dot
dot
สมัครสมาชิกเว็บไซต์แห่งนี้
อีเมล :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
bulletบทเพลงพระราชนิพนธ์
bulletสมัครสมาชิกเว็บไซต์ฟรี)คลิ๊กที่นี่
bulletHome(Buddha-dhamma.com)พุทธธรรมดอทคอม
bulletคิดอะไรไม่ออกบอกชัยกรุงศรี(เว็บบอร์ดใหม่)
bulletถาม-ตอบปัญหาชีวิต การงานและทั่วไป
bulletรวมบทกวีทิพย์-บทธรรมกวี
bulletเนิน นราธรออนไลน์-แพนทาวน์
bulletธรรมะเพื่อความหลุดพ้น(สมเด็จองค์ปฐม)
bulletธุดงคสถานสุทธาวงศ์มงคลราชพรหมปัญโญ กองทนหลวงพ่อปานฯ
bulletวัดป่ากรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
bulletหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
bulletสมเด็จโต พรหมรังสี(ปู่โต)
bulletธัมมทีโป-สัทธาธิโก(ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติบ้านวังเมือง จ.พังงา
bulletหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี
bulletBuddha Ariyadhamma-Nation
bulletDhammatoNippan-Nation
bulletบัวบานตระการฟ้า-เนชั่น
bulletบัวบาน - เนชั่น
bulletธรรมะสู่นิพพาน-บัวบานเนชั่น
bulletDr.Dhammapratarnporn-Nation(ดร.ธรรมะประทานพร)
bulletดร.ธรรมยาตรา-เนชั่น
bulletดร.ธรรมธารา-เนชั่น
bulletนะโมพุทธายะ-ยะธาพุทโมนะ(เนชั่น)
bulletนะมะพะธะ-นะโมพุทธายะ(เนชั่น)
bulletนะโมพุทธายะ นะมะพะธะ จะภะกะสะ นะมะอะอุ นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุ(เนชั่น)
bulletThailandAsia
bulletThaiBuddhism
bulletMiracle Pictures-Sanook
bulletสารานุกรมเสรีออนไลน์(Wikipedia)
bulletเนิน นราธร -มิตรรักยุวชน คนรุ่นใหม่(O2blog.com)
bulletใจเพชร ยอดขุนพล-เพื่อเยาวชน คนทำงาน(O2blog.com)
bulletมนุษย์ต่างดาว-เพื่อนชาวไทย(O2blog.com)
bulletพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จองค์ปฐม
bulletบ้านฉัตรไชย ชินะปัญชร-แพนทาวน์
bulletเนิน นราธร เว็บบอร์ด
bulletชมรมอดีตพนักงาน บมจ.กสท.-แพนทาวน์
bulletอมตะนิพพาน
bulletอมตะมหานิพพาน
bulletสุขาวดี
bulletพุทธเกษตร
bulletพลังจิตพุทธญาณ
bulletชัย กรุงศรี-แดนหรรษา
bulletกัลยาณมิตร-แดนหรรษา
bulletDhammaforyou-Chaiyo
bulletDhammafrommetoyou-Chaiyo
bulletพลังจิต-พลังธรรม
bulletพลังจิตพุทธรัตนะ
bulletชัย กรุงศรี-กวีทิพย์
bulletปิยมิตร-แดนหรรษา
bulletชัย กรุงศรีเว็บบอร์ด
bulletพุทธญาณเว็บบอร์ด
bulletพุทธธรรมนำทางสร้างชีวิต
bulletพุทธญาณ-กุ๊กเกิ้ลออนไลน์
bulletพุทโธโลยี-เนิน นราธรออนไลน์
bulletสายธารธรรมสู่โลกทิพย์พระนิพพาน
bulletชมรมรักษ์พระบรมธาตุแห่งประเทศไทย
bulletพระบรมธาตุและเจดีย์
bulletพลังจิต
bulletหลวงพ่อพุธ ฐานิโยดอทเน็ท
bulletมูลนิธิพระบรมธาตุในพระสังฆราชูปถัมภ์
bulletพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุพระพุทธสาวก
bulletพระอาจารย์ทูล ขิปปัญโญ
bulletอกาลิโก
bulletวัดหินหมากเป้ง/หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
bulletพระธาตุล้านนา
bulletวัดเขาวง(ถ้ำนารายณ์) สระบุรี
bulletพระรัตนตรัย
bulletพระอาจารย์ชา สุภัทโท
bulletวัตรทรงธรรมกัลยาณี/ธัมมนันทาภิกษุณี
bulletเครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย
bulletชมรมพุทธศาสตร์สากล
bulletวัดไทยในต่างประเทศ
bulletวัดป่าสุนันทาราม(พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)
bulletวัดเขาสุกิม จันทบุรี/หลวงพ่อสมชายฯ
bulletวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
bulletวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ราชบุรี
bulletวัดพระพุทธบาทสระบุรี
bulletมหาเถรสมาคม
bulletสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
bulletธรรมจักร
bulletวิโมกข์/วัดสังฆทาน นนทบุรี
bulletพระไตรปิฎก
bulletวัดธรรมประทีป วอชิงตัน ดี ซี
bulletกรรมฐานดอทคอม(ภาษาอังกฤษ-ไทย)
bulletวัดป่านานาชาติ
bulletวัดยานนาวา/มูลนิธิโคมคำ
bulletsunnataram
bulletคิดดี-ทำดี-จิตดี
bulletวัดโสมนัสราชวรวิหาร
bulletวัดพุทธวิหารแอสตัน เบอร์มิงแฮม อังกฤษ
bulletพุทธญาณ(มหายาน)
bulletหลวงพ่อเกษม เขมโก
bulletชมรมเวบพระพุทธศาสนา
bulletวัดท่าตอน เชียงใหม่
bullet84000 พระธรรมขันธ์
bulletวัดเขาหินเทิน ประจวบคีรีขันธ์
bulletวัดเกาะวาลุการาม ลำปาง
bulletวิปัสสนาดอทคอม
bulletกัลยาณมิตรดอทโออาร์จี
bulletดาวดึงส์ดอทคอม
bulletบ้านเรือนไทย ลาดพร้าว
bulletวัดร่ำเปิง เชียงใหม่
bulletพระรัตนตรัย-ไตรสรณาคมน์
bulletโลกทิพย์-โลกลี้ลับ
bulletดวงแก้ว
bulletลานธรรม
bulletสำนักข่าวชาวพุทธ
bulletbuddhanet
bulletพุทธภูมิ
bulletมิลาเรปะ/พระธิเบต
bulletสันติธรรม
bulletวิโมกข์ธรรม
bulletสวดมนต์ดอทคอม
bulletอารยัน.....แดนอาริยะ
bulletพุทธธรรมนำชีวิต
bulletสำนักพุทธพจน์ธรรมะ
bulletมูลนิธิพันดารา
bulletมังกรจักรวาล-ดร.สุวินัย ภรณวลัย
bulletพุทธธรรมดอทเน็ท
bulletวิถีอนุตตรธรรม
bulletร้องเรียน ร้องทุกข์เ สนอแนะนายกรัฐมนตรี
bulletร้องทุกข์ผู้ว่า กทม.ศูนย์ 1555
bulletตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล
bulletกัลยาณธรรม
bulletมโนธรรม
bulletศูนย์รับบริจาคออนไลน์(มูลนิธิอินเทอร์เนตร่วมพัฒนาไทย)
bulletแม่ชีพิมพา ทองเกลา
bulletมูลนิธิอภิธรรมฯ
bulletธรรมออนไลน์
bulletรื่นเริงในธรรม
bulletลึกลับพิศดาร
bulletsupawangreen
bulletธรรมสวนะ
bulletวัดพุสวรรค์ แก่งกระจาน เพชรบุรี
bulletพุทธสยาม
bulletบ้านธรรมะ
bulletพิษณุโลก
bulletโรงเรียนพระปริยัติธรรม
bulletคริสต์จักรยุคพระคุณ
bulletคริสต์จักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย
bulletมุสลิมไซเบอร์เน็ท
bulletmonkchat
bulletธรรมะไทย
bulletบ้านธรรมะ
bulletบ้านใส่ใจ
bulletศาลาธรรม
bulletกสิณ
bulletคนดี
bulletพระไทย
bulletกุศล
bulletสาธุ
bulletรักบ้านเกิด
bulletซีดีธรรมะ
bulletพระราหู
bulletชุมนุมพระไทยในอินเตอร์เนต
bulletจากใจถึงใจ
bulletปริยัติธรรมออนไลน์
bulletตะวันธรรม
bulletสถานีธรรมะ
bulletเทวาลัย
bulletdhammalife
bulletพระไทย
bulletอาจารย์บุญรักษาฯ
bulletdharmanet
bulletปิยะปรานี
bulletบ้านฝัน
bulletลานวัด
bulletน้ำใจไทย
bulletพระนิพพาน
bulletบ้านแสงจันทร์
bulletลานพุทธศาสนา


พุทธธรรมดอทคอม-สถาบันพัฒนาทางจิต
หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม วัดอัมพวัน สิงห์บุรี


พระพุทธบาทสี่รอย/วัดพุสวรรค์ article

พระพุทธบาทสี่รอย


พระพุทธบาท 4 รอย

คำไหว้พระพุทธบาทสี่รอย…………

“สาธุ โกสัมพิยัง อะวิทูเร เวภาระปัพพะเต กะกุสันโธ……………….
โกนาคะมะโน กัสสะโป โคตะโม……………
ปาทะเจติยัง ชินะธาตุ จะฐะเปตวา อะหัง วันทามิ ทูระโต “

รูปพระพุทธบาท 4 รอย

รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงมาแล้ว ในภัทรกัปป์นี้คือ……..
รอยแรก……..รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ
รอยที่ 2………รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ
รอยที่ 3………รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะ
รอยที่ 4………รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตมะ

ด้วยอานิสงส์แห่งบุญบารมีในการเผยแพร่ประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาท 4 รอยและพระพุทธธรรมต่างๆ เพื่อเป็นธรรมทาน ในเว็บไซต์แห่งนี้ คณะผู้จัดทำขออุทิศบุญกุศลถวายแด่….พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระโพธิสัตว์เจ้าทุกๆพระองค์ พระอรหันตเจ้าทุกๆพระองค์…….คุณบิดา มารดา ทุกภพทุกชาติ คุณครูอุปัชฌาจารย์ทุกภพทุกชาติ เจ้ากรรมนายเวร โรคกรรม โรคเวรทุกภพทุกชาติ ตลอดจนถวายเป็นพระราชกุศลแด่บูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าของไทยทุกๆพระองค์ พระสยามเทวาธิราช ขุนศึก นักรบที่ต่อสู้ป้องกันเพื่อรักษาชาติไทยตั้งแต่โบราณกาลถึงปัจจุบันทุกๆคน รวมทั้งเพื่อนมนุษย์ สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย……..ขอให้ทุกท่านได้ถึงซึ่ง มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ตามความปรารถนาทุกประการ เทอญ…….นิพพานะ ปัจจโย โหตุ สาธุ ๆ ๆ………..

หลวงปู่ครูบาชัยวงศาพัฒนาสอนไว้ว่า…..อย่าประมาท

“เราเป็นผู้กระทำบุญ แสวงหาสุขภายหน้า………………
เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ฉะนี้แล้ว อย่าให้เสียเวลา…………….
ควรเร่งกระทำบุญ ไปตามเวลา กาละอันควร……………
บ่ควรจักอ้างว่า……..ตัวนี้หนุ่มอยู่ ปล่อยมันเฒ่า มันแก่เสียก่อนค่อยทำ…………
จะว่าอย่างนั้นก็บ่ควร………………
อันความตายแห่งคนทั้งหลาย มันบ่แน่ ควรพิจารณาให้ดีๆ…………
ครั้นว่า เจตนามี เราควรเร่งกระทำเสียเมื่อยามหนุ่มนี้ ประเสริฐแล……………..


ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย
อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ฉบับล้านนาไทย

ความเป็นมาของมหาศิลาเปรต…………

ย้อนไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น นับได้ 92 กัปป์ที่ล่วงมาแล้ว ในสมัยนั้นแล ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า” เสด็จอุบัติขึ้นมาในโลก เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ให้ล่วงพ้นวัฏฏสงสาร เฉกเช่นเดียวกับ พระสมณะโคดมพุทธเจ้าของเราในปรัตยุบันสมัยนี้………………
ในครั้งนั้น ยังมีพระสาวกองค์หนึ่งในพระวิปัสสีพุทธเจ้า มีฐานะเป็นพระสังฆนายก ปกครองพระภิกษุเถรานุเถระเป็นจำนวนมาก แต่พระสังฆนายกองค์นี้ กลับแสวงหาปัจจัยทั้งสี่ อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานะปัจจัยมากเกินสมควร ได้มีคำสั่งออกไปทั่วสังฆมณฑลว่า “วัดของเรานี้ ไม่เหมือนวัดอื่นๆ ด้วยเป็นที่ชุมนุมของพระมหาเถระเจ้าทั้งหลาย อยู่เนืองนิตย์ ฉะนั้น ขอให้พระภิกษุทั้งหลาย จงนำเอาปัจจัยสี่ อันเป็นของสงฆ์ทั้งหลาย อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานะปัจจัย รวมทั้งแก้วแหวนเงินทองทั้งปวง มาให้แก่วัดเรา เพื่อว่าเราจะได้นำมาถวายทาน แก่พระมหาเถระเจ้าทั้งหลายต่อไป” เมื่อพระภิกษุทั้งหลาย ได้รับคำสั่งของพระสังฆนายกดังนี้แล้ว ต่างก็ล้วนลำบากใจ แต่ไม่กล้าทักท้วงคัดค้าน ด้วยเกรงจะมีความผิด คงได้แต่จำใจนำของมามอบให้ ที่วัดของพระสังฆนายกจนเต็มโบสถ์ เต็มวิหารไปหมด ท้ายที่สุด เมื่อพระสังฆนายกองค์นั้นได้มรณภาพลงไปแล้ว ก็ได้ตกนรก จมลงไปหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิทั้ง 4 ตลอดกาลนาน ด้วยผลกรรมที่ได้เบียดเบียนพระสงฆ์ทั้งหลาย ให้ต้องได้รับความลำบาก เมื่อชดใช้กรรมในนรกแล้ว อดีตพระสังฆนายกองค์นั้น ก็ได้เกิดมาเป็นเปรต มีนามว่า “มหาศิลาหลวงใหญ่”(เปรตหิน) พูดวาจาใดๆไม่ได้ ด้วยสรีระกลายเป็นหิน…………

พระพุทธเจ้ากกุสันโธ เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาท ไว้เหนือหินมหาศิลาเปรต เป็นรอยแรก โดยทรงประทานให้เอง………….
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกาลเวลาได้ล่วงเลยมาถึง 92 กัป ลุถึงสมัย “พระพุทธเจ้ากกุสันโธ” ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 1 ในมหาภัทรกัปป์นี้ พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตแล้ว จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้เหนือก้อนหินมหาศิลาเปรตนั้นเป็นรอยแรก และทรงมีพระมหากรุณาตรัสสอนมหาศิลาเปรต และให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะกิจ โจ อัปปะกิจ โจ” ซึ่งหมายถึง เป็นนักบวชควรทำตนเป็นผู้มีภาระน้อย เพราะการมีภาระมาก ไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผลนิพพาน จะกลายเป็นมารมาผูกมัดจิตใจ ทำให้ตนต้องไปตกอยู่ในอบายภูมิ…………..

พระพุทธเจ้าโกนาคมโน เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต และทรงเมตตาประทับรอยพระบาท เป็นรอยที่ 2 โดยทรงประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ……

ภายหลังที่พระพุทธเจ้ากกุสันโธ ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงสมัยของ “พระพุทธเจ้าโกนาคมโน” พระองค์ก็ได้เสด็จมาที่มหาศิลาเปรต และได้ตรัสสอนมหาศิลาเปรต ให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “สัลละหุ กะวุตติ “ ไปตลอด จะได้หลุดพ้นจากความเป็นเปรตในภายภาคหน้า จากนั้น พระพุทธเจ้าโกนาคมโน ก็ได้ทรงประทับรอยพระบาทซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ เป็นรอยที่ 2 (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยที่ 1 )

พระพุทธเจ้ากัสสโป เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาท เป็นรอยที่ 3 โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 2 พระองค์ในมหาภัทรกัปป์นี้………….

ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงสมัยพระพุทธเจ้ากัสสโป ซึ่งพระองค์ก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือเพื่อทรงชี้แนวทางตรงไปสู่พระนิพพานหนึ่ง และเพื่อให้มหาศิลาเปรตนั้น พ้นจากปิตติวิสัย(แดนของเปรต)อีกประการหนึ่ง พระพุทธเจ้ากัสสโป จึงเสด็จมาโปรดที่มหาศิลาเปรต เป็นพระองค์ที่3 และได้ทรงมีพระพุทธดำรัส ตรัสชี้แนะให้มหาศิลาเปรตนั้น ภาวนาบริกรรมคาถาว่า “อัปปะคัพโภ อัปปะคัพโภ” ด้วยทรงมีพระมหากรุณาให้พ้นจากความเป็นหิน แล้วจึงได้ทรงประทับรอยพระบาท ซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 2 พระองค์ ปรากฏเป็นรอยที่ 3 ขึ้นมา(ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาททั้ง 2 รอย)……………

พระพุทธเจ้าโคตโม(พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน) เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต ณ เวภารบรรพต (วัดพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้) และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาท เป็นรอยที่ 4 โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ในมหาภัทรกัปป์นี้……………

ภายหลังจากที่ “พระพุทธเจ้ากัสสโป” ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มาถึงพุทธสมัยแห่งพระศาสนาของ”พระพุทธเจ้าโคตโม”(พระสมณะโคดม) ได้เสด็จจาริกประกาศธรรม โปรดเวไนยสัตว์ไปตามสถานที่ต่างๆพร้อมด้วยพุทธสาวก 500 องค์ มีพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอานนท์ เป็นต้น จนกระทั่งเสด็จมายังปัจจันตประเทศ(ประเทศไทยมนปัจจุบัน) ถึงเทือกเขาตอนเหนือของประเทศ ชื่อ เวภารบรรพต(สถานที่แห่งนี้) และได้แวะเสวยจังหัน อยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์เสวยจังหันเสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั่น ก็ได้ทรงทราบด้วยพระญาณสมาบัติ ว่าบนเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ก่อนในภัทรกัปป์นี้ ประทับอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่ พระองค์ก็ทรงเล็งดู รอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ,พระพุทธเจ้าโกนาคมโน,พระพุทธเจ้ากัสสโป……………
ในวาระนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม ได้มีพระพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า
“ดูกรอานนท์ ก้อนศิลาอันงามวิเศษ ที่เป็นเหตุโปรดสัตว์ทั้งหลายยังปรากฏมีอยู่ฤๅ”
พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก จึงกราบทูลว่า
“ภันเต ภะคะวา ก้อนหินนี้ มีรอยพระพุทธบาทใหญ่ 3 รอย งดงามยิ่งนัก เหมือนรอยพระพุทธบาทของพระศาสดา พระพุทธเจ้าข้า “
จากนั้น พระพุทธเจ้าโคตโม จึงได้ตรัสถึงอดีตกาล ที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปางบรรพ์ประทานแก่พระอานนท์และพุทธสาวก ว่า……………
“ดูกรอานนท์ ก้อนศิลานี้มิใช่ศิลาแท้จริงดอก แต่เป็นก้อนอสุรา ที่กลับกลายเป็นก้อนศิลา(เป็นศิลาเปรต) ศิลานี้เคยเป็นพุทธสาวกในพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี สมัยนั้นท่านเป็นพระสังฆนายก ถืออำนาจบาตรใหญ่ บังคับเอาของของคนอื่นมาเป็นของตน ตนเองเป็นพระภิกษุ แต่มักมาก ถือว่าตนเองฉลาดคิดว่าตนเองได้ของมาโดยบริสุทธิ์ โดยมิได้คำนึงถึงความผิดถูกตามพระธรรมวินัย ถือว่าตนเองเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าแลเป็นใหญ่ เอาของของสงฆ์มาใช้ตามอำเภอใจ จึงทำให้เกิดเป็นศิลาเปรตอยู่ในบัดนี้ พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ ทุกพระองค์ และแม้พระศรีอริยเมตไตรย ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ และจักประทับรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว(คือประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว)……….
เมื่อพระพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่า ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลาย ก็จักนำเอาพระธาตุของกูตถาคตมาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทนี้ ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว 2,000 ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย เพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย จักได้มากราบไหว้และสักการะบูชา เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว จึงมีรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย………………
เมื่อพระพุทธองค์ประทับรอยพระบาทแล้ว ก็เสด็จไปเชตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแล เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลาย ก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานล่วงแล้วประมาณ 2,000 วัสสา(ปี) เทวดาทั้งหลายต้องการให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลาย ตามที่พระองค์ทรงอธิษฐานไว้ ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้ง(เหยี่ยว)ตัวใหญ่ บินลงมาจากเวภารบรรพต อันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ ไปจับลูกไก่ของชาวบ้าน(พรานป่า)ที่อาศัยอยู่เชิงเขาเวภารบรรพต แล้วบินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา พรานป่าโกรธมาก จึงติดตามขึ้นไป คิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไปค้นหาดู แต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก เห็นแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอยอันอยู่บนพื้นใต้ต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้นจึงทำการสักการะบูชา เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่บ้าน ก็บอกเล่าแก่ชาวบ้านทั้งหลาย คนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชา และเรียกขานพระพุทธบาทนั้นว่า พระบาทรังรุ้ง(รังเหยี่ยว)……………
บูรพมหากษัตริย์ในอดีตของล้านนาและเชื้อพระวงศ์และบูรพมหากษัตริย์ของไทย ที่เคยเสด็จไปกราบไหว้และสักการะบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย…………..
ในสมัยนั้นมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่า พระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าว จึงมีพระราชศรัทธาประสงค์จะเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอย ครั้นแล้วได้เสด็จพร้อมด้วยพระราชเทวีและเสนาอมาตย์พร้อมกับบริวารทั้งหลาย และเมื่อทรงกราบนมัสการเสร็จแล้ว พระองค์พร้อมด้วยพระราชเทวีและบริวารทั้งหลาย จึงเสด็จกลับสู่เมืองเชียงใหม่ เสวยราชสมบัติตราบเมี้ยน(สิ้น)อายุขัยแล้ว พระโอรสและพระนัดดา ที่สืบราชสมบัติต่อมา ก็เจริญรอยตามพระยุคลบาท ได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาททั้งสี่รอยทุกๆพระองค์ หลังจากนั้นมา พระบาทรังรุ้ง หรือ รังเหยี่ยว นี้ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “พระพุทธบาทสี่รอย “…………..
มาในสมัยยุคหลัง คนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่า พระพุทธบาทสี่รอย เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงมาแล้ว ในภัทรกัปป์นี้ คือ รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ ซึ่งเป็นรอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว 12 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมโน เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสโป เป็นรอยที่ 3 ยาว 7 ศอก รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตโม(องค์ปัจจุบันนี้) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กสุด ยาว 4 ศอก เมื่อมาถึงพระยาธรรมช้างเผือก ผู้ครองนครเมืองเชียงใหม่พร้อมด้วยบริวาร 500 คน ก็เสด็จขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างพระวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว โดยแต่เดิม ถ้าใครจะดูรอยพระพุทธบาทสี่รอยบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปดู ซึ่งก็คงขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือก จึงรับสั่งให้สร้างแท่นยืนคล้ายๆนั่งร้าน รอบๆก้อนหินที่มีพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อที่ผู้หญิงจะได้เห็นรอยพระพุทธบาทด้วยและได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้…………..
ต่อมาพระชายาเจ้าดารารัศมีได้เสด็จขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้มีศรัทธาก่อสร้างวิหาร เพื่อเป็นการสักการะบูชารอยพระพุทธบาทไว้ 1 หลัง หลังเล็ก ถวายเป็นพุทธบูชา ปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้ว ทั้งหลังจะเหลือไว้แต่ผนังวิหาร พื้นวิหาร และแท่นพระซึ่งยังเป็นของเดิมอยู่ ถ้าหากท่านใดมีโอกาสขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย ก็จะเห็นวิหารแห่งนี้…………….
นอกจากนี้ หลักฐานในกาลวัตถุที่สำคัญอย่างยิ่งอีกประการหนึ่ง ได้ปรากฏอยู่ในหนังสือโบราณ”คำให้การของขุนหลวงหาวัด” ซึ่งเป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ต้นจนอวสาน ที่พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่า มีพระบัญชาให้อาลักษณ์บันทึกจากถ้อยรับสั่งของเจ้าฟ้าอุทุมพร(ขุนหลวงหาวัด) ภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อ 2310 ไว้อย่างละเอียด โดยตอนหนึ่ง ได้กล่าวถึง เมื่อคราวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย(สมัยโบราณเรียก รอยพระพุทธบาทรังรุ้ง หรือ รอยพระพุทธบาทเขารังรุ้ง) ไว้อย่างชัดเจนว่า……………..
“สมัยสมเด็จระนเรศวรยกทัพไปรบที่เมืองหาง พระองค์ทรงทราบว่า มีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขา เรียก”เขารังรุ้ง” จึงได้เสด็จขึ้นไปนมัสการ ทรงเปลื้องเครื่องทรงทั้งสังวาลย์และภูษา แล้วทรงถวายไว้ในรอยพระพุทธบาทและทำสักการะบูชาด้วย ธง ธูป เทียน ข้าวตอก ดอกไม้ มีเครื่องทั้งปวงเป็นอันมาก แล้วจึงทำการพิธีสมโภชอยู่เจ็ดราตรี “……………
จากข้อความประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้เอง ทำให้เราได้ทราบข้อเท็จจริงในทางโบราณคดีเพิ่มเติมอีกประการหนึ่งว่า โดยแท้จริงแล้ว รอยพระพุทธบาทในประเทศไทยรอยแรกที่คนไทยได้ค้นพบและรู้จักมักคุ้นนั้นก็คือ พระพุทธบาทสี่รอย อันประดิษฐานอยู่ ณ เขต อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบันนี่เอง ในขณะที่รอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี ณ เขาสัจจพันธ์นั้น ได้รับการค้นพบเจอในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งเป็นยุคหลังจากรัชสมัยแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชถึงกว่า 5 ศตวรรษ จากสาส์นของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ทรงบันทึกไว้ว่า พระพุทธบาทสี่รอยแห่งนี้ เป็นพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แม้กรุงศรีอยุธยาก็ยังจำลองรอยพระพุทธบาทไปไว้ที่ปราสาทนครหลวง ที่วัดจันทร์ลอย ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา………….

พระอริยสงฆ์ที่สำคัญของล้านนาและของประเทศไทย ที่เคยธุดงค์เพื่อไปกราบสักการะบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย………………..

เมื่อปี พ.ศ.2472 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหาร ที่เจ้าพระยาธรรมช้างเผือกสร้างไว้ชั่วคราวนั้นเสียแล้ว ได้สร้างวิหารใหม่ครอบรอยพระพุทธบาทไว้ และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อรักษาให้อยู่ค้ำชูพุทธศาสนาสืบไปตลอดกาลนาน……………….
ด้วยวัดพระพุทธบาทสี่รอย เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง 4 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนาคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป พระพุทธเจ้าโคตโม(องค์ปัจจุบัน) จึงนับได้ว่าเป็นปูชนียสถานที่มีความสำคัญมาก เป็นที่สักการะบูชาของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย ซึ่งพระพุทธบาททั้งสี่รอยนี้ ครูบาอาจารย์ พระธุดงค์กรรมฐานสายครูบาเจ้าศรีวิชัย หลายองค์ อาทิเช่น ครูบาหน้อย ชยวํโส วัดบ้านปง,ครูบาอิน อินโท วัดฟ้าหลั่ง,ครูบาอินแก้ว ,ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี,ครูบาบุญปั๋น ธัมมปัญโญ วัดร้องขุ้ม,ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพรพุทธบาทห้วยต้ม,พระอาจารย์ทอง วัดพระธาตุศรีจอมทอง,ครูบาเทือง นาถสีโล วัดบ้านเด่น เป็นต้น และพระธุดงค์กรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น ได้แก่หลวงปู่มั่น ภูริฑัตโต วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร,หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่, หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดป่าอรัญญวิเวก นครพนม,หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง หนองคาย,หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง เชียงใหม่,หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ เลย,หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่,หลวงปู่จาม,พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป และอีกหลายองค์ ในสายพระอาจารย์มั่น นอกจากนี้ยังมีหลวงปู่สี ฉันทสิริ วัดเขาถ้ำบุญนาค นครสวรรค์(ได้ยาอายุวัฒนะจากบริเวณป่าใกล้วัดพระพุทธบาทสี่รอย)หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวัณโณ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร,หลวงพ่ออุตตมะ อุตตมรัมโภ วัดวังก์วิเวการาม(ได้ธุดงค์ไปองค์เดี่ยว เพื่อไปกราบนมัสการเมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว ราว พ.ศ.2490)และหลวงพ่อสมควร วัดถือน้ำ นครสวรรค์,หลวงปู่เมฆ วัดป่าขวางพระเลไลย์ สงขลา ได้เคยเดินธุดงค์ขึ้นไปนมัสการแล้วและได้รับรองว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่แท้จริง………………
นอกจากนี้ ยังได้รับคำยืนยันรับรองของหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม วัดอรัญญวิเวก จังหวัดนครพนมว่า รอยพระพุทธบาทดังกล่าว เป็นรอยพระพุทธบาท 4 รอยของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ในมหาภัทรกัปป์นี้จริง และเป็นสัญลักษณ์แห่งมหาภัทรกัปป์ ที่สำคัญสูงสุดในจักรวาล และรอยพระพุทธบาททั้ง 4 รอยนี้ ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่………………………
นอกจากนี้ หลวงปู่สิม พุทธจาโร ซึ่งเคยเดินขึ้นไปนมัสการมาแล้วเช่นกัน ดังธรรมเทศนาของท่านตอนหนึ่ง(คัดลอกมาจากหนังสือพุทธาจารานุสรณ์ ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พุทธศักราช 2536)……..
“ในเขตเชียงใหม่นี้ ยังมีพระบาทสี่รอยอยู่ในเขตอำเภอแม่ริม แต่ว่าลึกเข้าไปในภูเขา หลวงปู่ผู้เทศน์ไปดูแล้ว ไปกราบไหว้ มันเป็นก้อนหินก้อนใหญ่ เป็นก้อนสี่เหลี่ยม ขึ้นไปอยู่ข้างริมแม่น้ำ พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้มาตรัสรู้ในโลก ท่านก็มาเหยียบรอยพระพุทธบาทไว้ในยอดหินก้อนนั้น ยาวขนาด 12 ศอก เมื่อหมดศาสนาพระพุทธเจ้ากกุสันโธแล้ว พระพุทธเจ้าโกนาคมโน ก็มารื้อขนสัตว์ไปอีก ก่อนนิพพานท่านก็มาเหยียบไว้ที่พระบาทแม่ริมนี้เป็นรอยที่สอง(ขนาด)ลดลงมา มาถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสโปมาตรัสรู้ ท่านก็มาเหยียบไว้ ได้สามรอย และพระพุทธเจ้าโคดมมาตรัสรู้ ก่อนที่ท่านจะนิพพาน ก็เหยียบรอยพระบาทไว้ในก้อนหินก้อนเดียวกัน จึงให้ชื่อว่า พระพุทธบาทสี่รอย ยังมีพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์จะมาตรัสรู้ แล้วโปรดเวไนยสัตว์ ก็มาเหยียบไว้อีก เรียกว่าแผ่นดินที่เราเกิดนี้ นับว่าเป็นแผ่นดินที่ร่ำรวยที่สุด แผ่นดินนี้ เรียกว่าภัทรกัปป์ มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาตรัสรู้ได้ห้าพระองค์ พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสสอนก็ตาม ก็สอนให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลาย บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ละกิเลสความโกรธ ความโลภ ความหลงอันเก่านี่แหละ เมื่อใดปฏิบัติภาวนาบารมีเต็มแล้ว ก็รู้แจ้งพระนิพพาน เมื่อรูปนามแตกดับแล้ว ไปสู่นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกอันแสนทุรกันดารนี้อีกต่อไป “…………..

สถานที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทสี่รอยดั้งเดิมที่มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานไว้…………….
มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่า ความจริงแล้ว หินก้อนนี้อยู่ที่ป่าหิมพานต์ แต่นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า หินนั้นได้ตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ส่วนผู้ที่จะกล่าวแก้ควรบอกว่า ป่าก็ดี เขาก็ดี ที่มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ไม่ขาด ทั้งกลางวันและกลางคืน ที่แห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า ป่าหิมพานต์ ธรรมชาติของเปรตทั้งหลาย ไม่เคยมีตัวมีตนในเมืองมนุษย์ แต่ธรรมชาติของเปรตทั้งหลาย ย่อมเกิดเป็นตัวเป็นตนในป่าหิมพานต์เท่านั้น หากแต่พระอริยสาวกทีมีอิทธิปาฏิหาริย์ ได้อัญเชิญมาด้วยกำลังฤทธิ์ เพื่อที่จะให้เป็นที่กราบไหว้และสักการะบูชาแก่ชาว “ตามิละ “(ลัวะ)……………
พวกชาวเขา(ลัวะ)และคน”ยาง” หากมารักษาและสักการะรอยพระพุทธบาทแล้ว ฝนฟ้าก็จักตกต้องตามฤดูกาลเป็นอันดี ด้วยพุทธานุภาพ และแม้ในกาลอนาคต พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่หินก้อนนี้อีกเป็นรอยที่ 5 จนล่วงไปอีกราว 2,000 ปี หินก้อนนี้ก็จะแตกสลายลง บังเกิดเป็นมนุษย์ขึ้น ซึ่งมนุษย์คนนี้ จะได้บวชในพระพุทธศาสนา สำเร็จมรรคผลนิพพานในสมัยพระศาสนาแห่งพระศรีอริยเมตตไตรยพุทธเจ้านั่นแล ฯ
ยังมีพระผู้รอบรู้พระไตรปิฎกองค์หนึ่ง ถามว่า “พระบาท 4 รอยนี้ จะเจริญรุ่งเรืองเมื่อใด “…………..
ผู้ที่จะกล่าวแก้ปัญหาควรกล่าวว่า “ดูกรท่านทั้งหลาย อันบาลีแห่งพระพุทธเจ้า กล่าวไว้ว่า ปฐมเบื้องต้น มัชฌิมะเบื้องกลาง ปัจฉิมะเบื้องปลาย เหตุบาลีว่า อาทิกัลยาณัง งามในเบื้องต้น มัชเฌกัลยาณัง งามในท่ามกลาง ปริโยสานากัลยาณัง งามในที่สุด งามในที่แล้ว(ที่สุด)แห่งศาสนาพระพุทธเจ้า พระพุทธบาท 4 รอยนี้ จักเจริญรุ่งเรืองงามในท่ามกลางศาสนาจริงแล ฯ “
ดังนั้น ก็นับว่าพระพุทธบาทสี่รอยนี้ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ เป็นที่สักการะบูชามาช้านาน ถ้าหากว่าผู้ใดมีจิตศรัทธาที่จะขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย ก็ควรที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไปถึงแล้ว ก็ควรที่จะสำรวมกาย วาจา ใจ ให้มันเป็นปกติ ก็ชื่อว่ารักษาศีล ก็ทำให้เกิดสมาธิ ให้มีจิตใจที่ตั้งมั่น ทำให้เกิดปัญญา และจักได้ชื่อว่า เจริญตามรอยพระพุทธบาทของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง การที่มีคนศรัทธาเดินทางขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ก็เหมือนกับว่ามีดวงจิต ดวงใจ อยู่ในสมาธิ ภาวนา มีพุทธานุสติเกิดขึ้นในจิตใจ และประกอบไปด้วยความศรัทธาและความเพียร ขันติ ความอดทน การที่จะขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ถนนหนทางไม่สู้จะสะดวกเท่าไร เป็นทางขึ้นเขา ทางเดินแคบ ขึ้นได้สะดวกก็ช่วงฤดูแล้ง ช่วงฤดูฝนก็ลำบาก จึงเป็นการวัดถึงจิตใจของพุทธศาสนิกชน ว่าจะมีคนที่ศรัทธา และวิริยะ ที่จะขึ้นไปเพื่อกราบไหว้และสักการะเพียงใด ถ้าหากว่าใคร ได้ไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็นับว่าเป็นศิริมงคล และจะได้รับผลานิสงส์เป็นอย่างมาก……………..
ดังนั้น ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย ที่ได้มากราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยแล้ว หรือผู้ที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอยแล้ว ก็ใคร่จะกล่าวกับท่านทั้งหลายว่า การที่พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์เสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ที่นี้ ก็เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย เพื่อเป็นหนทางไปสู่พระนิพพาน ดังนั้น การที่เราได้กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ด้วยเครื่องสักการะบูชา มีดอกไม้ ธูป เทียน ก็ยังไม่ได้เจริญตามรอยพระพุทธบาทของพระพุทธองค์ เพราะพระพุทธองค์ทรงมุ่งหวังให้เราทั้งหลาย เจริญรอยตามพระพุทธองค์ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิ ภาวนา ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงโปรดให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย โดยเฉพาะการเจริญสมาธินั้น พระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่ามีอานิสงส์กว่าการให้ทาน ซึ่งเป็นหนทางสู่มรรค ผล นิพพาน โดยแท้จริง……………..
วาระสุดท้ายนี้ ท่านผู้ใดที่ได้อ่านประวัติความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอยนี้แล้ว กรุณาใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้ และให้ถึงศรัทธาในดวงจิต ดวงใจ ให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่เดินทางขึ้นมา กราบพระพุทธบาทสี่รอย อาตมาขอให้ท่านทั้งหลาย ที่ได้เดินทางมากราบพระพุทธบาทสี่รอยแล้ว หรือได้อ่านประวัติพระพุทธบาทสี่รอย จงประสบแต่ความสุข ความเจริญก้าวหน้าในทาน ศีล ภาวนา มีปัญญารู้แจ้งในอริยสัจสี่ พ้นจากกิเลส กองทุกข์ทั้งหลาย จงมีแด่ทุกท่านด้วยเทอญ….สาธุ………….

พระพรชัย ปิยะวัณโณ
เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท 4 รอย




พระพุทธบาทสี่รอย.....สิ่งมหัศจรรย์ที่สำคัญสูงสุดในจักรวาล

ตำนานความเป็นมา
ของพระพุทธบาทสี่รอย

เมื่อครั้งสมัยพุทธกาล องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาสนาปัจจุบันนี้ ได้เสด็จจารึกประกาศธรรมและโปรดเวไนยสัตว์มายังปัจจันตประเทศ(ประเทศไทยในปัจจุบัน) จนกระทั่งมาถึงเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศ ชื่อเขา”เวภารบรรพต” ซึ่งขณะนั้นได้เสด็จพร้อมกับพุทธสาวก 500 องค์ และได้แวะฉันจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้ เมื่อพระพุทธองค์ฉันจังหันเสร็จ ขณะประทับอยู่ที่นั้น ก็ได้ทราบด้วยญาณสมาบัติว่า บนเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ามาประทับอยู่บนก้อนหินก้อนใหญ่ คือ พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในภัททกัปนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ,พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ,พระพุทธเจ้ากัสสปะ, อันมีในที่นี้พุทธสาวกทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเป็นประธาน เมื่อเห็นเช่นนี้จึงทูลถามว่า พระพุทธองค์ทรงเล็งดูด้วยเหตุใด พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย สถานที่แห่งนี้ แม้นว่าพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาล ก็มาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ทุกๆพระองค์ และแม้นว่า พระศรีอาริยเมตไตรย ก็จักเสด็จมาประทับรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี่ และจักประทับรอยพระบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว (คือประทับลบรอยทั้งสี่ให้เหลือรอยเดียว) เมื่อพุทธองค์ตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ จึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราประทับรอยพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นแล้ว ก็ทรงอธิษฐานว่า ในเมื่อเราตถาคตนิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของเราตถาคต มาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทที่นี่ ในเมื่อเราตถาคตนิพพานไปแล้ว 2,000 ปี พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงคนและเทวดาทั้งหลาย ก็จักได้มาไหว้และบูชา เมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จไปเชตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีวันนั้นแล
เมื่อพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้ว เทวดาทั้งหลาย ก็นำเอาพระธาตุของพระพุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย เมื่อพระพุทธองค์นิพพานล่วงแล้วมาประมาณ 2,000 วัสสา เทวดาทั้งหลายต้องการอยากให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลาย ตามที่พระพุทธองค์ทรงอธิษฐานไว้ จึงได้เนรมิตเป็นรุ้งตัวใหญ่(เหยี่ยว) บินลงจากภูเขาเวภารบรรพต อันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ เพื่อบินลงไปเอาลูกไก่ของชาวบ้าน(คนป่า) ที่อยู่ตีนเขาเวภารบรรพต แล้วก็บินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา พรานป่าก็โกรธมาก จึงตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไปค้นหาดู แต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้น เห็นแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอย อันอยู่พื้นต้นไม้และเถาวัลย์ พรานป่าผู้นั้น ก็ทำการสักการะบูชา เสร็จแล้วก็ลงจากภูเขา พอมาถึงหมู่บ้าน ก็เล่าบอกแก่ชาวบ้านทั้งหลายฟัง (ความอันนั้นก็ปรากฏสืบๆกันไปแรกแต่นั้นไป คนทั้งหลายที่ทราบ ก็พากันไปสักการะบูชามาก แต่นั้นมา จึงได้ชื่อว่า “พระบาทรังรุ้ง”(รังเหยี่ยว)
ในสมัยนั้น มีพระยาตนหนึ่งชื่อว่า พระยาเม็งราย เสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ ได้ทราบข่าว จึงมีพระราชศรัทธา อยากเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอย ก็นำเอาราชะเทวีและเสนาพร้อมกับบริวารทั้งหลาย เมื่อพระยาเม็งรายกราบนมัสการเสร็จแล้ว ก็นำเอาบริวารของตนกลับสู่เมืองเชียงใหม่ ก็ตั้งอยู่เสวยราชสมบัติตราบเมี้ยนอายุขัยแล้ว ลูกหลานที่สืบราชสมบัติ ก็เจริญตามรอยและได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาททั้งสี่รอยทุกๆพระองค์ หลังจากนั้นมาพระบาทรังรุ้งหรือรังเหยี่ยวนี้ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “พระพุทธบาทสี่รอย” เพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย
มาในสมัยยุคหลัง คนทั้งหลาย จึงเรียกขานกันว่า พระพุทธบาทสี่รอย คือ มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัลป์นี้ คือ
1.พระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันธะ รอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว 12 ศอก
2.รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ เป็นรอยที่ 2 ยาว 9 ศอก
3.รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสปะ เป็นรอยที่ 3 ยาว 7 ศอก
4.รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ(ศาสนาปัจจุบันนี้) เป็นรอยที่ 4 รอยเล็กสุด ยาว 4 ศอก
เมื่อมาถึงสมัยพระยาธรรมช้างเผือก ผู้ครองนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยบริวาร 500 คน ก็ขึ้นไปกราบสักการะบูชาพระพุทธบาทสี่รอย และได้สร้างพระวิหารครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว โดยแต่เดิมถ้าใครจะดูรอยพระพุทธบาทบนยอดหินก้อนใหญ่ ต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปหรือปีนขึ้นไปดู ซึ่งก็คงจะขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ดังนั้นพระยาธรรมช้างเผือก จึงตรัสสร้างแท่นยืนคล้ายๆนั่งร้านรอบๆก้อนหินที่มีพระพุทธบาทสี่รอย เพื่อที่ผู้หญิงจะได้เห็นรอยพระพุทธบาทด้วยและได้สร้างหลังคาชั่วคราวมุงไว้
ต่อมาในสมัยพระชายาเจ้าดารารัศมี ก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้มีพระราชศรัทธา ก่อสร้างวิหาร เป็นการกราบบูชารอยพระพุทธบาทไว้ 1 หลัง หลังเล็กปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วทั้งหลัง จะเหลือไว้แต่ผนังวิหาร พื้นวิหารและแท่นพระ ซึ่งยังเป็นของเดิมอยู่ ถ้าหากท่านใดมีโอกาสขึ้นไปกราบนมัสการพระบาทสี่รอย ก็จะเห็นวิหารแห่งนี้ โดยเราเดินขึ้นบันไดไปบนเขา พอพ้นบันไดก็จะเห็นวิหารหลังนี้
พอมาสมัยเมื่อปี พ.ศ.2472 ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย ก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารที่เจ้าพระยาธรรมช้างเผือกสร้างไว้ชั่วคราว และได้สร้างพระวิหารครอบรอยพระพุทธบาทไว้ใหม่ และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทไว้ เพื่อรักษาให้อยู่ค้ำชูพุทธศาสนาไปตลอดกาลนาน
ด้วยวัดพระพุทธบาทสี่รอย เป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง 4 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ,โกนาคมนะ,กัสสปะ และพระพุทธเจ้าโคตะมะ(องค์ปัจจุบัน) จึงนับได้ว่าเป็นปูชนียสถานที่มีความสำคัญมาก เป็นที่สักการะบูชาทั้งของคนและเทวดาทั้งหลาย ในอดีตบูรพมหากษัตริย์แห่งล้านนาไทย มีพระยาเม็งรายมหาราช ก็ทรงเสด็จมาถวายสักการะบูชา เจ้าดารารัศมีก็สร้างวิหารถวายเป็นพุทธบูชาไว้ 1 หลัง จากสาส์นของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบันทึกไว้ว่า พระพุทธบาทสี่รอยแห่งนี้ เป็นพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย แม้ในกรุงศรีอยุธยาก็ยังจำลองไว้ที่ปราสาทนครหลวงที่วัดพระจันทร์ลอย ซึ่งพระพุทธบาททั้งสี่รอยนี้ ครูบาอาจารย์ พระธุดงค์กัมมัฏฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลายองค์อาทิเช่น หลวงปู่แหวน สุจิณโณ,หลวงปู่ชอบ ฐานสโม,หลวงปู่สิม พุทธาจาโร และอีกหลายๆองค์ ได้ธุดงค์ขึ้นไปนมัสการมาแล้ว และได้รับรองว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่แท้จริง ดังธรรมเทศนาตอนหนึ่งของ หลวงปู่สิม ว่า “ในเขตเชียงใหม่นี้ ยังมีพระบาทสี่รอย อยู่เขตอำเภอแม่ริม แต่ว่าลึกเข้าไปในภูเขา หลวงปู่ผู้เทศน์ไปดูแล้วไปกราบไปไหว้ มันเป็นก้อนหินก้อนใหญ่ มันเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ขึ้นไปอยู่ข้างริมแม่น้ำ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ ได้มาตรัสรู้ในโลก ท่านก็มาประทานเหยียบรอยพระบาทไว้ในยอดหินก้อนนั้น ยาวขนาด 12 ศอก เมื่อหมดศาสนาพระพุทธเจ้ากกุสันธะแล้ว พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ ก็มาตรัสรื้อขนสัตว์ไปอีก ก่อนนิพพานท่านก็มาเหยียบไว้ที่พระบาทแม่ริมนี้ เป็นรอยที่สอง(ขนาด)ลดลงมา และมาถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากัสสปะตรัสรู้ ท่านก็มาเหยียบไว้ได้สามรอย และพระพุทธเจ้าโคดมตรัสรู้ ก่อนที่ท่านจะนิพพานก็มาเหยียบรอยพระบาทไว้ในหินก้อนเดียวกัน จึงให้ชื่อว่า “พระพุทธบาทสี่รอย” ยังมีพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ จะมาตรัสรู้แล้วโปรดเวไนยสัตว์ก็มาเหยียบไว้อีก เรียกว่าแผ่นดินที่เราเกิดมานี้ นับว่าเป็นแผ่นดินที่ร่ำรวยที่สุด แผ่นดินนี้เรียกว่า “ภัททกัปป์” มีสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้ห้าพระองค์ พระพุทธเจ้าองค์ใดมาสอนก็ตามก็สอนให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลายบำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ละกิเลส ความโกรธ ความโลภ และความหลงอันเก่านี้แหละ เมื่อผู้ใดปฏิบัติภาวนาบารมีเต็มแล้ว ก็รู้แจ้งพระนิพพาน เมื่อรูปนามแตกดับแล้ว ก็ไปสู่นิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกอันแสนทุรกันดารนิ้อีกต่อไป”
ข้อความนี้คัดลอกมาจากหนังสือพุทธาจารานุสรณ์ ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ พ.ศ.2536 และประวัติความเป็นมาในตอนต้นนั้น ได้แปลออกมาจากพระคัมภีร์โบราณที่นักปราชญ์สมัยโบราณได้จารึกไว้สืบๆกันมา
ดังนั้น ก็นับว่าพระพุทธบาทสี่รอยนี้ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญ เป็นที่สักการะบูชามาช้านาน ถ้าหากว่าผู้ใดมีจิตศรัทธาที่ที่จะขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย ก็ควรที่มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไปถึงแล้ว ก็ควรที่จะสำรวม กาย วาจา ใจ ให้มันเป็นปกติ ก็ชื่อว่ารักษาศีล ก็ทำให้เกิดสมาธิ ให้มีจิตใจที่ตั้งมั่น ทำให้เกิดปัญญาและจักได้ชื่อว่า เจริญตามรอยบาทของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง การที่มีคนศรัทธาเดินทางขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ก็เหมือนกับว่า มีดวงจิตดวงใจอยู่ในสมาธิภาวนา มีพุทธานุสติเกิดขึ้นในจิตใจและประกอบไปด้วย ความศรัทธาและความเพียร ขันติ ความอดทน การที่จะขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ถนนหนทางไม่สู้จะสะดวกเท่าไร เป็นทางขึ้นเขา ทางเดินแคบ ขึ้นได้สะดวกก็ช่วงฤดูแล้ง ช่วงฤดูฝนก็ลำบาก จึงเป็นการวัดถึงจิตใจพุทธศาสนิกชนว่า จะมีคนศรัทธามีวิริยะ ที่จะขึ้นไปได้ ถ้าหากว่าใครได้ไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็นับว่าเป็นศิริมงคลและจะได้รับอานิสงส์อย่างมากๆ
ดังนั้น ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย ที่ได้ขึ้นมากราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยแล้ว และท่านที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอยเล่มนี้แล้ว ก็ใคร่จะกล่าวกับท่านทั้งหลายว่า การที่พระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ มาประทับรอยพระบาทไว้ที่นี่ ก็เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย ดังนั้น การที่เราได้กราบนมัสการรอยพระพุทธบาทด้วยเครื่องสักการะ มีดอกไม้ธูปเทียน ก็ยังไม่ได้เจริญตามรอยบาทของพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงมุ่งหวัง ให้เราทั้งหลายเจริญรอยตามบาทของพระพุทธองค์ ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา ก็ได้ชื่อว่า เป็นคนหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงโปรดให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลาย
วาระสุดท้ายนี้ ท่านผู้ใดที่ได้อ่านหนังสือความเป็นมาของพระพุทธบาทสี่รอยเล่มนี้แล้ว กรุณาใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้และให้ถึงคนศรัทธาในดวงจิตพูดไว้ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่เดินทางขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอย ถ้าหากว่าผิดพลาดประการใด อาตมาภาพขอน้อมรับแต่เพียงผุ้เดียว ขอให้ท่านทั้งหลายที่ได้เดินทางมากราบพระพุทธบาทสี่รอยแล้ว จงประสบแต่ความสุข ความเจริญก้าวหน้าในทาน ศีล ภาวนา มีปัญญารู้แจ้งในอริยสัจสี่ พ้นจากกิเลส-กองทุกข์ทั้งหลาย จงมีแด่ทุกท่านด้วย

ขอแสดงความนับถือ

พระพรชัย ปิยะวัณโณ


พระพุทธบาทสี่รอย......พระพุทธบาทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย


-วัดพระพุทธบาทสี่รอย ต.สะลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

By: พระครูบาพรชัย ปิยะวัณโณ..

 

วัดพุสวรรค์


วัดพุสวรรค์

ที่ตั้ง

วัดพุสวรรค์ ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ หมู่ 2 ตำบลพุสวรรค์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
โทรศัพท์ 0-3242-2044
ทิศตะวันออก ติดที่ดินของชาวบ้าน หมู่ 2 ต.พุสวรรค์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
ทิศตะวันตก ติดทางหลวงแผ่นดิน
ทิศเหนือ ติดทางเข้าหมู่บ้าน หมู่ 2 ต.พุสวรรค์ อ.แก่งกระจาน
ทิศใต้ ติดอุทยานศาสนาพระโพธิสัตว์กวนอิม มีถนนภายในเชื่อมต่อถึงกัน สะดวกต่อการติดต่อ ดุจอยู่ในพื้นที่เดียวกัน

ประวัติ

วัดพุสวรรค์ เป็นวัดเกิดใหม่ ได้ฤกษ์ขึ้นป้าย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ.2545 เวลา 08.00 น. เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นตามชื่อของตำบลพุสวรรค์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
สถานภาพเดิม คือ ชมรมพัฒนาทางจิต ผู้ก่อตั้งคือ คุณทวีศักดิ์ ผกาภรณ์ และคุณทศพล เพ็ญบูลย์ ซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธองค์ จึงได้สร้างอาคารสถานที่ในที่ดิน ซึ่งอยู่ติดกับอุทยานศาสนาพระโพธิสัตว์กวนอิม ให้เป็นธรรมสถาน
เริ่มก่อสร้างอาคารทรงไทย 2 ชั้น 1 หลัง ใช้ชื่อว่า “ศาลาชินนะรังษี” เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกอบรมปฏิบัติธรรม โรงอาหาร 1 หลัง ศาลาหรือโบสถ์กลางน้ำ 1 หลัง กุฏิหรือที่พักผู้ปฏิบัติธรรมเดี่ยว รวม 6 หลัง ที่พักผู้ปฏิบัติธรรมหมู่ 1 หลัง ปรับแต่งสถานที่ให้ร่มรื่น โดยปลูกต้นไม้ ชนิดต่างๆและเพื่อให้มีบรรยากาศของธรรมสถาน จึงจัดสร้างพระธรรมจักร สัญลักษณ์การประกาศสัจธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐานบนดอกบัวกลางสระน้ำรูปทรงกลม หน้าศาลาชินนะรังษี และพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา พระประธานบนศาลาชินนะรังษี ซึ่งสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ถวายพระนามว่า “พระพุทธรังสีส่องโลก”


พระคาถาบูชา
“นะโม พระพุทธรังสีส่องโลก แสงธรรมสว่างจ้า ทั่วพุสวรรค์ นะมะพะทะ”
ม.ร.ว.วิบูลยดิศ ดิศกุล เป็นประธานพิธีเททองหล่อองค์พระพุทธรังสีส่องโลก ในวันมหาฉัตรมงคล วันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2543 พ.ต.อ.ชัยชาญ เงินมูล เป็นประธานจัดงาน
เมื่อมีผู้สนใจร่วมกิจกรรมและปฏิบัติธรรมเพิ่มจำนวนมากขึ้น ประกอบกับมีพระภิกษุ สามเณรร่วมกิจกรรมและเป็นผู้ให้การฝึกอบรมกรรมฐานวิปัสสนา จึงแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งของชมรมพัฒนาทางจิต ตั้งเป็นสำนักสงฆ์พัฒนาทางจิต ท่านเจ้าคุณ พระสุธีวัชโรดม รองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธานอำนวยการฝ่ายสงฆ์ พระโสภณ พัสสะโสภโณ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ดร.ทองเหมาะ จำปาเงิน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และปรับเปลี่ยนสถานะเป็นวัดพุสวรรค์
ส่วนชมรมพัฒนาทางจิตนั้น ยังคงอยู่ในสถานะเดิม มิได้ปรับเปลี่ยนสถานะแต่อย่างใด มีอาจารย์สุพัฒก์ ชุมช่วย เป็นประธานชมรม และยังคงดำเนินกิจกรรมตามปกติ เมื่อมีการขยายพื้นที่ จึงได้สร้างศาลรัชกาลที่ 6 ประดิษฐานไว้บริเวณด้านหน้าของวัด และสถานพยาบาล คลีนิคสหมิตรสามัคคี ในความอุปถัมภ์ของ คุณเมธี เรื่องอุตมานันท์ ด้านทิศเหนือของวัด เป็นต้น

กิจกรรม

1.จัดให้มีการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ในเดือนเมษายน 2543 เป็นครั้งแรก โดยพระสุธีวัชโรดม รองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นผู้อุปถัมภ์
2.บวชเนกขัมมะหรือปฏิบัติธรรม ถือศีลสวดมนต์ ปฏิบัติกรรมฐานวิปัสสนา ทุกวันสำคัญทางศาสนา วันนักขัตฤกษ์ วันสำคัญของชาติ ครั้งละ 3-7 วัน เป็นต้น
3.รณรงค์ให้มีการสวดมนต์ตามโครงการณ์สวดมนต์เฉลิมพระเกียรติฯ เพื่อความสถิตสถาพรของแผ่นดินไทย
4.บำบัดทุกข์ทั้งกายและใจ ให้ชนทุกชั้น ให้บริการช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยด้วยสมุนไพร และการบรรเทาภาวะกรรมวิบาก ด้วยการถวายสังฆทาน ขออโหสิกรรมและตัดกรรม ทุกวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 10.00 น.และ 13.00 – 16.00 น.

โครงการต่างๆ

1.โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน
2.โครงการบวชพระเนกขัมมะ
3.โครงการห้องสมุดประชาชน
4.โครงการเข้าค่ายปรมัตถธรรม
5.โครงการสวดมนต์เฉลิมพระเกียรติ
6.โครงการฝึกอาชีพ(เชิญวิทยากรฝึกอบรมชาวบ้าน)
7.โครงการฝึกกรรมฐานวิปัสสนา
8.โครงการเกษตรเลี้ยงชีพ
9.โครงการสมุนไพรตามพระราชดำริ
ตัวยาที่จะเผยแพร่คือ “ระเบิดทั่วจักรวาล”
10.โครงการฌาปนกิจสงเคราะห์

วัตถุประสงค์

1.เผยแพร่คำสอนขององค์สมณโคดม
2.ส่งเสริมจริยธรรมและคุณธรรมเข้าสู่จิตใจเยาวชน
3.สืบทอดพระพุทธศาสนาให้ได้ 5,000 ปี


การสร้างพระพุทธรูป
มีอานุภาพคุ้มครองผู้นับถือได้จริงหรือ?

การสร้างพระพุทธรูปนั้น เป็นการสร้างองค์สมมติ เพื่อรำลึกถึงพุทธคุณ เท่ากับเป็นการนำเอาวัตถุธาตุ เป็นสื่อชักนำให้เข้าสู่ทางทางธรรม หรือที่เรียกว่า “ตัณหานำไปสู่นิพพาน” เป็นการสร้าง เพื่อเป็นสรณะ ให้ระลึกถึงความดีของพุทธคุณ พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระเมตตาคุณและมีพุทธานุภาพ เพราะพระพุทธเจ้าดับขันธ์ปรินิพพาน พระพุทธองค์ดับกายทิพย์ แต่จิตวิญญาณยังอยู่ และยังไม่เข้าสู่ปรินิพพาน แต่พร้อมที่จะเข้าได้ เพราะพระองค์ได้ตั้งสัจจาธิษฐานว่า “ศาสนาของตถาคตขอถึง 5,000 ปี จึงสลายจากการเสื่อมของมนุษย์ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นยุคพระศรีอริยเมตตไตรย” เท่ากับพระพุทธองค์มีสัญญากับมนุษย์คือ ยังมีอธิษฐานบารมีกับมนุษย์ เมื่อยังมีอธิษฐานบารมีกับมนุษย์แล้ว พุทธานุภาพของพระองค์ย่อมที่จะแผ่มาสู่สิ่งสมมติบัญญัติที่สร้างขึ้นมา เพื่อระลึกถึงพระองค์ได้อย่างแน่นอน
การสร้างองค์สมมติพระศรีอาริยเมตตไตรย

การสร้างองค์สมมติพระศรีอริยเมตตไตรย เป็นความเชื่อว่า เพื่อช่วยให้ผู้ที่ยึดเหนี่ยวกับอนาคตชาติว่า เราเกิดมามีบุญน้อย ไม่ทันพระพุทธองค์ ได้พบแต่เพียงพระธรรมคำสั่งสอน ซึ่งล่วงเลยเวลามากว่าสองพันห้าร้อยปี อันอาจตีความคลาดเคลื่อนไปบ้างตามกาลเวลา ยากจะรู้ได้ว่า ข้อใดเป็นพุทธพจน์หรือมิใช่ ธรรมดามนุษย์ปุถุชน ย่อมรู้ว่ายังไม่พ้นวัฏฏะ เมื่อจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ก็อยากจะอยู่ดี กินดี และเกิดดี การตายอย่างมีที่ยึดเหนี่ยว และหวังว่าจะเกิดทันยุคพระศรีอริยเมตไตรยนี้ จึงเป็นการสร้างเพื่อความหวังเพื่อมีเครื่องยึดเหนี่ยว

ทำอย่างไร จึงจะได้เกิดทันยุคพระศรีอริยเมตไตรย

พุทธศาสนิกชนเชื่อกันมาแต่โบราณกาลว่า พระศรีอริยเมตไตรยเป็นพระโพธิสัตว์ สถิตอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต บำเพ็ญบารมีเพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่อจากองค์สมณโคดม เรื่องพระศรีอริยเมตตไตรย มีกล่าวไว้ในเรื่องพระมาลัย ตอนไปเที่ยวเทวโลก ได้เฝ้าและสนทนากับพระโพธิสัตว์องค์นี้และนำมาเล่าให้ชาวโลกฟัง ว่ายุคพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้านั้น บ้านเมืองสงบร่มเย็น ประชาชนจะมีความสุขทุกประการ ถ้าหมั่นทำบุญสร้างกุศล ก็จะได้เกิดทันในยุคนั้น ชาวพุทธส่วนใหญ่ จะตั้งจิตปรารถนาให้เกิดทันยุคพระศรีอริยเมตไตรย

ภูมิหลังพระศรีอริยเมตไตรย

ตามตำนานกล่าวว่า พระศรีอริยเมตไตรย เดิมเป็นพระอรหันต์ ชลาตา มีรูปร่างสง่างาม ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าองค์สมณโคดม จึงมักมีคนทักผิดเสมอ คิดว่าอรหันต์”ชลาตา” เป็นองค์สมณโคดม เมื่อรวมในหมู่เดียวกัน จะไม่รู้ว่าพระรูปใดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แท้จริง
ในการประชุมครั้งหนึ่ง ณ เชตวันมหาวิหาร องค์สมณโคดมตั้งจิตอธิษฐานว่า “เมื่อสิ้นพุทธกัปป์แห่งการเป็นพระพุทธเจ้าของเราแล้ว ใครหนอจะมีบารมีแข็งแกร่งพอที่จะสืบศาสนา เผยแพร่สัจธรรมให้แก่โลกต่อไปได้” พระองค์เพียงแต่แค่ดำริอยู่ในพระทัยเท่านั้น พระอรหันต์ชลาตา นามสกุล กัจจายนะ นั่งอยู่ไกลจากองค์สมณโคดมมาก สามารถรู้เข้าใจพระดำริ จึงเปล่งรัศมีในกายตอบไปว่า “ข้าฯนี่แหละ จะเป็นผู้เสียสละ ที่จะสืบต่อศาสนาของพระองค์” ด้วยความเข้าใจกันทางกระแสจิตเช่นนี้ องค์สมณโคดมจึงขว้างดอกบัวออกไปท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ ด้วยอำนาจแห่งญาณ ดอกบัวนั้นลอยผ่านเศียรเกล้าพระอรหันต์ทั้งหลายไปสู่อรหันต์ชลาตา อรหันต์ชลาตาจึงรับดอกบัวไว้ได้
พระอรหันต์ชลาตา เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อครูบาอาจารย์ จึงเข้าสู่จิตวิมุติ ก็เปล่งวาจาว่า เรานี้มิสมควรที่จะเทียบตนเท่ากับองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า

พระคาถาบูชา
พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
เมตตานะ ศรีอริยะเมตโต
พุทธานะมะ สันติเกโล
อนาคามิ สาธุ สาธุ สาธุ

สวนสรวง……สระธรรม

ยานี11 ศรีศรีโสตถิสถาน พุสวรรค์ปานสวนสรวง
โรคภัยใจทุกข์ทั้งปวง ก้าวล่วงลาโลกโชคมา
เพียงเยือนเหยียบย่างแดนนี้ อัญชลีพระธรรมจักรา
ฤๅเดินจงกรมทักษิณา จะสัมผัสฤทธาฟ้าดิน
เพ่งพิศดอกบัวบาน ซึมซับสะอาดจิตสิ้น
น้อมใจไปล้างมลทิน เหมือนสิ้นตมเปือกเกลือกบัวบาน
เบื้องหลังอาคารแบบไทย ภายใต้องค์ปฏิมาปติฏฐาน
ปางปฐมเทศนาญาณ จักรวาลสะเทือนเขยื้อนธรรม
อันเอกองค์พระสังฆราช ประกาศเป็นพระนามนำ
ชาวโลกเรียกขานประจำ มงคลคำหมายมุ่งรุ่งปัญญา
“พระพุทธรังสีส่องโลก” อวิชชาย้ายโยกเผ่นผวา
เห็นแจ้งปรมัตถ์สัจจา โลการ่มเย็นเป็นใจ
สวดมนต์ไหว้พระสมาธิ ปฏิปทาน่าเลื่อมใส
ศาลา”ชินะรังษี”ที่ฝึกใจ มโนมัยบานเบิกทุกฤกษ์ยาม
จะย้ายยักพักนั่งนอกฝั่งสระ อิสระโบสถ์กลางน้ำสนาม
ลมโชยน้ำเย็นทุกรูปนาม บรรลุตามธรรมะในสระธรรม

สุพัฒก์ ชุมช่วย ร้อยกรอง


พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า

ในฎีกามาลัยสูตร คัมภีร์ปรมัตถโชติกา แสดงไว้ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแก่พระอานนท์และภิกษุทั้งหลายว่า ตถาคตทรงอนุญาตศาสนาไว้ห้าพันปี เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปห้าร้อยปี ก็จะไม่มีนางภิกษุณี ครั้นล่วงได้หนึ่งพันปี ก็จะไม่มีพระอรหันต์ที่เหาะเหินเดินอากาศได้ เมื่อล่วงได้สองพันปี ก็จะไม่มีนักปราชญ์ ที่เรียนพระไตรปิฎกจบ ครั้นล่วงได้สามพันปี จะไม่มีพระสงฆ์ครบคณะมาประชุมกันทำอุโบสถกรรม ครั้นล่วงได้สี่พันปี จะหาพระสงฆ์ที่ครองไตรจีวรครบก็มิได้มี เมื่อล่วงได้ห้าพันปี ก็จะมีแต่ผ้าเหลืองห้อยหูและผูกคอเรียกว่า พระสงฆ์
ต่อมาเมื่อมหาปฐพีนี้สูงขึ้นได้โยชน์หนึ่ง คือ แปดพันวาแล้ว ลำดับนั้น จึงมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรย เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดุสิต มาบังเกิดในเมืองเกตุวดีศรีมหานคร พระบิดาทรงพระนามว่า สุพรหมพราหมณ์ พระมารดาทรงพระนามว่า พรหมวดีพราหมณี พระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรย ทรงพระชนมายุยืนนานถึงแปดหมื่นปี
อนึ่ง พระวรกายของพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า สูง 80 ศอก เสด็จออกไปตรัสรู้ ยังควงไม้กากะทิง อันสูงจากพื้นดินขึ้นไปได้ 128 ศอก มีใบละดุมละดอกเท่ากงจักร เกษรหล่นเดียรดาษวันละ 5 ทะนาน มีกลิ่นรสหอมหวานมิรู้วาย ด้วยเดชะบารมีของพระบรมโพธิสัตว์
พระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ได้ตรัสบอกพระมาลัยเทวเถระเจ้าว่า บารมีของพระองค์ได้ทรงบำเพ็ญมาช้านานถึง 16 อสงขัยแสนกัลป์ พระบารมี 10 ทัศนั้น ได้ทรงบำเพ็ญมาเป็นอย่างดี เมื่อพระองค์จะได้ไปบังเกิดในมนุษยโลก จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จะตรัสเทศนาโปรดสัตว์ทั้งปวง พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระองค์ มีพระนามว่า อโศกเถระ พระอัครสาวกเบื้องซ้ายมีพระนามว่า สุพรหมเถระ พระอัครสาวิกาเบื้องขวา มีพระนามว่า ปทุมาภิกษุณี พระอัครสาวิกาเบื้องซ้าย มีพระนามว่า พระสุมนาภิกษุณี อุบาสกพุทธอุปัฏฐากของพระองค์ มีนามว่า สุทัตตะคะหะบดี คนหนึ่งมีชื่อว่า สังฆะคะหะบดีคนหนึ่ง และมหาอุบาสิกาพุทธอุปัฏฐาก มีชื่อว่า ยสปะวะดี อุบาสิกาคนหนึ่ง ชื่อ สังฆะอุบาสิกา อีกคนหนึ่ง ไม้กากะทิงจะเป็นไม้มหาโพธิ์
พระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ ได้ตรัสแก่พระมาลัยเทวเถระเจ้าว่า เมื่อพระคุณเจ้ากลับลงสู่มนุษยโลกแล้ว จงบอกแก่มหาชนชาวชมพูทวีปว่า ทุกคนอย่าได้ทำเวรทั้ง 5 ประการ คือ
1.อย่าฆ่าสัตว์มีชีวิตน้อยใหญ่ให้ตกล่วงไป
2.อย่าลักข้าวของเงินทองของผู้อื่น
3.อย่าผิดประเวณีในเมียและลูกของผู้อื่น
4.อย่าเจรจาล่อลวงโกหกมายา
5.อย่าเสพสุราเมรัย
แล้วให้สมาทานอุโบสถศีล และจงเว้นขาดจากอนันตริยกรรมทั้งห้าประการ มีฆ่ามารดา-บิดา เป็นต้น ผู้ใดปฏิบัติได้ดังกล่าว ก็จะได้ประสบพบองค์พระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ ที่จะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าตามความปรารถนา
อันว่า พระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกนี้แล้ว ก็จะเป็นบุญลาภอันยิ่งใหญ่แก่ชนทั้งหลาย ที่ได้เกิดมาในศาสนาของพระองค์ เมื่อจุติจากโลกมนุษย์นี้แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าเขาได้ทำบุญให้ทาน ได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนา เขาได้สวดมนต์ภาวนา ได้รักษาศีลเป็นนิจนิรันดร จึงเป็นผู้รุ่งเรืองสุกใสในศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า
นั่นเป็นเรื่องราวของพระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล นำมากล่าวขานโดยย่อ พอเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาปสาทะชาวพุทธ ที่มีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติปฏิบัติตามธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เพื่อให้มีชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข ทุกคนเกิดมาแล้วปรารถนาความสุข ต่างหวังจะให้พ้นจากความทุกข์ ตราบใดที่คนเรายังมีจิตใจว้าวุ่น ด้วยกิเลสตัณหา ก็ต้องตกอยู่ในห้วงแห่งสังสารวัฏตราบนั้น สังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด ตายแล้วเกิดอีกไม่มีวันสิ้นสุด เกิดมาแล้วก็ต้องมีทั้งสุขและทุกข์ ตายไปแล้วก็มีทั้งสุขและทุกข์ มีความสับสนวุ่นวายทั้งตายและเกิด คนเราเมื่อบุญบารมีบริบูรณ์แล้ว ก็อาจบรรลุมรรคผลนิพพานได้ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก คนเราแม้วาสนาบารมียังไม่สมบูรณ์ก็ตามทีเถิด ถ้ามีใจเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก ชีวิตภายภาคหน้าก็ไม่ตกต่ำ
มีเทวดาภาษิต กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ผู้นั้นละเรือนร่างจากโลกนี้แล้ว ย่อมบริบูรณ์ด้วยเรือนร่างของเทวดาในสวรรค์”
คณะกรรมการสำนักสงฆ์พัฒนาทางจิตตำบลพุสวรรค์ อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ได้ดำเนินการจัดสร้างรูปพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าขึ้น นับว่าเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ มีคุณอันมหาศาล กล่าวคือ รูปพระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ เป็นจุดสร้างความดีในปัจจุบันไปสู่อนาคต ทำให้คนทั้งหลาย คิดได้ว่า ชาติหน้ามีจริง เมื่อแน่ใจว่าชาติหน้ามีจริง ก็จะได้ตั้งใจทำดี ทำบุญ เพื่อเกิดขุมทรัพย์ คือ บุญ ไว้เผื่อวันหน้า เดือนหน้า ปีหน้าและชาติหน้า
คนที่มีบุญวาสนาบารมี นับว่าเป็นคนร่ำรวยบุญ คนที่ร่ำรวยบุญ เป็นคนมีสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า คนที่จนบุญ จะขาดทุนทั้งชาตินี้และชาติหน้า
ขออำนาจบุญบารมีที่ทุกท่าน ทุกคน ได้ช่วยกันสร้างรูปพระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ จงเจริญงอกงามในพระพธรรมของพระพุทธเจ้า ขอจงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ด้วยกันทุกคน ทุกท่าน ตลอดกาลนานเทอญ.

(พระสุธีวัชโรดม)
รองเจ้าคณะจังหวัดเพชรบุรี
วัดมหาธาตุวรวิหาร
อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี











วัดสำคัญ/ธรรมะในหลวง

วัดเขาสนามแจง อ.บ้านหมี่ ลพบุรี.....พระพุทธบาท 5 รอย article
วัดกองดิน(หลวงพ่อพระพุทธปิยปกาศิต) article
จิต-พุทธะ-ที่พึ่งแห่งชีวิต -กรรม-กฎแห่งกรรม article
ธรรมะของในหลวง article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว