไปด้วยอิสริยยศเป็นอันมาก หาผู้จะเปรียบเสมอมิได้ มีนามปรากฏว่า สุตพราหมณ์ นางพราหมณี ผู้เป็นภรรยานั้น มีนามว่า นางพรหมณวดี
ในกาลนั้น สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ พระศรีอาริยเมตไตรย รับอาราธนาจากบรรดาเทพเจ้าทั้งหลายแล้ว ก็จุติลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต ลงมาถือกำเนิดในครรภ์แห่งนางพราหมณวดี ภรรยาแห่งมหาปุโรหิต พราหมณ์ผู้ใหญ่ ในวันเพ็ญเดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ เวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง พร้อมด้วยอัศจรรย์ทั้งหลาย 12 ประการ
คือเหล่าเทพยดาพากันกระทำสักการบูชา ดังห่าฝนตกลงในกลางอากาศ แล้วมีปรางค์ปราสาททั้ง 3 ผุดขึ้นมา เพื่อจะให้เป็นที่สำราญแห่งพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ปราสาทหลังที่ 1 ชื่อว่า ศิริวัฒนะ ปราสาทหลังที่ 2 ชื่อว่า สิทธัตถะ ปราสาทหลังที่ 3 ชื่อว่า จันทกะ ปรางค์ปราสาททั้ง 3 นี้ เป็นที่จำเริญพระศิริสวัสดิมงคล ควรจะให้สำเร็จประโยชน์ทุกประการ แล้วหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นอันหอมมิรู้ขาด เดีนรดาษไปด้วยนางนาฏพระสนม ประมาณ 7 แสนคน
ส่วนสมเด็จพระอัครมเหสีแห่งสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงพระนามว่า พระนางจันทมุขี เป็นประธานแห่งนางบริวารทั้งหลาย 7 แสน มีพระราชโอรสองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พราหมณ์วัฒนกุมาร
เมื่อพระมหาบุรุษผู้ประเสริฐ ทรงพระเกษมสำราญอยู่ในปราสาททั้ง 3 ควรแก่ฤดูโดยนิยมดังนี้ จนพระองค์มีพระชนม์ได้ 8 หมื่นปี แล้วจึงเสด็จขึ้นสู่รถแก้วอันเป็นทิพย์วิมาน มีศิริหาเสมอมิได้ เสด็จไปประพาสอุทยานทอดพระเนตร เห็นนิมิตรทั้ง 4 ประการนี้ เป็น”เทวทูต” ยังธรรมสังเวชให้เกิดขึ้น ก็มีพระทัยน้อมไปในบรรพชา พิจารณาเห็นเพศสมณะนั้นเป็นอารมณ์
ในขณะนั้น อันว่าปรางค์ปราสาทแก้ว ซึ่งทรงพระสำราญยับยั้งอยู่นั้น ก็ลอยไปในอากาศ พร้อมทั้งพระราชโอรสและหมู่นางกัลยาทั้งหลายไปกับปรางค์ปราสาท ครั้งนั้นเปรียบประดุจดังว่า พญาหงส์ทองบินไปในเวหา ฝ่ายฝูงเทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาล ก็ชวนกันถือเครื่องสักการบูชา ต่างเหาะตามมากระทำสักการบูชาในอากาศ เนืองแน่นกันมากเป็นอเนกอนันต์ บรรดาท้าวพระยามหากษัตริย์ทั้งหลาย 8 หมื่น 4 พันพระนครก็ดี และชาวนิคมชนบททั้งหลายก็ดี ก็ชวนมากระทำสักการบูชาด้วยดอกไม้และของหอม มีประการต่างๆ เต็มเดียรดาษกลาดเกลื่อนไปทั้งชมพูทวีป เหล่าพวกอสูรทั้งหลาย ก็เข้าแวดล้อมพิทักษ์รักษาปรางค์ปราสาท
ฝ่ายพระยานาคราชนั้น กระทำสักการบูชา ด้วยแก้วมณี พญาสุวรรณราชปักษี กระทำสักการบูชาด้วยแก้วมณี อันเป็นเครื่องประดับตน เหล่าคนธรรพ์ทั้งหลายนั้น กระทำสักการบูชาด้วยเครื่องทิพย์ดุริยางค์ฟ้อนรำมีประการต่างๆ




เมื่อองค์สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรยเจ้า เสด็จออกบรรพชานั้น ฝูงเทพยดา อินทร์ พรหม ยมยักษ์ และมนุษย์ นาค ครุฑ คนธรรพ์ทั้งหลาย กระทำสักการะบูชา ฝ่ายพระเจ้าสังขจักร พร้อมด้วยข้าราชบริพารทั้งหลาย ก็ได้เสด็จไปที่ใกล้แห่งสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ครั้งนั้นมหาชนทั้งหลายทั้งปวง มีความปรารถนาจะบรรพชา แล้วก็พากันลอยไปในอากาศพร้อมด้วยพระบรมโพธิสัตว์เจ้า ด้วยเดชานุภาพแห่งบรมจักรและอานุภาพแห่งพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์นั้น
ครั้งเสด็จถึงควงไม้พระศรีรัตนมหาโพธิ คือ ไม้กากะทิง แล้ว ปราสาทแก้วก็เลื่อนลอยลงจากอากาศ ใกล้ในที่ปริมณฑลไม้มหาโพธินั้น ฝ่ายท้าวมหาพรหม ก็เชิญซึ่งพานกาสาวพัตร์ กับเครื่องบริขารทั้ง 8 น้อมเข้าไปถวายสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ แล้วพระองค์จึงชักเอาพระแสงดาบแก้ว ตัดพระเกศาให้ขาดแล้ว ก็โยนขึ้นไปในอากาศ ก็ถือเครื่องบริขารทั้ง 8 ประการ ทรงเพศบรรพชาเสร็จแล้ว ส่วนว่าบริวารทั้งหลายนั้น ก็ชวนกันบวชตามสมเด็จพระโพธิสัตว์เจ้าเป็นอันมาก
ฝ่ายพระมหาบุรุษราชองค์พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้านั้น กระทำความเพียรอยู่ที่ใกล้พระมหาโพธิสิ้นประมาณ 7 วัน ในเมื่อเวลาเย็น พระองค์ก็เสด็จเข้าไปสู่ควงไม้พระมหาโพธิ ขึ้นทรงนั่งเหนือรัตนบัลลังก์ คือ พระที่นั่งแก้ว แล้วทรงระลึกชาติของพระองค์ด้วย ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ได้ทรงเห็นโดยลำดับกันประจักษ์แจ้งในปฐมยาม
ครั้นล่วงเข้ามัชฌิมยาม ทรงเห็นซึ่งการเกิดและตายแห่งสัตว์ทั้งหลายด้วย ทิพจักขุญาณ ครั้นล่วงไปในปัจฉิมยามที่สุดนั้น พระองค์ได้ทรงตรัสรู้อริยสัจจธรรม ที่เรียกว่า อาสวักขยญาณ คือบรรลุอภิเษกสัมโพธิญาณ เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฏเป็นพระพุทธคุณทั่วโลกธาตุ แล้วพระองค์ก็ยังมนุษย์ทั้งหลายประมาณแสนโกฏิ ให้ดื่มกินซึ่งน้ำอมฤตรส คือ พระสัทธรรม เห็นพระนิพพานอันมิได้รู้แก่รู้ตาย เป็นธรรมาภิสมัย ให้บังเกิดแก่ฝูงเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย ได้ตรัสรู้มรรคและผลหาประมาณมิได้

พระพุทธลักษณะ

สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย มีพระรูปพระโฉมงดงามตามพระพุทธลักษณะครบถ้วนทุกประการ คือ พระองค์มีพระวรกายสูงได้ 88 ศอก พระองค์ใหญ่กว้างได้ 25 ศอก ตั้งแต่ฝ่าพระบาทถึงพระชานุ(เข่า) มีประมาณ 22 ศอก ตั้งแต่พระชานุขึ้นไปถึงพระนาภี(ท้อง) ประมาณ 22 ศอก ตั้งแต่พระนาภีขึ้นไปถึงพระรากขวัญ(ไหปลาร้า) ทั้ง 2 ประมาณ 22 ศอก ตั้งแต่พระรากขวัญขึ้นไปถึงพระเศียรเกล้าที่สุดยอดพระอุณหิตเปลวพระพุทธรัศมีนั้น ประมาณ 22 ศอก เสมอกันทั้ง 4 ส่วน พระรากขวัญทั้ง 2 แต่ละอันนั้นยาวได้ 5 ศอก
อันว่าพระหัตถ์ทั้ง 2 ซ้ายขวานั้น ยาวได้ 40 ศอก ในระหว่างภายในแห่งพระพาหา(แขน)ทั้ง 2 ซ้ายขวานั้น มีประมาณ 25 ศอก พระอังคุลี(นิ้ว) แต่ละอันยาวได้ 5 ศอก ฝ่าพระหัตถ์แต่ละข้างกว้างได้ 5 ศอก พระศอ(คอ)โดยกลมรอบมีประมาณ 5 ศอก โดยยาวก็ 5 ศอก
พระโอษฐ์(ปาก)เบื้องบนเบื้องล่างกว้าง 10 ศอก เสมอกันเป็นอันดี พระชิวหา(ลิ้น) อยู่ภายในพระโอษฐ์ยาว 10 ศอก พระนาสิก(จมูก)สูงยาวลงมาได้ 7 ศอก ดวงพระเนตรทั้ง 2 โดยกว้างได้ 7 ศอก แววพระเนตรทั้ง 2 ข้าง ที่ดำกลมเป็นปริมณฑลอยู่นั้นมีประมาณ 5 ศอก พระขนง(คิ้ว) แต่ละข้างยาวได้ 5 ศอก ในระหว่างพระขนงทั้ง 2 กว้างได้ 4 ศอก พระกรรณ(หู) ทั้ง 2 แต่ละข้างยาวได้ 7 ศอก ดวงพระพักตร์นั้นเป็นปริมณฑล กลมดังดวงพระจันทร์เมื่อวันเพ็ญ มีประมาณกลมได้ 25 ศอก

ต้นไม้ที่จะตรัสรู้

ลำดับนี้……จะพรรณนาไม้พระศรีมหาโพธิต่อไป อันว่า ต้นไม้กากะทิง ที่เป็นไม้ศรีมหาโพธินั้น มีปริมณฑลไปได้ 120 ศอก แต่ต้นขึ้นไปสุดปลายกิ่งนั้นได้ 240 ศอก โดยสูงสะกัดเป็นปริมณฑลเหมือนกัน มีใบสดเขียวอยู่เป็นนิจกาล ทรงดอกและเกสรหอมฟุ้งขจรมิรู้ขาด เปรียบประดุจดอกปาริชาติในดาวดึงส์สวรรค์ฉะนั้น
สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย ทรงมีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วนทั้ง 32 ประการ ประกอบไปด้วยพระฉัพพรรณรังสี พระพุทธรัศมี 6 ประการ สว่างออกจากพระวรกายเป็นอันงาม ประดุจดัง ว่าท่อสุวรรณธาราน้ำทองอันไหลหลั่งออกมา เต็มเปี่ยมบริบูรณ์ไปด้วยสุขทุกเมื่อ มีสติระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นอารมณ์เนืองๆ
ด้วยเดชานุภาพแห่งพระพุทธคุณนั้น มนุษย์ทั้งหลายก็ได้บริโภคซึ่งโภชนาหาร แต่เนื้อแห่งข้าวสารสาลี อันบังเกิดมีมาเอง ได้ประดับประดาร่างกายและผ้านุ่งผ้าห่ม เครื่องอาภรณ์ต่างๆแต่ต้นไม้กัลปพฤกษ์ ประพฤติเลี้ยงชีวิตเป็นบรมสุข
ปางเมื่อพระพุทธองค์ ผู้ทรงสวัสดิโสภาคเป็นอันงาม ทรงพระนามว่า “พระศรีอาริยเมตไตรยเจ้า” ตรัสแสดงพระสัทธรรมเทศนา “พระธรรมจักกัปปวัตนสูตร”นั้น มนุษย์และเทพยดาทั้งหลายได้ซึ่งบรรลุมรรคผลธรรมวิเศษ ประมาณ 3 แสนโกฏิ
อันว่าองค์พระศรีอาริยเมตไตรย ทรงสร้างพระบารมีมาสิ้นกาลช้านานถึง 16 อสงไขยกำไรแสนกัป มีศีลบารมี ทานบารมี เป็นต้น เต็มบริบูรณ์


พระเจ้าสังขจักร

การบำเพ็ญบารมีของพระองค์ครั้งหนึ่ง ปรากฏชัดเจนเป็นปรมัตถบารมีอันยิ่งยอดกว่าพระบารมีทั้งปวง ฉะนั้น สมเด็จองค์ปัจจุบันจึงนำมาซึ่งอดีตนิทาน แห่งการสร้างพระบารมีของพระศรีอาริยเมตไตรย มาตรัสแสดงแก่ พระสารีบุตร มีใจความว่า
อตีเต กาเล…..ในกาลล่วงมาช้านาน ได้มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระสิริมิตร ครั้งนั้น พระศรีอาริยเมตไตรย ได้เสวยศิริราชสมบัติในเมืองอินทปัตรมหานคร ทรงพระนามว่า บรมสังขจักร มีแก้ว 7 ประการ อยู่มาในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าสังขจักร เสด็จนั่งอยู่ภายใต้เศวตฉัตร มีพระทัยปรารถนาว่า ผู้ใดมาบอกข่าวว่า พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆะรัตนะ บังเกิดมีแล้ว พระองค์จะสละราชสมบัติบรมจักร พระราชทานให้แก่บุคคลผู้นั้นแล้ว พระองค์ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ในกาลนั้น ยังมีกุลบุตรเข็ญใจผู้หนึ่ง ไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในพระพุทธศาสนา ด้วยมารดาของสามเณร เป็นทาสีอยู่ในตระกูลหนึ่ง สามเณรนั้นคิดแสวงหาทรัพย์จะไปให้แก่มารดา เพื่อให้พ้นจากการเป็นทาสรับใช้ จึงเที่ยวไปโดยลำดับ จนถึงกรุงอินทปัตร ฝูงมหาชนชาวพระนครไม่รู้จักว่าสามเณรเป็นอย่างไร ครั้นเห็นเข้าก็สงสัยว่าเป็นมหายักษ์ ต่างก็พากันจับไม้ไล่ทุบตีสามเณร ฝ่ายสามเณรมีความกลัว ก็วิ่งหนีมหาชนเข้าไปจนถึงพระราชวัง ไปยืนอยู่ตรงพระพักตร์ของพระราชา พระองค์จึงตรัสถามว่า มานพนี้มีนามว่าอย่างไร?
เจ้าสามเณร จึงกราบทูลว่า อาตมาภาพมีนามว่า “สามเณร” จึงตรัสถามว่า สามเณรนั้นด้วยเหตุใด สามเณรจึงทูลว่า ข้าพเจ้ามีนามว่าสามเณรนั้น ด้วยเหตุว่าข้าพเจ้ามิได้กระทำบาปในภายนอก แล้วตั้งอยู่ภายในแห่งกุศล เหตุดังนั้นจึงมีนามว่า “สามเณร” พระองค์ก็ทรงตรัสถามต่อไปว่า นามกรของท่านั้น บุคคลผู้ใดตั้งให้แก่ท่าน สามเณรจึงทูลว่า พระอาจารย์ของข้าพเจ้าตั้งให้
พระองค์จึงตรัสถามอีกว่า อาจารย์ของท่านนั้นชื่อใด สามเณรจึงถวายพระพรว่า อาจารย์ของอาตมา ท่านมีนามว่า “ภิกษุ” จึงตรัสถามต่อไปว่า พระอาจารย์ของท่านนั้น มีนามว่า “ภิกษุ”ด้วยเหตุอะไร สามเณรจึงทูลว่า อาจารย์ของข้าพเจ้านั้ยชื่อ “รัตนะ” เป็นแก้วอันหาค่ามิได้
ครั้นพระราชาได้ทรงสดับว่า “พระสังฆรัตนะ”ในพระพุทธศาสนา หาได้เป็นอันยากยิ่งนัก พระองค์ก็มีความชื่นชมยินดีหาที่จะอุปมามิได้ คำนึงอยู่ในพระราชหฤทัยว่า จะเสด็จลงจากพระราชอาสน์ ไปทรงนมัสการเจ้าสามเณร
ในทันใดนั้นเอง……พระวรกายของพระองค์ก็ลอยไปตกลงตรงหน้าเจ้าสามเณร ด้วยอำนาจแห่งธรรมปีติ ด้วยเดชะที่พระองค์มีความเลื่อมใสในคุณพระสังฆรัตนะ ดอกปทุมชาติ คือ ดอกบัว ก็บังเกิดผุดขึ้นรองรับพระองค์ไว้มิได้เป็นอันตราย จึงถวายนมัสการเจ้าสามเณรโดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วจึงตรัสถามต่อไปว่า “พระสังฆรัตนะ”อาจารย์ของท่านนั้น บุคคลผู้ใดให้นามกร
เจ้าสามเณรก็ทูลว่า อาจารย์ของข้าพเจ้านั้น คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า “พระสิริมิตร” พระองค์โปรดประทานให้นามว่า “พระสังฆรัตนะ” แก่พระอาจารย์ของข้าพเจ้า พระเจ้าสังฆจักรบรมโพธิสัตว์เจ้า ผู้ทรงพระอุตสาหะรอการสดับข่าวว่า เมื่อใดพระพุทธเจ้าจะทรงอุบัติขึ้นในโลก ครั้นได้ทรงฟังสามเณรออกวาจาว่า องค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์ก็ถึงกับทรงวิสัญญีภาพ คือสลบลงอยู่ตรงนั้นเอง
ครั้นพระองค์ได้พระสติขึ้นมา จึงตรัสถามสามเณรอีกว่า ดูก่อน……เจ้าสามเณรผู้เจริญ บัดนี้ องค์สมเด็จพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่ไหน สามเณรจึงทูลว่า สมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จยับยั้งอยู่ใน บุพพารามวิหาร อันมีอยู่ในทิศอุดร คือทางเหนือของกรุงอินทปัตรนี้ ไปไกลกันมีประมาณ 16 โยชน์ ครั้นได้ทรงสดับข่าวจากสามเณรว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าบังเกิดแล้วในโลก จึงตรัสว่า ดูก่อน…..สามเณร! หากว่าองค์สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้าเสด็จอยู่ในทิศทางใด เราก็จะไปในประเทศทิศนั้น
สมเด็จพระเจ้าสังขจักรบรมบพิตรผู้ประเสริฐ หาความห่วงใยในศิริราชสมบัติบรมจักรของพระองค์ไม่ ด้วยมีพระทัยนั้นผูกพันอยู่ในการทีจะได้พบเห็นองค์สมเด็จพระศรีสรรเพชรเป็นที่ยิ่งอย่างอุกฤษฏ์ ก็กระทำการราชาภิเษกเจ้าสามเณรนั้น ให้สึกออกมาเสวยราชสมบัติแทนพระองค์เป็นพระราชอันประเสริฐ
ครั้นกระทำการราชาภิเษกเจ้าสามเณรแล้ว เสด็จลำพังแต่เพียงพระองค์เดียว มีพระทัยเฉพาะต่อทิศอุดร ตั้งพระทัยไปสู่บุพพารามวิหาร อันเป็นที่ประทับแห่งองค์สมเด็จพระสิริมิตรสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระเจ้าสังขจักรเป็นสุขุมาลชาติ พระสรีรกายนั้นละเอียดอ่อนเป็นอันดี เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปตามหนทางแต่พระบาทเปล่า เพียงเวลาวันเดียวเท่านั้น พระบาททั้งสองข้างก็แตกจนพระโลหิตไหลไปตามฝ่าพระบาททั้งสอง
เมื่อพระบาททั้งสองบาดเจ็บจนเดินไปมิได้แล้ว ในกาลนั้นพระองค์ก็ลงนั่งคุกเข่าคลานไปทีละน้อย ไปตามหนทางที่เจ้าสามเณรบอกมานั้น ไม่ยอมละเสียซึ่งความเพียร ครั้นล่วงไปถึง 4 วัน พระหัตถ์ซ้ายขวาและพระชงฆ์(แข้ง)ทั้งสองข้างนั้นก็แตกช้ำ โลหิตไหลออกมา จะคลุกคลานไปก็มิได้ ให้เจ็บปวดแสนสาหัส เห็นขัดสนพระทัยนักแล้ว ถึงกระนั้นพระองค์จะได้คิดท้อถอยย้อนรอยกลับคืนมาหามิได้ ทรงมุ่งมั่นในพระทัยว่า จะต้องไปให้ถึงสำนักขององค์สมเด็จพระจอมไตรให้จงได้
ครั้นพระองค์คลุกคลานมิได้แล้ว ก็ทรุดลงพังพาบไถลไปแต่ทีละน้อย ด้วยพระอุระ(อก)ของพระองค์ ประกอบไปด้วยทุกขเวทนาเหลือที่จะอดกลั้น พระองค์ยึดหน่วงเอาพระพุทธคุณของสมเด็จพระพุทธองค์เป็นอารมณ์ ด้วยเจตนาใคร่จะทรงพบเห็นพระองค์ผู้ทรงประเสริฐยิ่งกว่าใครในโลก แล้วก็ทรงอดกลั้นซึ่งทุกขเวทนานั้นเสีย หาได้ทรงอาลัยในพระวรกายของพระองค์ไม่
ครั้งนั้น สมเด็จพระสิริมิตรสัพพัญญูผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงพระมหากรุณาเล็งแลดูสัตวโลกทั้งหลาย ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ก็รู้แจ้งเห็นด้วยกำลังความเพียรของพระเจ้าสังขจักรนั้นเป็นอุกฤษฏ์ยิ่งโดยวิเศษแล้ว ก็มิใช่อื่นมิใช่ไกล เป็นหน่อพระพุทธางกูรพุทธพงศ์วงศ์เดียวกันกับพระตถาคตนั่นเอง สมควรที่ตถาคตจักเสด็จไปสู่ที่ใกล้แห่งบรมสังขจักร
เมื่อพระพุทธองค์ทรงพระดำริแล้ว ก็เสด็จพระพุทธดำเนินมาด้วยพระศิริวิลาสเป็นอันงาม แล้วพระองค์กระทำอิทธิฤทธิ์ เนรมิตพระวรกายของพระองค์ให้อันตรธานหาย กลับกลายเป็นมานพน้อย ขึ้นขับรถทวนมรรคามาเฉพาะหน้าแห่งสมเด็จพระบรมสังขจักรนั้น แล้วสมเด็จพระพุทธสัพพัญญูเจ้า จึงร้องถามไปว่า ผู้ใดมานอนอยู่กลางทางขวางหน้ารถเรา จงหลีกไปเสีย เราจะขับรถไป….!
ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสตอบว่า ดูก่อน…..นายสารถีผู้ขับรถ ท่านจะมาขับเราไปให้พ้นจากหนทางนั้นด้วยเหตุใด ตัวเราผู้รู้จักคุณสมเด็จพระจอมไตรเป็นอารมณ์ยิ่งนัก หากแต่นายสารถีจะยั้งรถของท่านให้หลีกเราไปเสียจึงจะสมควร ถ้าท่านไม่หลีกก็ให้ท่านขับรถไปเหนือหลังเราเถิด ซึ่งจะให้เราหลีกนั้นเราหาหลีกไม่ แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ถ้าท่านจะไปยังสำนักพระพุทธเจ้าแล้ว จงมาขึ้นรถไปกับเราเถิด เราจะพาท่านไปให้ถึงสำนักสมเด็จพระประทีปแก้ว ให้สมดังความปรารถนา
สมเด็จพระราชาธิบดี จึงตรัสตอบว่า ถ้าท่านเอ็นดูกรุณาแก่เรา เราก็มีความยินดีสาธุอนุโมทนาด้วย แล้วก็อุตสาหะดำรงทรงพระวรกายขึ้นสู่รถแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์ ก็ทรงหันหน้ารถไปตามถนนหนทาง ในระหว่างทางนั้น สมเด็จพระอมรินทราธิราชกับนางสุชาดา ผู้เป็นอัครมเหสี จึงได้นำเอาโภชนาหารอันเป็นทิพย์กับทั้งน้ำทิพย์ลงมา จำแลงเพศเป็นบุรุษยืนอยู่ตรงหน้ารถแล้วร้องว่า
ดูก่อน…….นายสารถีผู้เจริญ! ท่านต้องการข้าวน้ำโภชนาหารหรือ…..เราจะให้ เมื่อท้าวโกสีย์สักกเทวราชกับนางสุชาดากล่าวดังนั้น องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดา ซึ่งแปลงเพศเป็นนายสารถีขับรถ จึงกล่าวว่า มานพผู้เจริญ…! บุรุษทุพพลภาพผู้หนึ่งมาในรถด้วยกับเรา มีความลำบากเวทนานัก ท่านจะให้ข้าวน้ำโภชนาหารแก่เราก็ให้เถิด เราจะได้ให้แก่บุรุษผู้นี้บริโภค องค์อมรินทร์ปิ่นธานีกับนางสุชาดา ก็ให้ข้าวน้ำโภชนาหารอันเป็นทิพย์ แด่องค์สมเด็จพระธรรมสามิสตร์ แล้วพระองค์ก็ทรงประทานให้แก่พระบรมโพธิสัตว์สังขจักร เสวยข้าวน้ำอันเป็นทิพย์นั้น
ครั้นพระองค์เสวยอิ่มหนำสำเร็จแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งข้าวน้ำอันเป็นทิพย์นั้น ทำให้ทุกขเวทนาในพระสรีรกาย อัตรธานหาย มีพระวรกายเป็นสุขสมบูรณ์เสมอเหมือนแต่ก่อน องค์สมเด็จพระชินวรเจ้า จึงพาพระยาสังขจักรไปใกล้ “บุพพารามวิหาร” แล้วพระองค์ก็ประทับนั่งบนพระพุทธอาสน์ในพระวิหาร ส่วนหน่อเนื้อพระบรมพงศ์โพธิสัตว์ ก็เสด็จลงจากรถ เข้าไปสู่บุพพาราม ทอดพระเนตรไปเห็นองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบไปด้วยลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการและอนุพยัญชนะอีก 80 ทั้งประดับด้วยพระพุทธรัศมีอันโอภาสสว่างรุ่งเรืองออกจากพระวรกาย อันเสด็จประทับนั่งอยู่ในที่นั้น พระองค์ก็ทรงสลบลงตรงพระพักตร์แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความโสมนัส เกิดความปีติยินดีหาที่สุดมิได้
ส่วนสมเด็จพระบรมศาสดา จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูก่อน มหาบุรุษราชผู้ประเสริฐ พระตถาคตเสด็จอยู่ในที่นี้แล้ว ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมสังขจักรก็ได้พระสติฟื้นขึ้นมา เกิดความเลื่อมใสศรัทธาน้อมเศียรเกล้าคลานเข้าไป แล้วเสด็จนั่งยังที่อันสมควร จึงยกพระกรขึ้นประนมถวายบังคมเหนือเศียรเกล้า กระทำการอภิวาทนมัสการกราบทูลว่า
“ภันเต ภควา……ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ข้าพระบาทได้ถึงสำนักของพระองค์แล้ว ขอจงทรงพระกรุณาเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้า โปรดตรัสแสดงพระสัทธรรมเทศนาให้ข้าพระบาทฟังเถิด….พระพุทธเจ้าข้า”
สมเด็จพระศาสดาจารย์ จึงมีพระพุทธบรรหารว่า “ดูก่อน…..มหาบพิตรผู้ประเสริฐ…! จงตั้งโสตประสาทสดับรสพระพุทธพจน์เทศนาของพระตถาคต แล้วพิจารณาธรรมกถา อันกล่าวในคุณพระนิพพานนี้เถิด”
ปางนั้น องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ จึงตรัสพระสัทธรรมเทศนาโปรดแก่พระยาสังขจักร เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับพระสัทธรรมเทศนาบทหนึ่งสิ้นเนื้อความลงแล้ว ก็กราบทูลห้ามสมเด็จพระประทีปแก้วว่า ขอพระองค์จงหยุดการแสดงธรรมเสียเถิด
มีคำถามว่า ……เหตุไฉนพระเจ้าสังขจักรจึงทูลห้ามเช่นนี้ เพราะเดิมที มีพระทัยผูกพันในพระพุทธศาสดา ระลึกถึงซึ่งคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า เป็นอันมาก สู้ทรงสละราชสมบัติบรมจักร เสด็จมาด้วยความลำบากแทบถึงซึ่งชีวิต ครั้นมาประสบพบองค์พระสัพพัญญูเจ้า พระองค์ประทานธรรมเทศนาแล้ว กลับห้ามเสียด้วยเหตุประการใด…?
มีคำตอบว่า……สมเด็จพระบรมสังขจักรทรงพระดำริว่า ถ้าสมเด็จพระบรมศาสดา โปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาเป็นอันมาก แล้วพระองค์ก็เสด็จมาแต่เพียงลำพังพระองค์เดียวเปลี่ยวพระทัยนัก จะหาเครื่องไทยธรรมอันสมควรที่จะสักการบูชาให้สมควรแก่รสพระสัทธรรมนั้นหามีไม่ บัดนี้ เราได้สดับรสแห่งอมตธรรมแต่บทเดียว เครื่องสักการบูชาของเรานี้ มิพอสมควรกันกับพระสัทธรรม พระองค์ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงกราบทูลห้ามองค์สมเด็จพระประทีปแก้วเสีย แล้วพระองค์จึงกราบทูลว่า
“ข้าพระพุทธเจ้า ได้สดับพระสัทธรรมของพระองค์ในกาลครั้งนี้ พระองค์ทรงพระมหากรุณาตรัสพระธรรมเทศนาแสดงพระนิพพานอันเดียวเป็นที่สุดพระสัทธรรมอยู่แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าจะตัดเศียรเกล้า อันเป็นที่สุดสรีระกายแห่งข้าพระพุทธเจ้า ออกกระทำการสักการบูชาพระสัทธรรมเทศนาของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน”

ตัดพระเศียรบูชาพระธรรม

ครั้นตรัสดังนั้นแล้ว พระเจ้าสังขจักรผู้มีอัธยาศัยในพระโพธิญาณ จึงทรงอธิษฐานขอให้เล็บของพระองค์คมดังพระแสงดาบ เด็ดซึ่งพระศอให้ขาด แล้ววางไว้บนฝ่าพระหัตถ์ พร้อมตั้งมโนปณิธานความปรารถนา ออกพระโอษฐ์ตรัสด้วยวาจาว่า
“ภันเต ภควา…..ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงศิริ ขอเชิญพระองค์เสด็จเข้าสู่เมืองแก้วอันเกษมสานต์ คือพระอมตมหานิพพาน อันสำราญก่อนข้าพระบาทเถิด ข้าพระบาทจะขอตามเสด็จไปสู่พระนิพพาน อันสำราญต่อภายหลัง ด้วยข้าพระพุทธเจ้า ได้ถวายเศียรเกล้าบูชาพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ในกาลบัดนี้ ด้วยมิได้หวังสมบัติใดในโลกนี้ มีความปรารถนาเพียงอย่างเดียว คือ การบรรลุพระโพธิญาณ เป็นพระศาสดาจารย์พระองค์หนึ่งในอนาคตกาลนั้นเทอญ……”
ในที่สุดแห่งพระวาจาที่ได้ตั้งความปรารถนาขาดลง พระบรมโพธิสัตว์ก็สิ้นพระทัยไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต
ดูก่อน…..สารีบุตร! ครั้นเมื่อพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นองค์สมเด็จพิชิตมารบรมศาสดาจารย์แล้ว จึงมีพระองค์สูงได้ 88 ศอก ด้วยผลทานที่เด็ดพระเศียร กระทำสักการบูชาแห่งพระสัทธรรมเทศนา พระองค์ทรงพระรัศมีสิ้นทั้งกลางวันกลางคืนมิได้ขาดนั้น ด้วยอานิสงส์ที่พระองค์ทรงอุตสาหะไปในหนทาง ปรารถนาจะพบเห็นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จนพระโลหิตไหลออกจากพระบาท พระชงฆ์ พระหัตถ์ และพระอุระ ของพระองค์ ในคราวเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าสังขจักรนั้น
อนึ่ง พระพุทธรัศมีของพระองค์แผ่ซ่านตลอดไปเบื้องบนจนถึงพรหมโลก เบื้องต่ำตลอดลงไปจนถึงอเวจีมหานรก ด้วยผลอานิสงส์ ที่พระองค์เด็ดพระเศียร ออกกระทำการสักการบูชาพระสัทธรรม โลหิตไหลออกจากพระเศียร
อีกประการหนึ่ง ในพระศาสนาแห่งพระศรีอารยเมตไตรย บังเกิดมีต้นไม้กัลปพฤกษ์ นึกได้สำเร็จสมความปรารถนา นั้นด้วยผลานิสงส์ที่พระองค์เสด็จไปตามถนนหนทาง ใคร่จะพบองค์สมเด็จพระสัพพัญญูเจ้า มีกำหนดถึง 7 วัน จึงได้ประสพพบพระพุทธองค์สมพระราชหฤทัย
ดูก่อน……สารีบุตร! ผู้เป็นธรรมเสนาบดีของตถาคต ฝูงชนทั้งหลาย ที่มิได้เห็นรูปกายของพระตถาคตนี้ แม้ได้พบเห็นแต่พระพุทธศาสนาของพระตถาคต แล้วได้กระทำ ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา ด้วยเดชะผลานิสงส์นี้ บรรดาปวงชนทั้งหลายเหล่านั้น จักได้บังเกิดทันพระพุทธศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรย อันจะมาอุบัติบังเกิดเป็นพระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต แสดงมาด้วยเรื่อง “พระศรีอาริยเมตตไตรยบรมโพธิสัตว์” ก็ยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวัง…ก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ
หมายเหตุ : หลวงพ่อบอกว่าอีกประมาณ ล้านปีเศษๆพระศรีอาริย์ จึงจะมาตรัสรู้ทางอาณาเขตของประเทศพม่า ฯ
*************************





พระศรีอาริยเมตไตร วัดไลย์ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี
ประวัติ “พระศรีอาริยเมตไตร” วัดไลย์
ตำบล เขาสมอคอน อำเภอ ท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี

พระศรีอาริยเมตไตร หรือที่ประชาชนทั้งหลายมักเรียกกันสั้นๆว่า “พระศรีอาริย์” นั้น มีประวัติที่จารึกไว้ในคัมภีร์ใบลานเทศนาเป็นภาษาขอม ต่อมามีผู้แปลเป็นภาษาไทย แล้วจารึกไว้ในคัมภีร์ใบลาน เพื่อเทศนาให้ประชาชนที่เลื่อมใสศรัทธามานมัสการ และอยากทราบประวัติของท่านได้สดับกัน ซึ่งมีเนื้อความโดยย่อดังนี้……
อตีเต กาเล……ในกาลครั้งหนึ่ง มีสามีภรรยาคู่หนึ่ง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่หมู่บ้านท่าลาด แขวงเมืองปาวา เป็นหมู่บ้านที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร ประชาชนทั้งหลายก็มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติสฤงคาร ต่างมีอาชีพในการทำไร่ ทำนา และค้าขาย ประชาชนทั้งหลายต่างอยู่เย็นเป็นสุขสบายตลอดมา
ฝ่ายสามีชื่อว่า บริสุทธกุมาร ภรรยาชื่อว่า ปทุมนารี ทั้งสองรักใคร่ทนุถนอมกันฉันท์สามีภรรยาที่ดีทั่วไปจะพึงมีต่อกัน ประกอบการเลี้ยงชีพ ด้วยความขยันหมั่นเพียร ซื่อสัตย์สุจริต เว้นการเบียดเบียนผู้อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อน ได้รับความสุขสถาพรตลอดมา สิ้นกาลช้านาน แต่ทั้งสองครองรักกันมาช้านานจะได้มีบุตรธิดาแม้สักคนหนึ่งก็หามิได้ เหตุที่เธอทั้งสองประกอบอยู่ในสัมมาทิฐิ มีศรัทธาปสาทะ ความเชื่อ ความเลื่อมใสในบวรพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้น เมื่อจะประกอบกองการกุศลสิ่งหนึ่งสิ่งใดแม้แต่น้อย เธอทั้งสองก็ตั้งความปรารถนาที่จะได้บุตรธิดาเป็นต้นประธาน
เมื่อทั้งสองได้กระทำกองการกุศลต่างๆยิ่งๆขึ้น ความปรารถนาที่จะได้บุตรก็แก่กล้าขึ้นทุกที จนบันดาลให้ร้อนไปถึงท้าวสหัสสนัยเทวราช ผู้เป็นจอมแห่งเทพยดาทั้งหลาย พระองค์ทรงทราบด้วยทิพย์จักษุ ว่าเป็นเพราะบริสุทธกุมารและปทุมนารี สองสามีภรรยา มีความปรารถนาจะได้ซึ่งบุตร ได้กระทำกองการกุศลเป็นจำนวนมาก เธอทั้งสองประกอบด้วยกุศลศรัทธา กระทำแต่กุศลกรรม ไม่เบียดเบียนตนและผู้อื่น ให้ได้รับความเดือดร้อนด้วยประการใดๆ เมื่อพระองค์ทรงทราบเช่นนี้แล้ว จึงทรงดำริว่า จะทำความปรารถนาของเธอทั้งสองให้สำเร็จสมประสงค์ พระองค์จึงเสด็จไปสู่สวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นที่ประทับของพระศรีอาริยเมตไตรเทพบุตรบรมโพธิสัตว์ เมื่อเสด็จถึงแล้ว ทรงทำความคารวะซึ่งกันและกัน ตรัสสนทนาเป็นธรรมสากัจฉาตามสมควรแล้ว จึงทรงเชื้อเชิญพระศรีอาริยเมตไตรเทพบุตร เพื่อจะให้ไปทรงถือกำเนิดในมนุษย์โลก ด้วยพระดำรัสว่า “ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ประกอบด้วยความสุขเกษมสำราญนิราศภัย บัดนี้พระศาสนาพระจอมไตรสมณโคดมบรมสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ล่วงเลยมามากแล้ว ถ้ากระไรขออัญเชิญพระองค์เสด็จจากดุสิตสวรรค์สู่มนุษย์โลก เพื่อเป็นการเยี่ยมเยือนพระพุทธศาสนา จะได้ช่วยสงเคราะห์แนะนำ อบรมสั่งสอนมหาชนทั้งหลาย ให้ดำรงมั่นอยู่ในกุศลศรัทธา ให้มีวิริยะอุตสาหะ ในการที่จะประกอบกุศลกรรมยิ่งๆขึ้นไป ทั้งพระศาสนาของพระจอมไตรอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะได้ถาวรวัฒนายิ่งๆขึ้นไป เป็นที่เฉลิมฉลองศรัทธาของมหาชนพุทธบริษัท เขาทั้งหลายจะได้พากันตัดเสียซึ่งห้วงวัฏฏะ มุ่งอมตะมหานครนฤพาน อันเป็นแดนเกษมสำราญ เป็นเบื้องหน้าในอนาคตกาล ขออัญเชิญพระองค์เสด็จไปถือปฏิสนธิในคัพโภทรของนางปทุมนารี ซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยคุณธรรม เป็นสัมมาทิฐิ เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ขอพระองค์โปรดรับคำเชิญ เสด็จไปอนุเคราะห์ด้วยเถิด”
เมื่อพระศรีอาริยเมตไตรเทพบุตร ได้สดับพระดำรัสเช่นนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า “ดูก่อนท้าวสักกเทวราช บัดนี้พระศาสนาของสมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าล่วงไปเท่าไรแล้ว” ท้าวสักกเทวราชตรัสตอบว่า “บัดนี้พระศาสนาล่วงไปมากแล้ว เพราะเหตุนี้ข้าฯจึงใคร่ขออัญเชิญพระองค์เสด็จไปยังมนุษย์โลก จะได้ช่วยเติมศรัทธาปสาทะของมหาชนพุทธบริษัท ทั้งจะเป็นเหตุให้บวรพุทธศาสนาถาวรวัฒนารุ่งเรืองตลอดไปถ้วนห้าพันวัสสาตามคติพุทธทำนาย” พระศรีอาริยเมตไตรตรัสว่า “ดูก่อนองค์อัมรินทราธิราช ถ้าดังนั้นข้าฯจะลงไปยังมนุษย์โลกตามคำเชิญของท่าน เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มเติมกุศลศรัทธาแก่มหาชนพุทธบริษัท ให้มีวิริยะอุตสาหะพากเพียรพยายาม ในการทำกุศลกรรมความดีทั้งหลาย อันจะเป็นมรรคาที่จะพาไปให้ได้ประสบพบพระศาสนาของข้าฯในอนาคตกาล และจะได้อบรมสั่งสมบารมีของอาตมาเองให้ยิ่งๆขึ้นไป” เมื่อพระศรีอาริยเมตไตรตรัสดังนั้นแล้ว ท้าวสักกเทวราชจึงทูลลาเสด็จกลับสู่ดาวดึงส์เทวโลก
ในมงคลสมัย วันเมื่อพระศรีอาริยเมตไตรบรมพงศ์โพธิสัตว์เสด็จจุติจากดุสิตเทวสถาน นางปทุมนารีผู้เป็นภรรยาของบริสุทธกุมาร กำลังนอนหลับสนิทอยู่เวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง นางเกิดนิมิตฝันไปว่า ได้ทอดทัศนาเห็นพระสุริยาทิตย์กำลังอุทัยไขรัศมีขึ้นมาทางบูรพาทิศ แล้วได้เลื่อนลอยมาสู่มุขประเทศ คือ ปากของนาง เมื่อนางได้ทัศนาเห็นพระสุริยาทิตย์เช่นนั้น ก็เกิดปฏิพัทธ์รักใคร่ มีจิตอยากจะได้ไว้เชยชมเป็นอย่างยิ่ง นางจึงไขว่คว้าเอาดวงพระสุริยาทิตย์ ซึ่งมีรัศมีสว่างรุ่งโรจน์นั้นกลืนกินลงไปในอุทร เมื่อนางจะกลืนกินลงไปแล้ว ปรากฏว่าเกิดความอิ่มอาบซาบซ่านในอุทรยิ่งนัก และเกิดปิติปราโมทย์เป็นที่สุด จะหาครั้งใดที่จะมีความสุขเหมือนครั้งนี้หามิได้ เมื่อนางตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาใกล้รุ่งสว่าง ครั้นเวลาเช้าจึงเล่าถึงนิมิตนั้นให้สามีฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
ฝ่ายบริสุทธกุมาร เมื่อได้ฟังภรรยาเล่าถึงเช่นนั้น ได้พิจารณาไปแล้ว มีความดีใจด้วยคิดว่าครั้งนี้ ตัวเราเห็นทีจะได้บุตรสมความปรารถนาเป็นแน่แท้ ทั้งบุตรนี้คงจะเป็นผู้มีบุญญาธิการอันยิ่งใหญ่ ปรากฏแก่มหาชนไปทั่วทุกทิศานุทิศ ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างไปทั่วสากลโลก ฉะนั้น จึงกล่าวกับภรรยาว่า คงจะเป็นลาภอันประเสริฐของพวกเราทั้งหลายแล้ว ครั้งนี้เห็นทีท้าวสักกเทวราช จะทรงประทานความปรารถนาของพวกเราทั้งสองให้สำเร็จดังที่ตั้งไว้ คือเราคงจะได้บุตรเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขแห่งผู้มีบุญญาธิการ
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา นางปทุมนารีก็ตั้งครรภ์ สามีและวงศาคณาญาติทั้งหลาย ต่างช่วยกันให้การบริบาลรักษา เฝ้าทนุถนอมมิให้นางได้รับความอนาทรร้อนใจสิ่งใดๆเลย ครั้นนางตั้งครรภ์มาได้กำหนดทศมาส พระศรีอาริยเมตไตรเทพบุตรก็ประสูติจากครรภ์โภทรของมารดา บรรดาวงศาคณาญาติทั้งหลายต่างพากันมาห้อมล้อมพร้อมเพรียงกัน ช่วยกันประคับประคองอาบน้ำชำระล้างครรภ์มลทินเป็นอันดี ขัดสีฉวีวรรณและไล้ทาด้วยสุคนธชาติของหอม เสร็จแล้วยังกุมารให้นอนเหนือที่นอน ที่จัดเตรียมไว้เป็นอันดี บิดามารดา พร้อมด้วยบรรดาญาติทั้งหลาย ได้ปรึกษาหารือกันในการที่จะขนานนามบุตรน้อยนั้นว่ากระไร จึงได้พร้อมใจกันขนานนามว่า”ศรี” อันเป็นมงคลนามว่า กุมารนี้เกิดมาเพื่อความเป็นศิริมงคล เป็นที่รักใคร่ของมารดาบิดาและวงศาคณาญาติทั้งหลาย ทั้งจะได้เป็นศรีสง่าเชิดชูวงศ์ตระกูลต่อไป
บริสุทธกุมารและนางปทุมนารี ได้ช่วยกันทนุถนอมเลี้ยงดูกุมารเป็นอย่างดี ให้ได้รับแต่ความสุขสนุกสบายตลอดมา จวบจนอายุกุมารได้ประมาณ 7 ปี
ด้วยบริสุทธกุมารและนางปทุมนารี มีอาชีพในการทำนา อยู่มาวันหนึ่ง นางปทุมนารีได้ไปสู่นา เพื่อทำการไล่นกหนูและบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ที่จะทำอันตรายแก่ข้าวในนา พระโพธิสัตว์ได้ขออนุญาตมารดาติดตามไปด้วย เพื่อจะช่วยไล่นกและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์และมารดาไปถึงนา บรรดานก หนู และสัตว์ทั้งหลาย ที่เคยมากัดกินทำอันตรายแก่ข้าวในนา จะได้พากันมากัดกินเหมือนกาลก่อนก็หามิได้ เป็นที่อัศจรรย์แก่มารดาเป็นยิ่งนัก ในขณะที่พระโพธิสัตว์อยู่ที่นากับมารดาในวันนั้น เธอได้ทัศนาเห็นฝูงปลาเป็นอันมาก ว่ายน้ำไปมาอยู่ที่ชายนา จึงได้ออกปากว่าวันนี้ เราจะตกปลา จึงได้แสวงหาเบ็ดและเหยื่อได้มาพร้อมแล้ว จึงเอาเหยื่อมาเกี่ยวที่เบ็ดทอดสายลงไปในกระแสน้ำพร้อมกับอธิษฐานว่า”หากปลาตัวใด เคยเป็นอาหารของข้าพเจ้าแล้วไซร้ ขอปลาตัวนั้น จงมากินเหยื่อที่เบ็ดนี้เถิด ถ้าปลาตัวใด ไม่เคยเป็นอาหารของข้าฯ ขอปลาตัวนั้น จงอย่ามากินเหยื่อนี้เลย เพราะมันมีเบ็ดคมกล้า จะเกี่ยวเอาปากของเจ้าให้ได้รับบาดเจ็บปวด”……ในขณะนั้น มีปลาดุกตัวหนึ่ง อาจสามารถให้ชีวิตเป็นทาน จึงว่ายเข้าไปคาบเหยื่อที่เบ็ดนั้นมา ปรากฏว่ามีปลาดุกติดขึ้นมาตัวหนึ่ง แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ปรากฏว่า ปลาดุกนั้นกลับร้องด้วยความเจ็บปวดเป็นภาษามนุษย์ว่า “อุย เจ็บจริงพระเจ้าข้า พระเจ้าข้าเจ็บจริงๆ” เมื่อพระโพธิสัตว์ได้ฟังเช่นนั้น ก็เกิดความสงสัยแปลกใจว่า เป็นด้วยเหตุใด จึงทำให้ปลาดุกตัวนี้ร้องเป็นภาษามนุษย์ คิดต่อไปว่า ควรที่เราจะไปถามท่านผู้รู้ ผู้ประกอบด้วยปัญญาสามารถ คงจะรู้แจ้งถึงเหตุอัศจรรย์ในครั้งนี้
พระกุมารโพธิสัตว์ เมื่อกลับมายังเคหาแล้ว จึงบอกเรื่องนั้นแก่บิดามารดาของตน ทั้งสองเกิดความประหลาดใจสงสัย ไม่ทราบว่าจะมีเหตุดีร้ายประการใด จึงได้จัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียนเภสัชอังคาส แล้วพากันไปยังอาวาสวัดไลย์ ซึ่งเป็นอารามที่อยู่ในหมู่บ้านท่าลาด ใกล้กับเคหสถานของตน ครั้นถึงแล้วจึงเข้าสู่ที่ใกล้ กราบนมัสการพระสงฆ์ผู้เป็นใหญ่ เป็นประธานในอาวาสวัดไลย์ พร้อมกับถวายดอกไม้ธูปเทียนและคิลานเภสัช พระผู้เป็นเจ้าจึงถามว่า “ดูก่อน อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย เธอทั้งหลายมีธุระสิ่งอันใดหรือ จึงได้มาหาอาตมาในวันนี้” บริสุทธกุมารและนางปทุมนารี จึงได้เล่าความตั้งแต่ต้น ที่ตนทั้งสองไม่มีบุตรธิดา เพราะความปรารถนาใคร่จะได้บุตร เมื่อจะประกอบกองการกุศลสิ่งอันใด ก็ตั้งจิตต์อธิษฐาน ใคร่จะได้แต่บุตรธิดา ตลอดถึงความฝันที่นางปทุมนารี ได้นิมิตฝันไปก่อนเมื่อจะตั้งครรภ์กุมาร ตลอดถึงความอัศจรรย์เมื่อกุมารไปช่วยไล่ไล่นกหนูและสัตว์ทั้งหลายที่ท้องนา จนกระทั่งกุมารไปตกปลา ปลากลับร้องไห้เป็นภาษามนุษย์ในวันนี้ พร้อมกับเล่าว่า เรื่องนี้เป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นยิ่งนัก ขอให้พระคุณเจ้าโปรดกรุณาทำนายดูว่า จะมีเหตุดีหรือร้ายเป็นประการใด
พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นประธานสงฆ์ในอารามวัดไลย์นั้น ครั้นได้รับฟังเรื่องราวต่างๆ ที่ทั้งสองสามีภรรยาเล่าให้ฟังแล้วนั้น จึงได้พิจารณาไปดูมูลเหตุ ก็ได้ทราบว่า อันว่ากุมารนั้น เป็นผู้ประกอบด้วยบุญญาบารมี หาใช่บุคคลสามัญธรรมดาไม่ หากเป็นหน่อเนื้อเชื้อบรมพงศ์โพธิสัตว์ พระองค์เสด็จลงยังมนุษย์โลก ก็เพื่อจะทรงบำเพ็ญบารมีโพธิญาณและเพื่อจะทรงอนุเคราะห์มหาชนพุทธบริษัทฯ ให้ดำรงมั่นอยู่ด้วยศรัทธาปสาทในพระรัตนตรัย อันจะเป็นเหตุให้สำเร็จพระโพธิญาณในอนาคตกาลต่อไป เมื่อทราบเช่นนั้นแล้วจึงคิดว่า หากอาตมาจะทำนายทายทักให้พิศดารตามมูลเหตุ ก็เกรงว่ากิตติศัพท์อันนี้จะขจรขจายไป เป็นที่แตกตื่นโกลาหลแก่มหาชนพุทธบริษัททั้งหลาย ควรที่อาตมาจะทำนายพอให้หายเหตุที่กังขาสงสัย และเป็นที่เบิกบานร่าเริงใจแก่คนทั้งสองก่อน เมื่อคิดดังนั้นแล้ว จึงกล่าวกับคนทั้งสองว่า ดูก่อนท่านทั้งสอง อันว่าบุตรของท่านผู้นี้ เป็นผู้มีบุญญาธิการอันได้อบรมสั่งสมไว้มากในอดีตชาติที่ล่วงแล้วมา อาตมาพิจารณาเห็นว่า เธอไม่เหมาะสมที่จะอยู่เป็นฆราวาสครองเรือนต่อไป ถ้ากระไรก็ขอให้ เธอได้บรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนา ต่อไปจะได้ปรากฏเกียรติคุณเจริญรุ่งเรืองในพระบวรพุทธศาสนา เป็นที่ศรัทธาปสาทของมหาชนพุทธบริษัทสืบไป สองสามีภรรยาได้ฟังคำพยากรณ์ของพระคุณเจ้าเช่นนั้น ก็เกิดปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงพร้อมกันมอบกุมารแก่พระผู้เป็นเจ้า เพื่อให้กุมารบรรพชาต่อไป
ฝ่ายพระศรีอาริยเมตไตรบรมโพธิสัตว์ ครั้นได้บรรพชาเป็นสามเณรในพระบวรพุทธศาสนาแล้ว ก็อุตสาหวิริย เล่าเรียนศึกษาพระธรรมวินัยด้วยพระปัญญาบารมีของพระโพธิสัตว์ มิช้าก็เป็นผู้แตกฉานในคัมภีร์พระไตรปิฎก คือ เป็นผู้มีความรอบรู้ในพระวินัย พระสูตรและพระอภิธรรม สามารถที่จะวิสัชนาตัดความสงสัยของมหาชนพุทธบริษัทผู้ยังมีความกังขาสงสัยเสียได้ ทำให้เกิดศรัทธาปสาทความเชื่อความเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา ยินดียิ่งในการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนายิ่งๆขึ้นไป จำเดิมแต่บรรพชามา พระโพธิสัตว์ได้ปฏิบัติกรณียกิจต่างๆมิได้ขาดตกบกพร่อง ได้เจริญความเพียร อบรมบารมีโพธิญาณอยู่ ณ อารามวัดไลย์ จวบจนอายุได้ 20 ปีบริบูรณ์
เมื่อพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตร มีชนมายุครบที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้ จึงได้รับการอุปสมบท ณ อารามวัดไลย์นั้น พระองค์เมื่อได้รับการอุปสมบทแล้ว จะได้ตั้งอยู่ในความประมาทแม้แต่น้อยหนึ่งก็หามิได้ พระโพธิสัตว์ได้เจริญพุทธบารมีอยู่ ณ อารามวัดไลย์นั้น กาลต่อมาจึงได้เป็นใหญ่ เป็นประธาน เป็นอาจารย์ แนะนำอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกามหาชนพุทธบริษัทสืบมา
ในกาลครั้งนั้น ยังมีบุรุษแก่ผู้หนึ่งซึ่งมีนามปรากฏว่า “ตาสุวี”เป็นผู้มีปกติอาศัย ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นแดนเมืองพารา เป็นผู้ประกอบด้วยกุศลศรัทธาสัมมาปฏิบัติ พร้อมตัวบุตรภรรยาประกอบการงานเลี้ยงชีพโดยสุจริต มีศรัทธาเลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างมั่นคงตลอดมา เมื่อจะทำกองการกุศลใดๆ ก็ตั้งความปรารถนา ขอให้ได้พบพระศรีอาริยเมตไตรทุกครั้ง ตาสุวีได้ประกอบกองการกุศลน้อยใหญ่และได้ตั้งสัจจาธิษฐานเช่นนั้นมาช้านาน จนล่วงเลยปัจฉิมวัย มีอายุได้ประมาณ 80 ปี ก็มิได้มีความท้อถอยในศรัทธา ประกอบการกุศล มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้นตลอดมา อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ 15 ค่ำ ตาสุวี ก็ได้มาสมาทานอุโบสถศีลรักษาอยู่เป็นปกติ ครั้นถึงเวลาเย็นใกล้ค่ำ ก็เกิดเวทนาถึงความสงสัยในชีวิตว่า ตัวเราคงมีชีวิตต่อไปอีกไม่นานแล้ว เพราะว่าบัดนี้อายุของเราก็สมควร ไม่ทราบว่าจะต้องตายลงในวันใด จึงเรียกบุตรภรรยามาสู่ที่ใกล้ แล้วกล่าวว่า “ถ้าหากว่าเราได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว ขอพวกเธอทั้งหลาย จงอย่าได้ตั้งอยู่ในความประมาท จงเป็นผู้มีศรัทธามั่นคงในพระรัตนตรัย หมั่นประกอบกองการกุศลมี ให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น อย่าได้ขาด เพราะสิ่งนั้น จะเป็นหนทางทำให้เธอทั้งหลายได้ประสบกับความสุขเกษมสำราญ จะได้ประสบพบพระศรีอาริยเมตไตรในอนาคตกาลภายหน้า ถ้าหากเราจะถึงแก่มรณกรรมในวันนี้ไซร้ ขอพวกเธอทั้งหลาย จงอย่าเพิ่งได้กระทำการฌาปนกิจสรีระของเราก่อน จงผ่อนรั้งรอไว้สัก 7 ราตรี เมื่อครบกำหนดนี้แล้วไซร้ จงขอให้ชักชวนกันมาทำการฌาปนกิจสรีระของเราเสียเถิด”
ตาสุวี เมื่อได้สอนสั่งบุตรภรรยาของตนเช่นนั้นแล้ว ก็ตั้งสติมั่นไม่ฟั่นเฟือน ระลึกถึงกุศลขันธ์ต่างๆ ที่เคยได้บำเพ็ยมาแต่กาลก่อน ตลอดถึงอุโบสถศีลที่ได้บำเพ็ญให้เป็นไปขณะนี้ ก็เกิดปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง แล้วตั้งจิตระลึกถึงพระศรีอาริยเมตไตร กระทำสัจจาธิษฐานว่า”ขอเดชะ ด้วยอำนาจศีล ทาน และกองการกุศลต่างๆที่ข้าพเจ้าได้สั่งสมอบรมมาตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาตินี้ ถ้าหากข้าฯจะต้องถึงแก่อนิจกรรมในครั้งนี้แล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งกุศลขันธ์ที่ข้าฯได้กระทำมาแล้วนั้น จงนำข้าฯให้ได้ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ขอให้ได้ประสบพบพระศรีอาริยเมตไตร ตามที่ข้าฯได้ปรารถนามาแล้วด้วยเถิด
เมื่อตาสุวี ได้กระทำสัจจาธิษฐานดังนั้นแล้ว มิช้าก็กระทำกาลกิริยาในท่ามกลางศรัทธาจิตต์ ก็ได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ดาวดึงส์เทวโลกในทันใดนั้น สมมโนรถความปรารถนา ดุจบุคคลที่นอนหลับแล้วกลับตื่นขึ้นฉะนั้น เสวยทิพย์สมบัติอันโอฬารพร้อมด้วยนางเทพอัปสรทั้งหลายเป็นบริวาร แต่ดวงจิตต์ที่ปรารถนาจะได้พบพระศรีอาริยเมตไตรนั้นจะหลงลืมไปก็หามิได้ เพราะเหตุนั้นไซร้เทพบุตรสุวี จึงได้ท่องเที่ยวไปในดาวดึงส์ เพื่อหวังจะได้ประสบพบพระองค์ แต่ได้พยายามเที่ยวไปจนทั่ว ก็หาได้พบพระองค์ไม่ จึงคิดที่จะเข้าไปทูลถามท้าวสักกะเทวราชว่า บัดนี้พระศรีอาริยเมตไตรประทับอยู่ ณ ที่ใด เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงไปสู่ที่ใกล้แล้วทูลถาม
ท้าวสักกะเทวราชทรงสดับคำทูลถามเช่นนั้นแล้ว จึงตรัสตอบว่า”ดูก่อนเทพบุตร ท่านเพิ่งขึ้นมาจากมนุษย์โลก ท่านไม่ได้พบพระศรีอาริยเมตไตรดอกหรือ เพราะเวลานี้พระองค์ได้ลงไปถือกำเนิดยังมนุษย์โลก ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เจริญพรหมจรรย์สิกขาบทศีลขันธ์บารมีอินทรีย์สังวร เพื่อประโยชน์ยังบารมีโพธิสัตว์ ให้ถาวรวัฒนายิ่งๆขึ้นไป ทรงจำพรรษากาลอยู่ ณ อารามวัดไลย์ ได้อาศัยโคจรบิณบาตรยังหมู่บ้านท่าลาด แขวงเมืองปาวา”
เมื่อตาสุวีเทพบุตรได้ฟังพระดำรัสของท้าวสักกะเทวราชเช่นนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า “ข้าแต่ท้าวสักกะเทวราชถ้ากระนั้นไซร้ ข้าพระองค์ใคร่จะทูลลากลับสู่มนุษย์โลกอีก เพื่อที่จะไปแสวงหาองค์พระศรีอาริยเมตไตรให้พบ จะได้เพิ่มพูลบุญบารมีให้ยิ่งๆขึ้นไป แต่ทำไฉนจึงจะทราบได้ว่า ผู้ใดคือองค์พระศรีอาริยเมตไตร”
ท้าวสักกะเทวราช จึงพระราชทานดอกมณฑาทิพย์ อันเป็นเครื่องสักการะของสวรรค์ให้แก่ตาสุวีเทพบุตร แล้วตรัสว่า “ดูก่อนเทพบุตร อันดอกทิพย์มณฑานี้เป็นของสวรรค์ ผู้ใดอื่นเว้นจากพระศรีอาริยเมตไตรแล้ว จะได้ทัศนาการเห็นก็หามิได้ ท่านจงกลับไปยังมนุษย์โลก แล้วนำเอาดอกทิพย์มณฑานี้ ไปถวายแก่พระองค์เถิด” เมื่อตรัสบอกดังนั้นแล้ว พระองค์จึงตรัสบอกหนทางที่จะไปแสวงหาพระศรีอาริยเมตไรแก่ตาสุวีเทพบุตรนั้น
ตาสุวีเทพบุตรได้ฟังพระดำรัสเช่นนั้นแล้ว สุดแสนจะดีใจ จึงรีบรับดอกทิพย์มณฑาแล้ว ทูลลาท้าวสักกะเทวราช จุติจากดาวดึงส์สวรรค์กลับมาในร่างกายเดิมของตนในเวลาวันนั้น นับจากวันที่ตาสุวีได้ทำกาลกิริยาตายไปก็พอครบกำหนด 7 วัน แต่ร่างกายของตาสุวีจะเป็นอันตรายเปื่อยเน่าไปก็หามิได้ เมื่อตาสุวีได้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ร้องเรียกบุตรและภรรยา ให้มาช่วยให้แกได้ลุกขึ้นมาด้วย ฝ่ายบุตรและภรรยาพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งหลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นต่างก็พากันอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อทุกคนทราบว่าตาสุวี ได้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาเช่นนั้น ก็พากันดีใจ รีบช่วยกันเข้าไปแก้ด้ายตราสังข์ พยุงให้ลุกนั่ง แล้วขัดถู ชำระร่างกายให้สิ้นมลทินเป็นอันดี แล้วพากันทำอัญชลีกราบขอขมาโทษ ได้สนทนาถามถึงเรื่องราวต่างๆที่ได้ประสบมา ตาสุวีเมื่อได้ฟังบุตร ภรรยา และญาติๆทั้งหลายถามถึงเรื่องราวเช่นนั้น ก็พยายามคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมา แล้วจึงเล่าเรื่องทั้งหลายให้หมู่ญาติได้ฟัง เริ่มตั้งแต่วันที่ได้ทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดยังดาวดึงส์เทวโลก ได้เที่ยวแสวงหาพระศรีอาริยเมตไตรได้เสด็จลงมาถือกำเนิด และได้บรรพชาอุปสมบทอยู่ในโลกมนุษย์โลกนี้ จึงได้ทูลลากลับมา เพื่อจะแสวงหาพระศรีอาริยเมตไตร แล้วตาสุวีจึงได้หยิบเอาดอกทิพย์มณฑา ให้คนทั้งหลายเหล่านั้นได้ดู เพื่อเป็นพยานถึงการที่ตนได้ไปเที่ยวแสวงหาพระศรีอาริยเมตไตร และได้เข้าเฝ้าทูลถามท้าวสักกะเทวราชจริงดังกล่าว แต่คนทั้งลายจะได้มองเห็นสักคนหนึ่งก็หามิได้ ตาสุวีจึงกล่าวว่า นอกจากพระศรีอาริยเมตไตรแล้วจะมีผู้ใดผู้หนึ่งมองเห็นดอกทิพย์มณฑานี้ไม่มี มหาชนทั้งหลายเมื่อไดฟังเช่นนั้น ต่างก็พากันโสมนัสยินดีเป็นที่สุด จึงพากันทำอัญชลีแล้วให้สาธุการขึ้นพร้อมกัน
จำเดิมแต่นั้นมา ตาสุวีจึงได้นุ่งห่มผ้าขาว สมาทานศีล 8 ประการ รักษาปฏิบัติอยู่เป็นนิตย์มิได้ขาด และได้มีนามปรากฏว่า”ตาทิพย์มณฑา”สืบมาตามนิมิตรที่ท้าวสักกเทวราชทรงประทานดอกมณฑาทิพย์มาจากดาวดึงส์สวรรค์
ในกาลต่อมา ในวันหนึ่งตาทิพย์มณฑา ได้เรียกบุตรภรรยามาพร้อมกันแล้วกล่าวว่า “ดูก่อน เจ้าทั้งหลายผู้เป็นที่รักของเรา เจ้าได้กระทำกองการกุศลมาเป็นอันมาก และในการทำการกุศลนั้น ก็ได้ตั้งความปรารถนา เพื่อให้ได้พบพระศรีอาริยเมตไตร จนกระทั่งได้ทำกาลกิริยาตายไปและได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ ได้เสวยทิพย์สมบัติ ได้รับความสุขเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง แต่เพราะความปรารถนาที่จะได้พบพระศรีอาริยเมตไตรยังไม่สำเร็จ เราจึงได้กลับมายังมนุษย์โลกอีก บัดนี้ควรที่เรา จะไปเที่ยวสืบหาพระองค์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชตรัสประทานมา เพื่อที่จะได้ยังความปรารถนาให้สำเร็จสมมโนรถที่ตั้งไว้ อนึ่งเมื่อเราเดินทางไป เพื่อแสวงหาพระศรีอาริยเมตไตรแล้ว ขอพวกเจ้าทั้งหลาย จงอย่าตั้งอยู่ในความประมาท จงครอบครองรักษาเคหสถานบ้านเรือน และทรัพย์สมบัติทั้งหลายให้จงดี และจงปฏิบัติสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน ให้ได้ความสุขเกษมสำราญตลอดไป ส่วนตัวเราจะขอลาเจ้าทั้งหลายไปสืบแสวงหาองค์พระศรีอาริยเมตไตรสืบต่อไป”
เมื่อบุตรภรรยาของตาสุวีได้ฟังเช่นนั้น ต่างก็พากันอนุโมทนายินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ช่วยกันจัดแจงทรัพย์สินเงินทองที่จำเป็นในการเป็นเสบียงเดินทางเป็นอันมากลงบรรทุกในนาวา ครั้นจัดเตรีมเสร็จแล้ว จึงพูดกับบิดาว่า “ข้าแต่บิดา สิ่งจำเป็นใดที่จะต้องใช้ในการเดินทาง พวกข้าฯทั้งหลาย ได้ช่วยกันจัดเตรียมไว้เรียบร้อยพร้อมทุกอย่างแล้ว เมื่อท่านบิดาประสงค์จะเดินทางก็จงไปเถิด แต่เมื่อท่านบิดาไปแล้ว ได้พบพระศรีอาริยเมตไตร ก็ขอจงได้อาราธนาพระองค์มาให้ข้าฯทั้งหลาย ได้นมัสการกราบไหว้พระองค์บ้างด้วย หวังว่าจะได้รับอบรมแนะนำสั่งสอน ให้มีสติตั้งมั่นคงในกุศลศรัทธา อันจะเป็นเหตุให้ได้พบพระศาสนาของพระองค์ในอนาคตกาลภายหน้า หรือถ้ากระไร ก็ขอโปรดได้แจ้งข่าวมาให้ข้าฯทั้งหลายได้ทราบด้วยเถิด”
ตาทิพย์มณฑา ครั้นได้ฟังบุตรภรรยากล่าวเช่นนั้น มีความปิติยินดีเป็นยิ่งนัก จึงได้กล่าวคำอำลาบุคคลทั้งหลาย ลงสู่เรือที่บุตรภรรยาจัดเตรียมไว้ให้นั้น แล้วล่องเรือมาตามลำแม่น้ำ ผ่านตามนิคมชนบทน้อยใหญ่มาเป็นจำนวนมาก เมื่อได้พบผู้คนในที่ใด ก็ได้ถามถึงเรื่องที่ตนปรารถนา แต่ได้ล่องเรือมานั้นก็สิ้นเวลาหลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง เรือได้ล่องมาถึงแม่น้ำซึ่งได้แยกเป็นสองสาย จึงเกิดความลังเลสงสัยว่า เราจะไปทางไหนดี ก็คิดได้ว่าเห็นทีที่เราจะต้องรอท่า คอยถามประชาชนผู้สัญจรไปมายังสถานที่นี้ให้ทราบเสียก่อน ก็พอดีในขณะนั้นมีบุรุษชาวบ้านผู้หนึ่งล่องเรือผ่านมา จึงถามว่า”อันบ้านนี้มีนามปรากฏว่ากระไร เป็นแว่นแคว้นเมืองใด และระยะทางอีกไกลหรือใกล้กว่าจะถึงเมือง” เมื่อบุรุษนั้นตอบว่า “บ้านนี้มีชื่อว่าบ้านท่าลาด เป็นแว่นแคว้นแดนเมืองปาวา ถ้าจะประมาณระยะทางก็ยังอีกโยชน์กึ่งก็จะถึงเมือง” ตาสุวีได้ฟังเช่นนั้น ก็มีความชื่นชมโสมนัสยินดียิ่งนัก จึงกล่าวต่อไปอีกว่า “อันว่าวัดไลย์ นั้นอยู่ไกลหรือใกล้จากที่นี่” เมื่อบุรุษนั้นบอกว่า “ล่องนาวาไปอีกหน่อยหนึ่งก็จะถึง” จึงล่องเรือไปตามทางที่บุรุษนั้นชี้ทางบอกให้ ในไม่ช้าก็บรรลุถึงซึ่งวัดไลย์ดังปรารถนา เมื่อถึงแล้วจึงจอดนาวาเข้าที่ที่ท่าน้ำหน้าวัด อาบน้ำชำระกายเป็นอันดีแล้ว จึงจัดเตรียมดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องสักการะ พร้อมทั้งดอกมณฑาทิพย์ เพื่อจะนำไปถวายแก่พระศรีอารยเมตไตร
วันนั้นเป็นวันอุโบสถ เมื่อตาทิพย์มณฑานำเครื่องสักการะทั้งหลาย เพื่อจะน้อมถวายแก่พระศรีอาริยเมตไตรนั้น ก็คิดอยู่ในใจว่า ทำอย่างไรจึงจะได้รู้ว่า พระภิกษุรูปใดคือองค์พระศรีอาริยเมตไตร ในขณะนั้น จึงคิดขึ้นได้ว่า ควรที่เราจะไปนั่งอยู่ที่เชิงบันไดพระอุโบสถ พร้อมด้วยเครื่องสักการะนี้ ถ้าภิกษุองค์ใดได้ทัศนาการเห็นซึ่งดอกทิพย์มณฑานี้ เราก็จะรู้ได้ว่า องค์นี้แหละคือพระศรีอาริยเมตไตร เมือคิดได้ดังนั้นแล้ว จึงคมนาการไปนั่งอยู่ที่เชิงบันไดพระอุโบสถ
ด้วยวันนั้นเป็นวันอุโบสถ เป็นวันที่พระภิกษุทั้งหลายจะต้องลงโบสถ์ เพื่อกระทำสังฆกรรมการสวดพระปาฏิโมกข์ เมื่อถึงเวลา พระภิกษุทั้งหลาย จึงพากันลงสู่พระอุโบสถ แต่พระภิกษุเหล่านั้นจะได้ทัศนาการเห็นดอกมณฑาทิพย์ ที่ตาสุวีนั่งถืออยู่ที่เชิงบันไดพระอุโบสถก็หามิได้ ตาสุวีจึงมีความสงสัยว่าคงจะมาผิดวัดเสียแล้ว แต่ก็ยังมีความมั่นใจว่า จะได้พบพระศรีอาริยเมตไตร ตามที่ท้าวสักกเทวราชตรัสบอกมา จึงเข้าไปหาพระภิกษุทั้งหลายแล้วถามว่า ในอารามนี้มีพระภิกษุเพียงเท่านี้หรือๆว่ายังมีอยู่อีก พระภิกษุทั้งหลายจึงบอกว่ายังมีอยู่อีกรูปหนึ่ง แต่วันนี้ท่านเกิดอาพาธ ไม่สามารถจะลงมายังพระอุโบสถได้ ขณะนี้ได้พักผ่อนอิริยาบถอยู่บนกุฏิ เมื่อตาสุวีฟังเช่นนั้นก็มิได้รอช้า รีบขึ้นไปยังกุฏินั้นทันที
เมื่อพระศรีอาริยเมตไตรโพธิสัตว์ ได้ทัศนาการเห็นตาสุวีมาแต่สถานที่ไกล ได้พิจารณาดูก็รู้ว่า อันว่าท่านมหาบุญได้มาถึงแล้วไม่มีผิดเพี้ยนตามสุบินนิมิตของเราเมื่อคืนนี้
ฝ่ายตาสุวี เมื่อได้ทัศนาการเห็นพระองค์ ก็มิได้มีความลังเลสงสัยแน่ใจว่า ผู้นี้แหละคือพระศรีอาริยเมตไตร จึงเข้าไปสู่ที่ใกล้ ถวายนมัสการแล้วจึงกล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบถวายนมัสการด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ แทบฝ่าพระบาทยุคลทั้งสองของพระองค์ ผู้จะตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายหน้า ดังนี้แล้ว จึงน้อมถวายดอกมณฑาทิพย์ พร้อมด้วยเครื่องสักการะวรามิลทั้งหลาย พระศรีอาริยเมตไตร จึงกล่าวถามว่า ดูก่อนท่านมหาบุญ อันว่าดอกมณฑาทิพย์นี้ ท่านได้มาแต่สถานที่ใด ตาสุวีจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหลายตั้งแต่ต้นจนถึงตนออกจากบ้านและได้พบพระองค์อยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้นับว่าเป็นบุญกุศลที่ข้าพระองค์ได้กระทำและตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้ได้ประสบพบพระองค์ ซึ่งบัดนี้ความปรารถนานั้นสำเร็จสมประสงค์แล้วในวันนี้
เมื่อพระศรีอาริยเมตไตร ได้ฟังคำของตาสุวีเช่นนั้น จึงกล่าวว่า จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอท่านอย่าได้นำเรื่องนี้ไปแสดงให้ผู้ใดทราบก่อน เพราะถ้าเช่นนั้นกิตติศัพท์อันนี้จะลือกระฉ่อนไปทั่วทิศานุทิศ มหาชนทั้งหลาย เมื่อได้ทราบข่าวเช่นนี้แล้ว ก็จะพากันมาเลื่อมใสในตัวอาตมา จะทำให้เกิดการโกลาหลโดยใช่เหตุ เพราะมหาชนทั้งหลายส่วนมาก มีความปรารถนาใคร่ที่จะได้พบอาตมา ส่วนตัวท่านนั้น นับว่าเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่แล้ว ที่ได้มาพบอาตมาในกาลครั้งนี้ ขอให้ท่าน จงหมั่นประกอบกองการกุศลกรรม คุณงามความดีทั้งหลาย มีการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น ให้ยิ่งๆขึ้นไปเถิด จะได้เป็นทางให้ได้ไปบังเกิดร่วมกันในอนาคตกาลภายหน้า
เมื่อพระศรีอาริยเมตไตรและตาสุวี ได้ฟังสนทนาเป็นธัมมสากัจฉา อันนำมาซึ่งความปิติรื่นเริงยินดีตามสมควรแล้ว ตาสุวีจึงได้ปาวารณาตัวเพื่อขออยู่อุปัฏฐากรับใช้พระศรีอาริยเมตไตร อันจะเป็นทางก่อสร้างเพิ่มเติมกุศลบารมีสืบต่อไป
ตาสุวีได้อยู่อุปัฏฐากรับใช้พระศรีอาริยเมตไตรตามความปรารถนาของตนที่อาวาสวัดไลย์นั้น ได้ประกอบด้วยกุศลศรัทธา ชักชวนมหาชนพุทธบริษัททั้งหลายก่อสร้างบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะวัตถุและถาวรวัตถุทั้งหลาย มีโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ เป็นต้น และมีการชักชวนประชาชนร่วมใจกันปลูกต้นโพธิ์และต้นตาล เป็นอาทิ มหาชนทั้งหลายได้ร่วมใจกันบูรณะก่อสร้างวัดไลย์ ให้เจริญรุ่งเรืองได้ดังปรารถนา แต่ตาสุวีนั้นจะได้อิ่มในกองบุญกองกุศลเพียงนั้นก็หาไม่ วันหนึ่งจึงเข้าไปหาพระศรีอาริยเมตไตร แล้วทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์พร้อมด้วยมหาชนพุทธบริษัท ต่างประกอบด้วยกุศลศรัทธาอันแรงกล้า ปรารถนาที่จะทำการหล่อรูปพระองค์ไว้ เพื่อกราบไหว้สักการะบูชา ทั้งจะได้ปรากฏเป็นอนุสสติแก่มหาชนพุทธบริษัททั้งหลายในอนาคตกาลภายหน้าสืบไป
พระศรีอาริยเมตไตรโพธิสัตว์ เมื่อได้สดับตาสุวีทูลมาเช่นนั้น พระองค์ทรงห้ามไว้แล้วตรัสว่า ดูก่อนท่านมหาบุญ อันว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลาย พระองค์ทรงแสดงเจดีย์สถานที่พวกเราพุทธบริษัทพึงกราบไหว้บูชาสักการะไว้ 4 ประเภทด้วยกัน คือ
1.อุทเทสิกเจดีย์ ได้แก่เจดีย์ คือ พระปฏิมาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น
2.บริโภคเจดีย์ ได้แก่ เจดีย์ที่บรรจุเครื่องอุปโภคของพระองค์ มีบาตร จีวร เป็นต้น
3.ธรรมเจดีย์ ได้แก่ เจดีย์ที่บรรจุพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์
4.พระธาตุเจดีย์ ได้แก่เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์
อันว่าเจดีย์ทั้ง 4 ประเภทนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้ เพื่อมหาชนพุทธบริษัททั้งหลาย เมื่อระลึกถึงพระคุณของพระองค์ แล้วจะได้กราบไหว้สักการะนมัสการ เป็นอนุสสติเครื่องระลึกถึงพระองค์ จัดว่าเป็นบุญสถาน 4 ประเภท ก็แลการที่พวกท่านทั้งหลายจะได้ชักชวนกันเพื่อหล่อรูปของอาตมา ไว้เพื่อสักการะบูชานั้น ยังไม่เป็นการสมควร เมื่อท่านทั้งหลายมีศรัทธาปสาทะใคร่ที่จะกระทำแล้วไซร้ ก็ขอให้จงชวนกันหล่อรูปพระปฏิมาเถิด เพื่อเป็นพุทธานุสสติ ทั้งจะไม่ผิดพุทธโอวาทที่ทรงประทานไว้ ยังจะได้เป็นที่กราบไหว้บูชาของพุทธศาสนิกชนบริษัททั้งหลายสืบต่อไปภายภาคหน้า








ภาพปาฏิหาริย์พระศรีอาริยเมตไตรย วัดถ้ำเมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่


พระศรีอาริยเมตไตรย จ.ตาก



By: เนิน นราธร/ชัย กรุงศรี

<<Back     Go to ธรรมะจากหลวงปู่พุทธะอิสระ




ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



ทางหลุดพ้น

พุทธธรรมนำชีวิต article
เส้นทางตรง-อัพยากตาธรรม(บันทึกประสบการณ์จากการปฏิบัติธรรม) เล่ม1-2-3....... article
พระโอวาทและคำสอนของพระบรมโพธิสัตว์กวนอิม article
เหรียญมงคลจักรวาลสุดยอดศักดิ์สิทธิ์ article
เหรียญมงคลจักรวาล update...... article
หลวงพ่อตอบปัญหา article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว